นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

1853
March 3, 2025

Unlocking Success : How Trade Fair is Your Best Marketing Weapon

สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการตลาดแบบจับต้องได้ที่โลกออนไลน์ให้ไม่ได้กับสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย)

คุณเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดงาน หรือร่วมออกบูทในงานแสดงสินค้าขององค์กรหรือเปล่า ทำยังไงการออกงานครั้งต่อไปจะดีกว่าที่ผ่านมา ได้ผลเกินเป้า ไม่เหนื่อยเปล่า 

ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น นโยบายของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในช่วงที่หลายประเทศมีข้อจำกัดทางการค้า งานแสดงสินค้ากลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดอันทรงพลังที่ช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ สร้างโอกาสการลงทุน และเชื่อมโยงกับคู่ค้าระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความแตกต่างและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ  

มุก–ปนิษฐา บุรี นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA บอกว่า งานแสดงสินค้าไม่ใช่แค่การจองพื้นที่และนำสินค้าไปโชว์ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์ ดึงดูดลูกค้า และกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรม ในประเทศไทย ธุรกิจงานแสดงสินค้ามีผู้ขาย (exhibitor) ราวมากกว่า 80,000 บริษัท ซึ่งการพัฒนาคุณภาพของการจัดแสดงและการนำเสนอสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีปัจจัยแห่งความสำเร็จคือการสามารถดึงดูดผู้ซื้อและผู้ขายที่มีคุณภาพมารวมกันไว้ในที่เดียว ซึ่งทำให้สามารถลดต้นทุนการเข้าถึงตลาดและปิดดีลการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

แม้โลกออนไลน์จะมีบทบาทสำคัญ แต่งานแสดงสินค้ายังคงเป็นเวทีที่มอบประสบการณ์ที่จับต้องได้ และสร้างโอกาสที่ช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนได้ หากธุรกิจสามารถยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดข้อได้เปรียบและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ โดย ‘3 Business Wins: จุดแข็งของงานแสดงสินค้าที่โลกออนไลน์ให้ไม่ได้’ มีดังต่อไปนี้ 

1. Brand Showcase –โอกาสโชว์เคสสินค้าและบริการ

งานแสดงสินค้าช่วยให้ธุรกิจสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างจับต้องได้ ลูกค้าสามารถสัมผัส ทดลอง และเข้าใจจุดเด่นของสินค้าได้โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มออนไลน์ไม่สามารถมอบให้ได้อย่างเต็มที่

2. Face-to-Face Connection–โอกาสขายตรงกับลูกค้า

การสื่อสารแบบพบหน้า (face-to-face) สร้างความน่าเชื่อถือและช่วยให้ธุรกิจสามารถทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะในการพูดคุยแบบตัวต่อตัวผ่านตัวแทนขาย เซลส์จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย และสามารถตอบข้อซักถามได้ทันที

✅ 3. Trust & Credibility–โอกาสสร้างความน่าเชื่อถือ

การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าช่วยสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและเพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เพราะในการคัดเลือกผู้จัดแสดงในงานจะมีการสกรีนโปรไฟล์ของบริษัท ที่มาที่ไปในการผลิตสินค้า ประวัติการทำธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งเหมาะกับลูกค้า ในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยความไว้วางใจสูงและมีการลงทุนซื้อสูง

แต่ธุรกิจจะทำยังไงให้การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในฐานะ exhibitor เกิดผลลัพธ์ทางการตลาดสูงสุด ชวนไขกลยุทธ์ ‘5 Marketing Tips: เคล็ดลับเจรจาธุรกิจให้คุ้มค่าการลงทุน’ ที่ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นอาวุธลับทางการตลาดได้ 

1. Exhibit Smart: Choose the Show That Matches Your Goals!  เลือกงานแสดงสินค้าที่เหมาะกับประเภทและตรงเป้าหมาย 

ไม่ใช่ทุกงานแสดงสินค้าจะตอบโจทย์ทุกธุรกิจ โดยเฉพาะงานที่ได้รับความนิยมสูงมักมีเกณฑ์คัดเลือกผู้แสดงสินค้าอย่างเข้มงวด เปรียบเสมือนการแข่งขันมาราธอนระดับโลกที่ผู้เข้าแข่งขันต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์จึงจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วม ดังนั้นการเตรียมโปรไฟล์ธุรกิจให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรเลือกเพียงเพราะเป็นงานที่ได้รับความนิยม แต่ควรพิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่ 

– งานที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ (Right Target)

ควรพิจารณาว่าผู้เข้าร่วมงานเป็นลูกค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการหรือเปล่า สอดคล้องกับสินค้าหรือบริการและตรงกับแผนธุรกิจหรือไม่ เป็นบริษัทในระดับที่สามารถเป็นลูกค้าหรือคู่ค้าของเราได้ไหม ไปจนถึงงานนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่มากกว่า

