Wat Pho Massage
เปิดประวัติศาสตร์ ‘นวดวัดโพธิ์และเชตวัน’ ที่สานต่อภูมิปัญญาแพทย์แผนโบราณจากตำราวัด
หากถามถึงสิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนเมืองไทย นวดไทยคือคำตอบอันดับต้นๆ ในใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ที่ผ่านมาแม้นวดไทยจะดังไกลจนเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไปทั่วโลก แต่คนไทยอาจไม่เคยรู้ประวัติความเป็นมาว่าแพทย์แผนไทยมีที่มาจากตำราโบราณของวัด
ในขณะที่เราคุ้นเคยกับแอโรบิกจากอเมริกา รู้จักท่าโยคะจากอินเดีย เคยได้ยินศาสตร์แห่งธาตุจากจีน คนไทยรุ่นหลังกลับอาจหลงลืมภูมิปัญญาใกล้ตัวอย่างเส้นประธานสิบและท่าฤๅษีดัดตนซึ่งเป็นรากเหง้าสำคัญของศาสตร์การแพทย์แผนไทยไป
เพื่อย้อนรอยประวัติศาสตร์และส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้คนไทยได้รู้จักอีกครั้ง เราจึงเดินทางมายังย่านท่าเตียนเพื่อสนทนากับคุณเสรัชย์ ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ผู้ดูแลทั้ง ‘นวดวัดโพธิ์’ และ ‘เชตวัน’ เครือข่ายร้านนวดและโรงเรียนสอนนวดที่สืบทอดมรดกภูมิปัญญาอันเก่าแก่จากตำราวัดสู่สากล
จากจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ตำราและเปิดพื้นที่นวดภายในศาลาวัด การสืบทอดศาสตร์การแพทย์แผนไทยค่อยๆ พัฒนาผ่านการสร้างโรงเรียนที่สอนหลักสูตรนวด ผลักดันให้วิชาชีพหมอนวดไทยได้มาตรฐานและสานต่อจิตวิญญาณงานบริการแบบไทย
สำหรับใครที่กำลังปวดเมื่อยหรือมองหาการรักษาสุขภาพจากภูมิปัญญาไทย ชวนฟังทายาทผู้สานต่อธุรกิจเล่าเรื่องราวแพทย์แผนไทยที่สืบทอดองค์ความรู้มาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไปพร้อมๆ กัน

ตำรานวดที่เริ่มจากศาลาวัด
คุณเสรัชย์เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ว่า ในยุคช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎหมายใน พ.ศ. 2466 การแพทย์ไทยถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจนระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในเวลานั้น แพทย์แผนโบราณยังคงมีหมวดครบทั้ง 4 สาขา ตั้งแต่เวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ ไปจนถึงนวดที่เป็นหนึ่งในศาสตร์สำคัญ แต่ไม่นานหลังจากนั้นใน พ.ศ. 2479 นวดไทยกลับถูกตัดออกจากระบบอย่างเป็นทางการ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่ความรู้แบบตะวันตกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น และทำให้แพทย์แผนไทยถูกจัดอยู่ในหมวดแผนโบราณ
เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มหมอแผนโบราณจำนวนหนึ่งจึงเริ่มรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมขึ้นตามวัดต่างๆ เพื่อประคองวิชาแพทย์แผนไทยไม่ให้สูญหายไป หนึ่งในจุดตั้งต้นสำคัญคือวัดโพธิ์ ซึ่งมีคลังความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณจำนวนมหาศาล ทั้งตำรายากว่า 1,440 แผ่น และตำรานวดกับตำราฤๅษีดัดตนอีก 608 แผ่น ความสำคัญของวัดโพธิ์จึงเป็นพื้นที่เก็บรักษาองค์ความรู้เก่าแก่ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเอาไว้

