นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Such a Euro Fever!

สำรวจวิธีเกาะกระแสฟุตบอลยูโรผ่านแง่มุมธุรกิจในประเทศไทย

อย่างที่ใครหลายคนกล่าวติดตลกไว้ว่า จะหน้าเทศกาลไหนๆ พี่ไทยก็ขอมีส่วนร่วมเสมอ เฉกเช่นเดียวกับช่วงเทศกาลฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือฟุตบอลยูโร 2024 (UEFA EURO 2024) ที่ ณ เวลานี้กำลังเป็นกระแสฟีเวอร์ หลังรัฐบาลและกลุ่มภาคเอกชนลงขันซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำมาฉายผ่านฟรีทีวีตลอดทั้งการแข่งขัน แม้ฟุตบอลยูโรจะไม่อยู่ในข่ายหลักเกณฑ์ ‘Must Have/Must Carry’ ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

แม้ยังไม่มีการประกาศแน่ชัดว่ามูลค่าลิขสิทธิ์ครั้งล่าสุดนี้มีจำนวนเท่าไหร่ แต่จากปากของ ‘โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ’ ประธานกรรมการบริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ จำกัด ผู้สนับสนุนหลักในการนำฟุตบอลยูโร 2024 มาเผยแพร่ให้คนไทยดูฟรี ได้เอ่ยปากสั้นๆ ว่า มากกว่า 310 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนตัวเลขเดิมของการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโรครั้งก่อน

ด้วยจำนวนตัวเลขหลักร้อยล้านที่ภาคเอกชนยอมลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2 ครั้งล่าสุด ป้ายแบนเนอร์ข้างสนาม ผลิตภัณฑ์ที่วางเด่นขณะนักฟุตบอลกำลังแถลงข่าว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสปอตโฆษณาช่วงพักครึ่งที่ผู้ควบคุมลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสามารถควบคุมการเผยแพร่ได้ สะท้อนให้เห็นว่า เกมกีฬาลูกหนังระดับชิงแชมป์ยุโรปนั้นมีอิทธิพลทางการตลาดมหาศาล ไม่ด้อยไปกว่ามหกรรมลูกหนังอย่างฟุตบอลโลก

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพว่าฟุตบอลยูโรมีมูลค่าทางการตลาดเพียงใด คงต้องยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ ‘CR7’ คริสเตียโน โรนัลโด้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ตัดสินใจยกขวดน้ำอัดลมยี่ห้อโคคา-โคล่าออกระหว่างแถลงข่าวหลังเกม ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ว่า เขาไม่นิยมดื่มน้ำอัดลมเพราะเป็นคนใส่ใจเรื่องสุขภาพ ฟังดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก แต่ผลลัพธ์คือหุ้นของบริษัทโคคา-โคล่าร่วงลงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ถึงตรงนี้จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่บรรดาผู้ประกอบการต่างฝ่ายต่างก็งัดวิธี ‘เกาะกระแส’ ในแบบของตนเอง เพื่อแสดงความเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ลูกหนังระดับโลกนี้ เพื่อหวังสร้างผลกำไรที่จะย้อนกลับมาสู่แบรนด์ 

เพื่อต้อนรับการมาของทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลยูโร 2024 Capital จึงขอชวนไปดูวิธีการเกาะกระแสผ่านแง่มุมธุรกิจในประเทศไทย ที่บางข้อน่าจดจำจนต้องร้องอ๋อ และบางข้อที่ทำได้อย่างแยบยลเสียเหลือเกิน