– ทำเลที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ (Right Location)

แม้จะเลือกงานได้ดี แต่ถ้าเลือกตำแหน่งบูทผิด อาจทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจได้ เนื่องจากงานแสดงสินค้ามักแบ่งโซนตามประเภทสินค้าและอุตสาหกรรมจึงควรศึกษาแผนผังงานล่วงหน้าเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายและตรงกลุ่ม 

– งบประมาณที่ลงทุนมีความคุ้มค่า (Right Budget)

การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า โดยเฉพาะในต่างประเทศมักมีค่าใช้จ่ายสูง จึงควรพิจารณาศักยภาพของธุรกิจและงบประมาณก่อนตัดสินใจ ทั้งค่าเช่าพื้นที่บูท ค่าตกแต่งบูท ค่าเดินทางและที่พัก ฯลฯ การประเมินอย่างรอบคอบจะช่วยให้มั่นใจว่าการลงทุนนี้จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

✅ 2. Create Exclusive Brand Visibility–พรีเซนต์แบรนด์ให้น่าสนใจ

แม้ว่าผู้จัดงานจะมีการทำการตลาดในวงกว้างเพื่อดึงดูดผู้เข้าร่วมแล้ว แต่แบรนด์ยังคงต้องทำการตลาดสำหรับธุรกิจตัวเองด้วยเพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายสนใจและเข้ามาที่บูทของตน การออกแบบบูทที่โดดเด่นและสร้างประสบการณ์ที่ดีในการเยี่ยมชมจะสามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ (brand visibility) ที่ดีได้ ซึ่งมีสิ่งที่ควรคำนึงถึงดังนี้ 

– วางกลยุทธ์การนำเสนอสินค้าที่น่าสนใจ (Product Presentation) 

นำเสนอข้อมูลสินค้าอย่างสร้างสรรค์ เช่น การใช้จออินเทอร์แอ็กทีฟหรือวิดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี AI หรือ AR เพื่อให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เลือกสินค้าที่ต้องการนำเสนอเป็นพิเศษ และวางให้อยู่ในจุดที่มองเห็นได้ง่ายและไม่ลืมคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบบูท เช่น การจัดแสง (lighting) ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์โดดเด่น 

– สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ (Brand Experience)

หากสามารถทำให้ลูกค้าอยู่ที่บูทได้นานขึ้นและมีส่วนร่วมกับแบรนด์จะยิ่งเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เช่น ออกแบบพื้นที่ให้รองรับการเข้าชมและมีจุดพัก เช่น โซนนั่งเล่นที่ให้บริการของว่าง มีมุมรับรองลูกค้าที่เอื้อต่อการพูดคุยทางธุรกิจ

– ดึงดูดลูกค้าด้วยโปรโมชั่น (Promotion)

อาจมีการส่งคำเชิญไปยังลูกค้าหรือพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจล่วงหน้า เพื่อให้พวกเขารู้ว่าบูทของคุณมีอะไรที่น่าสนใจ หรือทำโปรโมชั่นพิเศษ เช่น แจกส่วนลดหรือของที่ระลึกสำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมในบูทเพื่อช่วยให้จดจำแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น

– เพิ่มการมองเห็นของแบรนด์ผ่านกิจกรรมพิเศษ (Exclusive Campaign)

สร้างแคมเปญพิเศษในงานเพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น เป็นสปอนเซอร์ของงาน สนับสนุนกิจกรรมช่วงพิธีเปิดเพื่อให้แบรนด์ได้รับการประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมพิเศษ private tour สำหรับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ โปรโมตแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของงาน

✅ 3. Drive Effective Sales ขายตรงแบบ #ตอบได้หมด และ #รู้จักลูกค้า

การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปโชว์ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้า ทีมงานที่ประจำบูทต้องมีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ พร้อมทั้งมีทักษะการสื่อสารและการเจรจาต่อรองเพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย

– เข้าใจกลยุทธ์การขาย (Quantity or Quality) 

ก่อนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการมุ่งเน้นจำนวนลูกค้า (quantity) หรือคุณภาพของลูกค้า (quality) หากเน้นจำนวนลูกค้าควรออกแบบบูทให้น่าสนใจและเปิดกว้างเพื่อดึงดูดคนจำนวนมาก หากเน้นคุณภาพของลูกค้าควรมุ่งเป้าหากลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพและมีโอกาสปิดการขายสูง

– เซลส์ต้องรู้จริงและมีข้อมูลสินค้าแน่น (Knowledgeable)