เบื้องหลังขององค์ความรู้เหล่านี้มีกระบวนการคัดกรองข้อมูลอย่างเข้มข้นมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด โดยรวบรวมมาจากตำราที่ถูกจารึกไว้ในวัดและตำราเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 1-3 ผู้ที่นำความรู้มาบันทึกต้องยืนยันว่าเคยใช้ได้ผลจริง ก่อนจะถูกตรวจสอบซ้ำโดยหมอหลวงหลายชั้น คล้ายกับกระบวนการวิจัยในรูปแบบดั้งเดิม ทำให้ตำราเหล่านี้มาจากประสบการณ์จริง
ในยุคที่เริ่มรวบรวมองค์ความรู้ คุณปู่ของคุณเสรัชย์ทำงานเป็นนายแบงก์ พื้นเพเป็นคนท่าเตียนและมีกิจการครอบครัวทำร้านขายยาใบโพธิ์มาก่อน จึงถูกชักชวนให้เข้ามาช่วยตั้งสมาคมขึ้นเพื่ออนุรักษ์วิชาแพทย์แผนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
การก่อตั้งเชตวันในช่วงแรกจึงไม่ได้เริ่มจากคำว่าธุรกิจแต่เริ่มจากคำว่าอนุรักษ์ ตั้งแต่การรวบรวมตำราที่กระจัดกระจาย การพิมพ์ตำราที่ไม่มีใครสนใจ เช่น ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์และตำรายาสำคัญของบุคคลในประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการเปิดพื้นที่เล็กๆ ในศาลาภายในวัด เพื่อให้ความรู้เหล่านี้ยังคงถูกส่งต่อ ไม่ใช่ถูกเก็บไว้เฉพาะในครอบครัวของหมอรุ่นเก่าเหมือนที่ผ่านมา
ในยุคต่อมา จากศาลานวดเล็กๆ ในวัดก็ได้ขยับขยายสู่การเป็นโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ และโรงเรียนในเครือเชตวัน เส้นทางของเชตวันจึงไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการค่อยๆ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับศาสตร์ที่เคยถูกมองข้าม และพยายามดึงศาสตร์นวดไทยกลับมาอยู่ในระบบอีกครั้ง

ศาสตร์และศิลป์แห่งวิถีดัดตนในธุรกิจ
ตามศาสตร์แพทย์แผนไทย ร่างกายคนเรามีเส้นประธานสิบซึ่งเป็นเส้นหลักในร่างกายที่เป็นทางเดินของลมหรือพลังชีวิตที่หล่อเลี้ยงร่างกาย การรักษาอาการต่างๆ จึงคำนึงถึงเส้นเหล่านี้ และเนื่องจากเชตวันสืบทอดตำราเก่าแก่มาเนิ่นนาน จึงมีตำราบันทึกท่า ‘ฤๅษีดัดตน’ เป็นอิริยาบถแก้ปวดเมื่อย จุกเสียด แน่นหน้าอก แก้ลมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายตามคติความเชื่อโบราณที่ยกย่องฤาษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา
คนรุ่นหลังอาจรู้สึกว่าศาสตร์ฤๅษีดัดตนคล้ายการทำท่าโยคะ ซึ่งความจริงแล้วมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะตามตำรา โยคะหมายถึงการบำเพ็ญสมาธิตามลัทธิโยคี ส่วนฤๅษีดัดตนของไทยจะมุ่งเน้นในการแก้ไขและรักษาอาการเจ็บป่วยเป็นหลัก