1. ติดหูแถมติดตลาดกับ music marketing idea โดยแอโร่ซอฟ

เชียร์ยูโร (Aerosoft), เชียร์ยูโร (Aerosoft), เชียร์ยูโร (Aerosoft)!
Aerosoft ทุ่มเทเพื่อคนไทย ขอเป็นกำลังใจ ให้คนไทยทุกคน
ผ่านวิกฤตโควิดที่หมองหม่น ให้คนไทยทุกคน มีความสุขอยู่ที่บ้าน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะจดจำเพลงโฆษณาข้างต้นจนต้องเผลอร้องตาม เพราะถูกเปิดบ่อยในช่วงที่ฟุตบอลยูโร 2020 กำลังแข่งขัน เพลงโฆษณาดังกล่าวมีที่มาจากบริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ ผู้จัดจำหน่ายร้องเท้ายี่ห้อแอโร่ซอฟ ทั้งยังเป็น ‘แม่งาน’ ในการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโรครั้งนั้นให้คอบอลชาวไทยได้ชมชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด หลังก่อนหน้าไม่มีหน่วยงานหรือภาคเอกชนใดกล้าลงทุนซื้อสักราย เนื่องด้วยสภาวะโควิด-19 ที่ระบาดหนัก พานให้เศรษฐกิจฝืดเคืองทำเอาหลายต่อหลายกิจการตัวเลขติดลบ

เพลงดังกล่าวมีระยะความยาว 1 นาที แต่งโดย ‘ปอ–ณัฐภูมิ รัฐชยากร’ เจ้าของค่ายเพลง KIT MUSIC ขับร้องโดย ‘พล–พลพล พลกองเส็ง’ ในจังหวะสามช่าโจ๊ะๆ ชวนเต้น มีเนื้อหาติดหูและสื่อถึงแบรนด์แอโร่ซอฟที่นำฟุตบอลยูโรมาฉายให้คนไทยดูแบบถูกลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและเรียกรอยยิ้มในช่วงที่โควิด-19 ทำบรรยากาศประเทศเศร้าหมอง

ด้วยการสื่อสารที่จริงใจและสนุกสนานนี้เอง ทำให้คนดูอย่างเราๆ ซึมซับเพลงโฆษณาของแอโร่ซอฟ โดยไม่รำคาญกดเปลี่ยนช่อง และนำไปสู่การต่อยอดเพลง ‘เชียร์ยูโรกับแอโร่ซอฟ’ ในเวอร์ชั่นแรปที่ร้องโดยติ๊ก ชิโร่ พร้อมกับจัดกิจกรรมประกวดร้องเพลงดังกล่าวเพื่อชิงเงินรางวัล 100,000 บาท ไหนจะเปิดพื้นที่โฆษณาระหว่างพักครึ่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้โปรโมตสินค้าตัวเองแบบฟรีๆ

หากมองผิวเผินสถานะของแอโร่ซอฟ ณ เวลานั้นคงไม่ต่างจาก ‘อัศวินขี่ม้าขาว’ คืนความสุขให้คนไทย แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะเห็นว่า ทั้งการซื้อลิขสิทธิ์และเพลงเชียร์ยูโรกับแอโร่ซอฟ คือการสร้าง impact marketing ที่ได้ผลยอดเยี่ยมในช่วงที่แบรนด์อื่นๆ กำลังขาลง ชนิดที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ข้อแรก คือ ‘brand perception’ หรือการทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำจากผู้คน ด้วยการใช้เพลงโฆษณา หรือ music marketing เป็นเครื่องมือหลัก จากเดิมที่ผู้คนไม่คุ้นหูว่าเป็นแบรนด์อะไร แต่เมื่อฟังเพลงบ่อยขึ้นทุกวันชื่อของแบรนด์แอโร่ซอฟจึงเริ่มเป็นที่จดจำ ถูกพูดถึงปากต่อปาก และถูกติดตามบนโลกโซเชียลฯ จากตัวเลขหลักร้อยสู่หลักหมื่นในเวลาไม่กี่วัน ไหนจะการถูกจดจำว่าเป็นแบรนด์ที่ทำเพื่อสังคมจากกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประกอบการ

ข้อสอง คือตัวเลขกำไรที่มากขึ้น แน่นอนว่าเมื่อแบรนด์เป็นที่จดจำ ผู้บริโภคย่อมอยากซื้อผลิตภัณฑ์นั้นมาลองใช้บ้าง ในปี 2021 ซึ่งตรงกับปีที่ฟุตบอลยูโร 2020 เลื่อนมาจัดการแข่งขัน บทสรุปตัวเลขผลกำไรของแอโร่ซอฟจบลงที่ 1,160 ล้านบาท (กำไร 268.76 ล้านบาท) ถือว่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี ตามข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยที่ตัวเลขรายได้ย้อนหลัง 5 ปี คือ

