Less is More

หยุดวงจร overchoice ด้วยกลยุทธ์ ‘น้อยแต่มาก’ ในโลกที่คนเหนื่อยกับการตัดสินใจ

ในแต่ละวันมนุษย์เราต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ มากมาย ยิ่งในยุคข้อมูลท่วมท้นและตัวเลือกมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญคือความเหนื่อยล้าจากการเลือก  

เมื่อมีตัวเลือกมากเกินไป จนสมองประมวลผลไม่ไหว เราเรียกสภาวะนี้ว่า overchoice หรือ choice overload ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกแบรนด์กำลังหาทางแก้

🤔 Overchoice เมื่อมีตัวเลือกมากไปก็ไม่ดี

The Paradox of Choice โดยนักจิตวิทยา Barry Schwartz อธิบายไว้ว่า ยิ่งแบรนด์เสนอทางเลือกให้ลูกค้ามากเท่าไหร่ ความพึงพอใจของลูกค้ากลับยิ่งลดลง เพราะลูกค้าจะกังวลว่าสิ่งที่เลือกไปดีที่สุดจริงไหม หรือตัวเลือกอื่นอาจจะดีกว่าหรือเปล่า สุดท้ายสภาวะนี้จะจบลงด้วยการ Analysis Paralysis หรือภาวะอัมพาตทางการตัดสินใจ หรือถ้าจะให้เล่าง่ายๆ ก็คือเหนื่อยจะเลือก จนเลือกไม่ซื้อคงง่ายกว่า

จริงอยู่ที่ความหลากหลายอาจทำให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มาก แต่ท่ามกลางตัวเลือกมากมาย ทั้งในแบรนด์เราเองและจากแบรนด์อื่นๆ แบรนด์ที่ชนะใจลูกค้า อาจไม่ใช่แบรนด์ที่มีตัวเลือกมากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่คิดแทนลูกค้าได้ดีที่สุด  

🤔 หยุดวงจร Overchoice 

Curated Excellence : แบรนด์ต้องทำหน้าที่เป็น editor หรือ curator ที่คัดสิ่งที่ดีที่สุดมาให้แล้ว เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องเปรียบเทียบมากมาย เปรียบให้เข้าใจง่ายๆ แบรนด์กำลังทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ที่คัดสรรงานศิลปะมาไว้ใน 1 ห้อง เพื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้ชมได้ใช้เวลากับผลงานศิลปะเหล่านั้น

Routine-based Thinking : สินค้าที่จะเติบโตได้ยั่งยืนอาจไม่ใช่ของที่ใช้ครั้งเดียวจบ แต่ต้องเข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของลูกค้าได้เรื่อยๆ ทั้งในเชิงตัวสินค้าเองไปจนถึงราคาที่ต้องเข้าถึงได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเลือกซื้อสินค้าย้ายจากหน้าร้านไปหน้าจอมากขึ้น ยิ่งของที่ต้องใช้ทุกวัน ยิ่งต้องคิดให้น้อยที่สุด 

Science-backed Trust : จริงอยู่ที่สมัยนี้เรื่องอารมณ์ หรือ emotional marketing เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องปรับใช้ เพราะอารมณ์นำพาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายๆ แต่กับสินค้าหลายอย่าง เหตุผล หรือผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ อาจช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายกว่า สินค้าที่อธิบายได้ว่ามีที่มายังไง มีผลการทดสอบยืนยัน จะช่วยลดความกังวลในใจลูกค้าและสร้างความมั่นใจได้

โดยเฉพาะกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือมนุษย์โดยตรง จากข้อมูลของ Boost Thailand พบว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 2-3% แต่ตลาด Health & Beauty กลับเติบโตกว่า 9% ต่อปี ด้วยมูลค่ามหาศาลกว่า 206,000 ล้านบาท

การเติบโตนี้ย่อมตามมาด้วยผู้เล่นในตลาดมากมายจนอาจกล่าวได้ว่าตลาดนี้คือ red ocean เป็นที่มาที่ Boost Thailand ได้เปิดตัว No7 Good Intent  ที่คิดมาให้เรียบง่าย ตอบเทรนด์ Glass Skin ที่มาแรงซึ่งเกิดจากเอเชียแต่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

Boost เผยว่าสินค้ากลุ่มใหม่นี้พัฒนาในห้องแล็บของแบรนด์โดยเฉพาะ กลุ่มลูกค้าของ No7 Good Intent คือกลุ่มเจนฯ Z และมิลเลนเนียลส์ที่เติบโตมากับข้อมูลมหาศาล แม้แพ็กเกจจิ้งน่ารักถูกใจจะดึงดูดใจได้ดี แต่กับผิวหน้าแล้วนั้น การเลือกจากความมั่นใจว่าสินค้ามีงานวิจัยรองรับ และปลอดภัยในระยะยาวจะตอบโจทย์ได้มากกว่า Boots Thailand ยังแชร์ว่าผู้บริโภคยุคนี้มองว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ยินดีจ่าย 

จากสินค้าของ Boost เองรวมถึงตลาดที่มีทางเลือกมากมายนี้ อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่จะได้ใจลูกค้าก็คือสิ่งที่เรียบง่าย พิสูจน์ได้ และเข้าถึงง่าย ในสมรภูมิที่ทุกแบรนด์ต่างออกสินค้าใหม่ทุกเดือน

อ้างอิง

Tagged:

Writer

พิลาทิสและแมว

You Might Also Like