บันทึกจากตำราต้นฉบับเหล่านี้มีรูปฤาษีลายเส้นจิตรกรรมไทยทำท่าอิริยาบถต่างๆ พร้อมกลอน ดังเช่น ตัวอย่างบทกลอน ‘แก้เกียจ’ (Relief of bodily discomfort) และ ‘แก้เอวขดขัดขา’ (Relief of back pain causing leg discomfort) ดังต่อไปนี้ที่แสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ของภูมิปัญญาไทย
สังกะสีดีบุกเข้า ระคนเจือ หล่อคณะนุ่งหนังเสือ สถิตไว้
กามันตะกี่เขือ ข้อยหนุ่ม นักนอ เหยียดยืดหัดถ์ดัดได้ แต่แก้เกียจกาย ฯ
ชฎิลดัดตนนี้นา นึกเอะใจเอย ชี้ชื้อสังปติเหงะ หง่อมง้อม
ถวัดเท้าท่ามวยเตะ ตึงเมื่อย หายฮา แก้กะเอวขัดค้อม เข่าคู้โขยกโขยง ฯ
ในยุคนี้ที่ผู้คนพูดถึงสุขภาพองค์รวมที่ดูแลตัวเองจากหลายศาสตร์กันมากขึ้น คุณเสรัชย์เล่าว่าการแพทย์แผนไทยของเชตวันก็มีการพัฒนาและประยุกต์ใช้โดยผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนเช่นกัน
“เราผสมผสานองค์ความรู้ทั้งทางด้านสมุนไพร การออกกำลังกาย ฤาษีดัดตน และการนวดเข้าไปด้วยกัน ถ้ามาเรียนที่นี่ ทุกเช้าเราจะมีการสวดมนต์ ไหว้ครูก่อน แล้วต่อด้วยการรำฤาษีดัดตน 4-5 ท่า เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดูแลตัวเองได้ สามารถไปแนะนำให้กับลูกค้าที่มานวดได้
“ถ้าใครสนใจความรู้ทางด้านสมุนไพร เราก็จะมีคำแนะนำเรื่องการใช้สมุนไพรต่างๆ เวลาท้องอืด ท้องเฟ้อ ว่าต้องใช้อะไรเพื่อขับลม และมีการทำยาดมที่ช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลาย ใจสงบ จุดมุ่งหมายก็คือให้ลูกค้าหรือผู้เรียนสบายทั้งกายใจ”

นอกจากโซนร้านนวดและโรงเรียนแล้ว คุณเสรัชย์ยังเพิ่มโซนคลินิกเพื่อเพิ่มกระบวนการประเมินและวัดผลการนวดไปจนถึงการรักษาอย่างเป็นระบบ ความตั้งใจหลักคือเพื่อติดตามผลและอาการหลังรักษาว่าดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน หลีกเลี่ยงกรณีที่อาการดีขึ้นแค่ชั่วคราวหรือแย่ลงภายหลัง โดยยังมีการให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองต่อเนื่องหลังการรักษา ทำให้การนวดเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น
คุณเสรัชย์ยังบอกว่าการบริหารโรงเรียนนวดไปจนถึงบริการนวด ในส่วนของหลังบ้านนั้นเหมือนภารกิจที่ดูแลครอบครัวใหญ่ ทั้งในแง่การสานต่อที่สืบทอดจากคุณปู่และคุณพ่อ ไปจนถึงการดูแลหมอนวดและพนักงานที่หลายคนก็เป็นลูกหลานของพนักงานรุ่นแรก
สิ่งสำคัญในการบริหารองค์กรจึงเป็นการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้ทักษะใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดจากนวดไทยไปสู่นวดเท้า นวดน้ำมัน หรือความรู้ด้านสมุนไพร เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้หลากหลายขึ้น เก่งขึ้น และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว

ปั้นหมอนวดรุ่นใหม่ สานต่อนวดไทยสู่เวทีโลก
จากประสบการณ์ที่บริหารโรงเรียนนวดและมีนักเรียนต่างชาติสนใจเรียนมากมาย คุณเสรัชย์บอกว่าการสอนนวดไทยไม่ใช่แค่ถ่ายทอดแค่กระบวนการ แต่รวมถึงสอนวิถีชีวิตและวิธีคิดจากนิสัยคนไทยที่ใจรักงานบริการสมชื่อสยามเมืองยิ้มด้วย
“มันต้องเริ่มสอนจากวิธีคิดว่าเราเป็นยังไง นวดยังไง เพราะมันแตกต่างกันโดยธรรมชาติ สอนตั้งแต่การไหว้ครู นั่งพับเพียบให้เป็นก่อนเรียนนวด ชาวยุโรปหรืออเมริกาโดยมากจะเน้นการนวดน้ำมัน นวดอโรมาที่ถอดเสื้อผ้าหมดเลย แต่การนวดไทยจะเป็นแบบใส่เสื้อผ้าและนวดบนเตียง ไม่ใช้ Aroma Massage Table แบบฝรั่ง วิธีคิดมันก็ต้องปรับหมดเลย
“แต่ส่วนมากคนที่มาเรียนกับเราก็จะมีแนวโน้มชอบวัฒนธรรมไทยและสนใจดูแลสุขภาพตัวเองอยู่แล้ว อย่างโรงเรียนที่สาขาศาลายาของเรา นักเรียนที่ไปเรียนที่นั่นส่วนใหญ่จะกินมังสวิรัติ บางคนทำงานมีรายได้เยอะแยะมากมายเป็นโปรแกรมเมอร์ มาเรียนกับเราสักพักแล้วเปลี่ยนอาชีพเลย เพราะอยากเปลี่ยนวิถีชีวิตอยู่แล้ว บางคนมาเรียนกับเราหนึ่งเดือน สักพักก็ย้ายมาอยู่เมืองไทยเลยเพราะชอบเมืองไทย เพราะฉะนั้นจึงไม่ยากในการสอน แม้ว่าจะไม่เหมือนกันเลย”