  • ปี 2016 รายได้ 1,500 ล้านบาท กำไร 66 ล้านบาท
  • ปี 2017 รายได้ 1,200 ล้านบาท ขาดทุน 209 ล้านบาท
  • ปี 2018 รายได้ 982 ล้านบาท ขาดทุน 159 ล้านบาท
  • ปี 2019 รายได้ 1,000 ล้านบาท ขาดทุน 2.1 ล้านบาท
  • และปี 2020 รายได้ 663 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท

เพลงเชียร์แอโร่ซอฟถือเป็นไวรัลและโมเมนต์น่าจดจำร่วมกับทัวร์นาเมนต์ยูโร 2020 ของคนไทย ในวาระที่แอโร่ซอฟยอมควักกระเป๋าสตางค์ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโรให้คนไทยดูฟรีในปีนี้ จึงหนีไม่พ้นที่เทคนิค music marketing จะถูกนำมาใช้อีกครั้ง พร้อมกับเสียงร้องของพลพลที่คุ้นเคย

2. ไปรษณีย์ไทยกับกิจกรรม ‘ทายแชมป์ลุ้นรวย’

ว่ากันตามตรงนิสัยเสี่ยงโชคของคนไทยถ้าไม่ใช่ลอตเตอรีหรือหวย ก็มักปรากฏให้เห็นผ่านการทายผลเกมกีฬา ที่จะให้ดีก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการพนันผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่ใช่การพนันในทำนองที่ว่าแล้วจะเป็นอะไรไปได้ ถ้าไม่ใช่การส่ง ‘ไปรษณียบัตร’ ชิงโชค

การส่งไปรษณียบัตรทายผลว่าใครจะเป็นแชมป์ คืออีกหนึ่งการเกาะกระแสสุดคลาสสิกที่อยู่คู่กับคนไทยและทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลยูโรมาช้านาน เพราะไปรษณีย์ไทยได้ปล่อยกลยุทธ์ดังกล่าวครั้งแรกตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์ยูโร 1960 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ก่อนจะดำเนินถึงปี 2024 ที่เป็นครั้งที่ 17  

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแสไปรษณียบัตรทายแชมป์ได้รับความนิยมล้นหลาม คงหนีไม่พ้นการลงทุนแค่ 2 บาท ต่อการซื้อไปรษณียบัตรทายผล 1 ใบ โดยที่สามารถส่งกี่ใบก็ได้ตามสะดวก เพื่อแลกกับการลุ้นเงินรางวัลทายผลจำนวนหลักแสนถึงหลักล้าน ดังนั้นต่อให้มีทีมรักในดวงใจมากกว่าสอง หรืออยากส่งช่วงโค้งสุดท้ายก็ยังทำได้

วิธีเรียกกระแสแบบนี้ยังเข้าถึงคนทุกกลุ่มโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ถนัดส่ง SMS หรือเล่นโซเชียลฯ ขอแค่มีปากกากับไปรษณียบัตรสักใบก็เพียงพอ นับเป็นวิธีการอันชาญฉลาดของไปรษณีย์ในการใช้สินค้าและบริการที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อเกาะกระแสสำคัญของโลกและเรียกรายได้เข้าองค์กร ท่ามกลางยุคสมัยที่ความสำคัญของไปรษณีย์ลดน้อยถอยลง จนเปลี่ยนสถานะจากวิธีติดต่อสื่อสารอันดับหนึ่งสู่สิ่งของสะสมแทน เช่น ตราไปรษณียากร (แสตมป์)

ตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์ยูโร 2004 เป็นต้นมาจะเห็นว่า รายรับของไปรษณีย์ไทยมีตัวเลขเติบโตมากกว่า 10-15% ในปีที่มีการแข่งขันฟุตบอลยูโร ซึ่งมากกว่าปีที่ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลยูโร (หรือฟุตบอลโลกเองก็ตาม) 1-2 เท่า วัดจากจำนวนผู้ร่วมส่งไปรษณียบัตรมาชิงโชคแตะหลักร้อยล้านฉบับ ขณะเดียวกันยังมีการจับมือกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อให้ผู้บริโภคที่ซื้อหนังสือพิมพ์ตัดชิ้นส่วนเพื่อเขียนทายผลได้เช่นกัน นับเป็นการใช้ sport marketing ดึงดูดผู้คนให้หวนกลับมาหาสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในจุดซบเซา

ในปี 2024 นี้เอง ไปรษณีย์ไทยก็เปิดให้คนไทยได้ร่วมทายผลแชมป์ยูโรเช่นกัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม หรือจนถึงหนึ่งวันสุดท้ายก่อนนัดชิงชนะเลิศ โดยที่ครั้งนี้มีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการซื้อไปรษณียบัตรทายผลผ่านแอพพลิเคชั่น Prompt Post 

ใครที่สนใจอยากสนุก อยากลุ้น แต่ไม่อยากพึ่งพาการพนัน ทายผลแชมป์กับไปรษณีย์ไทยน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในทัวร์นาเมนต์ยูโรครั้งนี้

3. สวนสัตว์เชียงใหม่กับการใช้ ‘สัตว์นำโชค’ ทำนายผล

นับตั้งแต่ที่ ‘พอล’ ปลาหมึกยักษ์แห่งซีไลฟ์อควาเรียม ในเมืองโอเบอร์เฮาเซิน (SEA LIFE Oberhausen) โชว์อภินิหารทายผลการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 ของทีมชาติเยอรมนีถูกต้องรัวๆ ก็กลายเป็นธรรมเนียมของสวนสัตว์ทั่วโลก ที่ต้องนำดาวดังประจำสังกัดออกมาทายผลการแข่งขันฟุตบอลแมตช์สำคัญ 

เช่นเดียวกับกรณีของสวนสัตว์เชียงใหม่ที่นำ ‘เจ้าไทเกอร์’ แพนด้าแดงเพศผู้ ออกมาเรียกรอยยิ้มแก่ผู้เข้าชม ด้วยการทายผลการแข่งขันระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศส ในรอบแบ่งกลุ่มกลุ่ม F นัดแรก วิธีการทายผลของสวนสัตว์เชียงใหม่ คือการเตรียมแอปเปิลแดงใส่ถาดไว้จำนวนสองใบ ถาดทั้งสองใบมีการแปะภาพธงชาติของทีมนั้นไว้ และหากเจ้าแพนด้าแดงกินแอปเปิลถาดไหน ก็เท่ากับเป็นการทำนายว่าทีมนั้นคือผู้ชนะนั่นเอง

การทำนายครั้งนั้น เจ้าไทเกอร์เลือกเดินตรงไปกินแอปเปิลในถาดที่แปะป้ายทีมชาติเยอรมนีทันที อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันนัดดังกล่าวกลับสวนทางกับคำทำนาย เมื่อทีมชาติฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะทีมชาติเยอรมนีไปด้วยสกอร์ 1-0 

แต่ถึงแม้จะเปิดหัวด้วยการทำนายผิด ทว่าความน่ารักของเจ้าไทเกอร์ได้ทำให้บรรยากาศของสวนสัตว์เชียงใหม่ ณ เวลานั้นกลับมามีชีวิตชีวาและเรียกนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง หลังต้องปิดทำการนานกว่า 2 เดือนเพื่อหลีกหนีการระบาดของโควิด-19 

นอกจากจะเป็นการเกาะกระแสยูโรฟีเวอร์แล้ว อีกมุมนึงยังเป็นการโปรโมตแพนด้าแดงสุดหล่อตัวนี้ ในฐานะ ‘มาสคอต’ ประจำสวนสัตว์เชียงใหม่ หลังที่ผ่านมาผู้คนจดจำแค่ ‘ช่วงช่วง’ และ ‘หลินฮุ่ย’ สองแพนด้ายักษ์ที่สวนสัตว์เชียงใหม่นำมาเลี้ยงดูเพื่อเป็นทูตสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับจีน 

