5 กลยุทธ์ธุรกิจปี 2025 ที่ผู้บริโภคเทใจจนเกิด ปรากฏการณ์ตลาดแตก

อีกไม่กี่วัน ปี 2025 ก็กำลังจะลาลับจากพวกเราไป หากมองย้อนในอุตสาหกรรมธุรกิจบ้านเรานับว่าเป็นปีแห่งการแข่งขันที่เข้มข้นดุเดือดที่สุดปีหนึ่ง ทั้งการปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ การปรับโฉมแบรนด์ให้ทันสมัย การเข็นโปรดักต์เสิร์ฟผู้บริโภค การออกโปรโมชั่นเด็ดดวงแทบไม่หยุดพัก ฯลฯ 

เรียกว่าแต่ละแบรนด์ต่างมีผลงานมาสเตอร์พีซเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจในปีนี้คือกลยุทธ์การตลาดจากแบรนด์ไทยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘ตลาดแตก’ ผู้บริโภคยอมต่อคิวหน้าร้าน เฝ้าบนหน้าจอออนไลน์ หรือขอโอกาสไปเยือนสักครั้งหนึ่งให้เห็นกับตา แต่จะมีกรณีไหนบ้างนั้น เราขอชวนย้อนกลับไปหาคำตอบพร้อมกันในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

1. Jurassic World The Experience
กลยุทธ์ experiential marketing ครีเอตจักรวาล Jurassic World ยกระดับเอเชียทีคฯ สู่แลนด์มาร์กใจกลางกรุง

ปีนี้ถือเป็นปีที่หลายองค์กรพยายามคว้า Global IP จากแบรนด์ดังระดับโลกมาสร้างสีสันในบ้านเรา ซึ่งที่ดูเรียกเสียงฮือฮาได้ลำดับต้นๆ เห็นทีจะต้องพูดถึง ‘Jurassic World The Experience’ นิทรรศการโลกล้านปีระดับ worldwide ที่สร้างปรากฏการณ์ตลาดแตกไปทั่วคุ้งน้ำเจ้าพระยา 

ภาพ: Jurassic World The Experience

ประเทศไทยได้สิทธิ์เป็นลำดับที่ 22 ของโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น โดยข้อมูลจาก Asset World Corporation (AWC) กลุ่มบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ และเจ้าภาพโปรเจกต์นี้ระบุว่า นับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงสิ้นไตรมาส 3 ในเดือนตุลาคม นิทรรศการมียอดขายบัตรมากกว่า 200,000 ใบ และเฉลี่ยมีจำนวนผู้เข้าชม 2,300 คนต่อวัน 

ปัจจัยที่ทำให้ Jurassic World The Experience มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศยอมลงทุนต่อคิวมาจาก ‘experiential marketing’ กลยุทธ์การตลาดที่ครีเอต ‘โลกเสมือนจริง’ จากแฟรนไชส์ภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World มาใช้เป็นกิมมิก ไม่ว่าจะทัศนียภาพโดยรอบที่เหมือนยกเกาะ Isla Nubla ทั้งเกาะมาไว้, เจ้าบลู ไดโนเสาร์พันธุ์เวโลซีแร็ปเตอร์ตัวเอกของเรื่อง ไปจนถึง ‘ป้าเร็กซี่’ ไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์ที่เป็นภาพจำของภาพยนตร์ตระกูล Jurassic 

ขณะเดียวกันโดยรอบของ Jurassic World The Experience ยังมี Hatch Dome ซึ่งเป็น inclusive space ที่เปิดให้เข้าใช้งานแบบฟรีๆ มีร้านอาหารรายล้อม และแมกไม้เขียวชอุ่ม เมื่อมองภาพรวมนิทรรศการโลกล้านปีนี้จึงตอบโจทย์ทั้งแฟนหนัง และกลุ่ม family tourism ที่ต้องการเที่ยวครบจบในหนเดียว

2. Carnival Golf
community cosystem ที่ใช้ ‘สตรีทแฟชั่น’ ต่อยอดสู่คลับคนรักกีฬากอล์ฟ

นอกจากจะครบรอบ 15 ปี ในปีนี้ Carnival ยังคลอดแบรนด์ใหม่ที่มีชื่อว่า ‘Carnival Golf’ โดยมี ‘กอล์ฟ–ดนัย เตชะสมภพ’ Co-founder แห่ง Carnival เป็นตัวตั้งตัวตี แน่นอนว่าความน่าสนใจของแบรนด์น้องใหม่นี้คือการเป็นลูกผสมระหว่างเสื้อผ้ากีฬากอล์ฟและเสื้อผ้าแฟชั่น ตามคอนเซปต์ ‘From Street to Fairway’ นำเสน่ห์สตรีทแวร์มาอยู่ในสนามกอล์ฟ ไม่ว่าจะเสื้อฮาวายและเสื้อโอเวอร์ไซส์ที่ออกแบบเนื้อผ้าให้เหมาะสำหรับออกรอบ หรือถุงกอล์ฟลวดลายกราฟิกสไตล์ Carnival ที่ไม่ว่าจะออกมากี่คอลเลกชั่นก็ sold out เกลี้ยง