ความท้าทายของโรงเรียนสอนนวดเชตวันอยู่ที่การรักษามาตรฐานของศาสตร์ดั้งเดิมท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ทั้งจากมหาวิทยาลัย แพทย์แผนพื้นบ้าน และหน่วยงานรัฐที่เปิดสอนวิชาชีพการนวดฟรีตั้งแต่หลังโรคระบาดโควิดเป็นต้นมา ทำให้ผู้เรียนมีทางเลือกมากขึ้น ในขณะที่เชตวันในฐานะองค์กรเอกชนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคุณภาพการสอนและผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ามากกว่าตัวเลือกอื่น ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนก็สามารถสร้างมาตรฐานให้ลูกศิษย์ที่มาเรียนเพื่อประกอบอาชีพอย่างจริงจังมาแล้วนับไม่ถ้วน และคุณเสรัชย์ก็ยังมองว่านวดไทยยังไปได้อีกไกล
“ผมมาช่วยคุณพ่อทำงานด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2538 ตอนนี้ก็ 30 ปีแล้ว ก็เห็นอะไรมาค่อนข้างเยอะ เรามองว่านวดไทยไปไกลได้ในต่างประเทศ มีคนไทยไปทำงานนวดที่ต่างประเทศเยอะ การนวดไทยติดอันดับท็อป 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ของโลกที่มีคนรู้จักมากที่สุด
“ลูกค้าต่างชาติจะเรียกร้องนวดกับคนไทย เพราะวิถีการดูแลสุขภาพของคนไทย หรือการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลแขกของคนไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะ ผมเคยไปสอนนวดหลายประเทศทั่วโลก ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ก็ยังคิดว่าการใช้ชีวิตหรือหรือจริตจะก้านของคนไทยทำงานแล้วดูน่าชื่นชม มีความใส่ใจ เป็นกันเอง เพราะคนไทยอยู่กันเป็นครอบครัว ดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย
“ในการนวด แม้กระทั่งวิธีนวดเหมือนกัน แต่การวางมือ ความใส่ใจของคนไทยไม่เหมือนกันกับคนชาติอื่น มันต่างกันเยอะ สิ่งนี้ทำให้คนไทยได้ไปทำงานนวดต่างประเทศเยอะ แต่ก็เกิดค่านิยมว่าหมอนวดไทยต้องไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันทำให้หลักสูตรสอนนวดของเราเป็นที่นิยม คนมาเรียนเพื่อไปทำงาน แต่ก็ทำให้อาชีพหมอนวดในเมืองไทยขาดแคลนด้วย”

แม้ที่ผ่านมาจะต้องปรับแทบทุกอย่างในการสานต่อ และต้องฝึกหมอนวดรุ่นใหม่ให้สืบทอดศาสตร์แพทย์แผนโบราณต่อไป คุณเสรัชย์มองว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ทุกวันนี้วัฒนธรรมไทยถูกยกระดับขึ้นมาเยอะแล้ว เป็นที่เชิดหน้าชูตาในเวทีโลกจากการรักษามรดกอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศเราไว้ และยังตั้งใจอยากยกระดับการนวดไทยและอนุรักษ์แพทย์แผนไทยต่อไป