ขณะเดียวกัน ในช่วงทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลยูโร 2020 สวนสัตว์เชียงใหม่ยังจัดกิจกรรมสัตว์นำโชคทำนายผลตัวอื่นๆ อย่างลุงแซม อุรังอุตังเพศผู้ และไชโย ช้างพังเพศเมีย ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ประจำการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยรวมแล้วมีทำนายถูกบ้างผิดบ้าง แต่ก็ทำให้สวนสัตว์เชียงใหม่ถูกจัดอยู่ในโมเมนต์น่าจดจำของฟุตบอลยูโรครั้งนั้น

สวนสัตว์เชียงใหม่ยังจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อีกครั้งในฟุตบอลโลก 2022 โดยที่เจ้าไทเกอร์ยังเป็นดาวดังเหมือนเดิมด้วยการทำนายผลคู่ชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติอาร์เจนตินากับฝรั่งเศส ซึ่งผลปรากฏว่า เจ้าไทเกอร์ยังทำผลงานได้คงเส้นคงวาด้วยการทายผิด เมื่อมันเลือกฝั่งฝรั่งเศสที่เป็นผู้แพ้ในเกมนั้น  

สำหรับยูโร 2024 ต้องมารอติดตามกันว่า สวนสัตว์เชียงใหม่จะเปิดโอกาสให้เจ้าไทเกอร์ล้างอาถรรพ์ทำนายผิด 100% หรือไม่ หรือจะมีดาวดังดวงใหม่รับหน้าที่นี้แทนกันแน่ ใครที่อยู่ใกล้ก็อย่าลืมไปทักทายล่ะ 

4. ยูโรมา ตลาดค้าทีวีครื้นเครง

ถ้าจะกล่าวว่าผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภททีวี มักอาศัยช่วงกระแสฟุตบอลยูโรเป็น ‘หมุดหมายสำคัญ’ ในการเปิดตัวโปรดักต์ และเป็น ‘เวทีประลองศักยภาพ’ เทคโนโลยีใหม่ๆ คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่นัก

ยกตัวอย่างกรณีของโตชิบา ที่อาศัยช่วงฟุตบอลยูโร 2012 บุกตลาดทีวีประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทีวี 3 มิติ และทีวี LED หรือในกรณีของซัมซุง ที่อาศัยช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 สร้างเซกเมนต์ทีวีจอโค้ง หรือ curved TV หนึ่งในนวัตกรรมที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมทีวี ด้วยขนาดจอโค้งถึง 42 องศา ช่วยให้สร้างภาพได้ลึกและลื่นไหลยิ่งกว่าเดิม

ถ้าถามว่า เหตุใดตลาดซื้อ-ขายทีวีถึงครื้นเครงในช่วงฟุตบอลยูโร? จุดนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘พฤติกรรม’ และ ‘ความรู้สึก’ ของผู้บริโภค ที่มักถือโอกาสเปลี่ยนโทรทัศน์เครื่องใหม่ เพื่อดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันสำคัญๆ ที่นานทีปีหนจะเวียนมาสักครั้งในระบบภาพคมชัด

ในช่วงที่ผู้บริโภคต้องการอะไรใหม่ๆ ผู้ผลิตจึงอาศัยจังหวะยูโรฟีเวอร์เปิดตัวโปรดักต์เพื่อสนองความต้องการในตลาด รวมไปถึงการจัดโปรโมชั่นในช่วงเวลาเดียวกัน เช่นกรณีของ Power Buy ที่จัดโปรโมชั่นผ่อน 0% ร่วมกับแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำต่างๆ เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคให้ซื้อทีวีสักเครื่องนั่นเอง