ภาพ: Carnival Golf

นอกเหนือจากโปรดักต์ที่แฟนกอล์ฟยอมต่อคิวรีเฟรชรัวๆ หน้าจอออนไลน์ Carnival Golf ยังต่อยอดแบรนด์ด้วยกลยุทธ์ ‘community ecosystem’ ตั้งคลับดึงดูดคนรักกอล์ฟที่รักการแต่งตัวสไตล์สตรีทแฟชั่นมารวมตัวกันผ่านกิจกรรมต่างๆ ยกตัวอย่าง Carnival Golf Tournament ทัวร์นาเมนต์ที่เปิดโอกาสให้แฟนคลับของแบรนด์มาร่วมออกรอบเป็นครั้งแรกจำนวน 160 คน ที่ดนัยบอกกับเราว่าเพียง 2 ชั่วโมงก็ sold out ทันที

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของมาร์เก็ตติ้งในรูปแบบ ‘คลับกีฬา’ ที่กลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมของปีนี้ และแสดงให้เห็นถึงการต่อยอดแบรนด์จากออนไลน์สู่ออนกราวด์ที่ใช้ ‘ตัวตน’ เป็นตัวสร้างกระแส

3. MK Restaurants
market repositioning การปรับโมเดลของแบรนด์สุกี้เก่าแก่เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดกลุ่ม Mass

ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการแข่งขันอย่างแท้จริงสำหรับแวดวงธุรกิจสุกี้ หลายแบรนด์พยายามปรับจุดยืน เฟ้นหากลยุทธ์ใหม่ๆ นำเสนอลูกค้า 

หนึ่งในนั้นคือ MK Restaurants สุกี้เจ้าเก่าแก่ของไทย ที่ปีนี้ยอมทำ market repositioning เปลี่ยนภาพจำตัวเองจากแบรนด์พรีเมียมที่เป็นตัวเลือกมื้อพิเศษของกลุ่มครอบครัว มาสู่แบรนด์ ‘บุฟเฟต์’ ในราคา 299 บาทเพื่อสู้ศึกสงครามหม้อไฟ โดยมีตัวเลือกให้ทาน 19 เมนูภายในเวลา 90 นาที อีกทั้งบางสาขายังขยายระยะเวลาให้บริการถึง 23.00 น. และ 00.00 น. จนเกิดปรากฏการณ์คนรอต่อคิวใช้บริการ MK สุกี้ บ้างก็เรียกร้องให้ขยายสาขาการให้บริการครอบคลุมกว่านี้

ภาพ: MK Restaurants

จากข้อมูลของเว็บไซต์ investor.mkrestaurant.com เผยว่า จนถึงไตรมาสที่ 3 พวกเขาสามารถทำยอดขายแตะหลัก 3,884 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เติบโตจากปีก่อนราว 5.4% โดยสัดส่วนรายได้ 72% มาจากการปรับตัวเองเป็นแบรนด์บุฟเฟต์ และหากย้อนกลับไป 4 วันแรกที่เปิดให้บริการรูปแบบดังกล่าว ยอดขายของ MK มีรายรับเพิ่มขึ้นถึง 49% 

อีกนัยหนึ่งการปรับตัวที่ว่ายังเป็นการเข้าใจถึงหัวอกผู้บริโภคในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่ามากที่สุด แม้จะไม่ใช่วิธีการที่ใหม่ที่สุดหรือดีที่สุด แต่การปรับจุดยืนของตัวเองก็สามารถต่อลมหายใจให้แบรนด์สุกี้เก่าแก่นี้ยืนระยะสู้ต่อไปในอนาคตได้

4. UNO! Coffee
value-based pricing ต่อคิวรอดื่มกาแฟพันธุ์เกอิชาในราคาแก้วละ 85 บาท

ถ้าพูดถึงสิ่งที่คนยอมต่อคิวในปี 2025 เมนูกาแฟจาก ‘UNO! Coffee’ ต้องถูกลิสต์ไว้ด้วยอย่างแน่นอน 