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ฟุตบอลยูโร 2008 เป็นต้นมา ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททีวีมีตัวเลขไม่เคยต่ำกว่าระดับ 2,000 ล้านบาท ดังนั้นในช่วงฟุตบอลยูโร 2024 จึงมีการคาดการณ์ว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททีวีจะมีการใช้จ่ายสะพัดมากถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ส่วนในฟุตบอลยูโรปีนี้ ผู้ผลิตโทรทัศน์แต่ละรายจะงัดเทคโนโลยีไหนมาดึงดูดผู้บริโภคคงต้องรอดูกันต่อไป แต่เท่าที่พอทราบข่าว คือเทรนด์โทรทัศน์ที่สั่งการด้วยเทคโนโลยี AI น่าจะมาแรงอยู่ไม่น้อย

5. เสื้อบอล ‘super value’ ที่มีมากกว่าแค่เรื่องแฟชั่น

สุดท้ายนี้ ถ้าจะไม่พูดถึง ‘เสื้อบอล’ เห็นทีคงจะแปลก เพราะในช่วงเทศกาลฟุตบอลสำคัญระดับโลกอย่างยูโร แบรนด์สปอร์ตแวร์ต่างๆ มักออกแบบชุดแข่งใหม่เพื่อสนับสนุนแต่ละชาติที่ลงแข่งขัน พร้อมกับดูดเงินในกระเป๋าจากแฟนบอลไปพร้อมกัน

แน่นอนว่าเสื้อบอลคือไอเทมชิ้นสำคัญที่แค่สวมใส่ก็รู้ได้ทันทีว่าคุณคือแฟนบอลทีมใด ไหนจะสตอรีและลูกเล่นดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ยิ่งทำให้เสื้อบอลเป็นมากกว่าแค่เรื่องของกีฬา แต่ยังยกระดับไปถึงวงการแฟชั่น เห็นได้ชัดจากยุคสมัยนี้ที่ผู้คนมักหยิบเสื้อบอลยุคปัจจุบันหรือแนววินเทจมามิกซ์แอนด์แมตช์ในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ดี มูลค่าของเสื้อบอลยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจ เพราะประเทศไทยนี่แหละคือฐานผลิตเสื้อฟุตบอลจากแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก จากข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยได้กล่าวว่า ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลยูโร 2024 ประเทศไทยจะมียอดส่งออกเสื้อผ้ากีฬามากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท 

ส่วนทางอ้อม เสื้อบอลยังเป็น ‘คอนเทนต์’ เรียกกระแสชั้นดี ยกตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ได้จัดงานนิทรรศการแสดงเสื้อบอลยูโร 50 ปี พร้อมไฮไลต์พิเศษกับการนำเสื้อแข่งของ ‘แฟรงค์ เดอ บัวร์’ กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่เคยใส่ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลยูโรปี 1976 และ 1980 มาโชว์

หรือจะในกรณีของ ‘ซูเปอร์สปอร์ต’ (Supersports) ผู้ค้าปลีกสินค้ากีฬาเบอร์ต้นในประเทศไทย ที่จัดแสดงงานแฟชั่นโชว์เกี่ยวกับเสื้อแข่งของแต่ละชาติที่จะลงฟาดแข้งในยูโร 2024 ที่ได้รับกระแสตอบรับค่อนข้างดีไม่แพ้กัน

จากทั้งกรณีของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์หรือซูเปอร์สปอร์ตจะพบว่า นี่ไม่ใช่การเร่ขายเสื้อฟุตบอลแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้เสื้อบอลเป็นคอนเทนต์เรียกแขกให้เข้ามายังพื้นที่ของตนเอง เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยสินค้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อเสื้อบอลก็ได้นั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเกาะกระแสฟุตบอลยูโรแบบไทยๆ ที่ทาง Capital หยิบมาเล่าให้ผู้อ่านได้นึกถึง แต่ถ้าใครมีเรื่องราวนอกเหนือจากนี้ก็อย่าลืมมาแชร์กันล่ะ

ขอให้สนุกกับการดูยูโร 2024 ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์นี้ แล้วอย่าหักโหมดูเพลินจนลืมรักษาสุขภาพนะ

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

Illustrator

กราฟิกดีไซเนอร์ที่หยุดกินเปรี้ยวไม่ได้ instagram : sourpemi

You Might Also Like