และถ้าถามว่าทำไมถึงถูกลิสต์ เหตุผลหลักๆ คือการจ่ายเงินในราคา 85 บาทแลกกับการได้ลิ้มชิมรสกาแฟสายพันธุ์เกอิชา หนึ่งในสายพันธุ์กาแฟระดับพรีเมียมที่มีรสชาติหอมละมุน อมเปรี้ยวคล้ายรสจากผลไม้ และมีกรรมวิธีเพาะปลูกที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน ซึ่งที่ผ่านมาการจะได้ลองเมล็ดกาแฟเกอิชาถ้าไม่ดั้นด้นถึงแหล่งปลูก ก็ต้องจ่ายในราคาที่แพงและหาดื่มได้ในร้านกาแฟระดับ specialty เท่านั้น (บางประเทศขายในราคาหลักพันต่อแก้วยังมี)

ภาพ: UNO Coffee Company

กลยุทธ์แบบ UNO! Coffee ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Great Coffee For All คือ value-based pricing หรือการตั้งราคาสินค้าที่เหมาะสมและส่งต่อคุณค่าที่แท้จริงไปถึงลูกค้า นำไปสู่กระแสการโปรโมตโดยลูกค้าเองจากปากต่อปากบนโลกโซเชียลฯ โดยวันแรก UNO! Coffee มียอดขายสูงถึง 800 แก้ว และจนถึงตอนนี้ยังเห็นภาพคนยอมต่อแถวยาวเหยียดหน้าร้านเป็นเรื่องปกติ 

แน่นอนว่าการจะทำให้ราคาคุ้มค่าเกิดขึ้นได้จริงจำเป็นต้องมีหลังบ้านที่แข็งแรง อย่าง UNO! Coffee ที่ผูกโยงแบรนด์กับแหล่งเพาะปลูกเมล็ดกาแฟ เพื่อแต่ละครั้งจะสามารถรับซื้อวัตถุดิบปริมาณมากในราคาที่ถูกลงนั่นเอง 

5. Potato Corner
emotional merchandise ตุ๊กตาน้อง Baby Potato ที่ปังจนต้องผลิตคอลเลคชั่นใหม่ตามมา

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สร้างสีสันตลาดแตกให้ปีนี้คือ emotional merchandise จากบรรดามาสคอตแบรนด์ต่างๆ ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบของสะสมสุดลิมิเต็ดสุดน่ารัก ซึ่งแบรนด์ที่สร้างกระแสเป็นพลุแตกจากกลยุทธ์นี้คือ ‘Potato Corner’ ที่ครีเอต ‘Baby Potato’ น้องมันฝรั่งหน้าตาสุดจิ้มลิ้มชวนใจละลาย ที่ซื้อเมนูใดก็ได้ครบ 159 บาทก็นำกลับบ้านไปได้ทันที จนแฟนๆ ขาจร ขาประจำ ไปจนถึงเซเลบต้องมีน้องไว้ห้อยกระเป๋า

ภาพ: Potato Corner Thailand

นอกจากความน่ารักที่ใครก็อยากเป็นเจ้าของ ด้วยความที่น้องมันฝรั่งตัวนี้มีขายจำนวนจำกัดโดยล็อตแรกผลิตแค่ 350 ตัวเท่านั้น ทำให้ผู้บริโภคยอมต่อคิวเข้าแถวตั้งแต่ห้างเปิด บ้างก็พลิกแผ่นดินตามหาซื้อต่อในราคารีเซล จนเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Potato Corner ประกาศปล่อยคอลเลกชั่นเป็น Baby Potato ในธีมชุดคริสมาสต์

emotional merchandise จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจของกลยุทธ์การตลาดในยุคนี้ อย่าง Potato Corner ที่มีมาสคอตเป็นตัวมันฝรั่งที่ก่อนหน้าคนแทบไม่สนใจ พอปรับดีไซน์ให้ดูน่ารักและผลิตในจำนวนจำกัดยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกผู้ซื้อหวังจะได้มาครอบครองกับเขาบ้าง

จากทั้ง 5 กรณีที่เล่ามาจะเห็นว่า สาเหตุที่คนสนใจแบรนด์นั้นๆ จนเกิดปรากฏการณ์ตลาดแตกล้วนมาจากการครีเอตสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน หรือมีหมัดเด็ดสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกเห็น 

เหนือสิ่งอื่นใด การที่แบรนด์จะประสบความสำเร็จได้ไม่เพียงแต่ต้องมีกลยุทธ์เด็ดดวง แต่ต้อง ‘เข้าใจ’ ตลาดที่ตัวเองกำลังยืนอยู่ ไม่ใช่เพียงลงไปเล่นอย่างฉาบฉวยเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเค้าลางภาพรวมธุรกิจในปีหน้าว่า แบรนด์ไหนที่มีภาพลักษณ์ชัดเจนจะยิ่งได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ  

อ้างอิง

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like