เซลส์ที่อยู่ประจำบูทคือด่านแรกที่ลูกค้าจะพบ ดังนั้นต้องมั่นใจว่าแต่ละคนมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการอย่างลึกซึ้ง รู้จักสินค้าเป็นอย่างดีและสามารถให้คำแนะนำที่ตรงจุด อ่านลูกค้าออก รู้วิธีนำเสนอจุดขาย สามารถสาธิตการใช้สินค้าและโน้มน้าวให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ

– เก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อสร้างสัมพันธ์ (Leads Collection)

ใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น สแกน QR code หรือใช้โซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อสร้างเอนเกจเมนต์ต่อเนื่อง ขออีเมลหรือคอนแทกต์ของลูกค้าหลังงานจบ พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าเพื่อเข้าใจความต้องการอย่างแท้จริง 

✅ 4. Optimize Leads & Data–นำข้อมูลไปต่อยอดทางธุรกิจ

หลังจากได้ข้อมูลลูกค้ามาก็เป็นโอกาสทองในการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อศึกษาแนวโน้มและทดสอบตลาด นำอินไซต์ที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและวางกลยุทธ์ทางการตลาดต่อไป

– สร้างระบบติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ (Follow-up) 

เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ตัดสินใจซื้อในทันที การสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าหลังจบงานแสดงสินค้าคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ เทคนิค follow-up ที่ได้ผล เช่น ใช้ระบบ CRM เพื่อจัดการข้อมูลลูกค้าและติดตามสถานะการขายอย่างเป็นระบบ

– ใช้เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ ROI (Return on Investment)

เจ้าของธุรกิจย่อมต้องการรู้ว่าการลงทุนกับงานแสดงสินค้าให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีช่วยวัดผลเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น ใช้ซอฟต์แวร์ติดตามผลการแผลง Leads เป็นลูกค้าจริงและนำมาพัฒนาแผนงานในอนาคต

✅ 5. Ensure Sustainability–คำนึงถึงความยั่งยืน

แนวคิดเรื่องความยั่งยืนกำลังเป็นหัวใจสำคัญในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงการออกบูทในงานแสดงสินค้า การออกแบบบูทให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้งและเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้น

– ออกแบบบูทให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Booth)

หากแบรนด์มีแผนออกงานหลายครั้งต่อปี ควรออกแบบบูทให้ใช้งานซ้ำได้ เลือกใช้โครงสร้างบูทที่ถอดประกอบง่ายและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ใช้วัสดุรีไซเคิลหรือลดการใช้วัสดุสิ้นเปลือง และเลือกผู้ผลิตบูทหรือซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

Thai Exhibition Association (TEA) และบทบาทในการยกระดับธุรกิจไทย 

งานแสดงสินค้าคือเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังสำหรับธุรกิจซึ่งให้ประโยชน์ที่โลกออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้ โดยในประเทศไทยมีสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA เป็นผู้นำด้านการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมที่สนับสนุนและยกระดับผู้ประกอบการอย่างครบวงจรผ่านงานจัดแสดงสินค้า ซึ่งไม่ได้สนับสนุนแค่การจัดงานสำหรับภาคเอกชน แต่ยังมีกิจกรรมที่ขับเคลื่อนนโยบายนำเสนอผลงานของภาครัฐด้วยเช่นกัน 

ที่ผ่านมาสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA ยังมีเป้าหมายสำคัญในการโปรโมต supply chain ภายในประเทศด้วยการเป็นจุดศูนย์กลางของเครือข่ายทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน โดยมีบริการพร้อมในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดงาน ผู้จัดงานระดับมืออาชีพ (event organizer) รวมถึงผู้ให้บริการด้านต่างๆ เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง ระบบไฟ ระบบแสง และโซลูชั่นที่ช่วยแก้ pain point ของการจัดงาน หรือออกบูทในงานแสดงสินค้า ทั้งในการควบคุมต้นทุน เลือกสถานที่ เลือกงาน หาผู้รับเหมา เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ใหม่ วัสดุที่ตอบโจทย์ sustainable รวมถึงเทคนิคการโอกาสทางการตลาดที่ได้ผลจากการออกบูทหรือจัดงานปกติ 

งานแสดงสินค้าจึงเป็นมากกว่างานจัดแสดง แต่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดย Thailand MICE X-Change 2025 (TMX25) ที่จัดโดย TEA ในปีนี้ จะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ และขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานจะรวบรวมกลุ่มผู้จัดงานระดับเจ้าของโครงการและนักการตลาดเอกชน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ให้บริการด้านสถานที่ก่อสร้าง ขนส่ง และเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรม MICE ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างการมองเห็นของแบรนด์ นอกจากนี้งาน TMX25 ยังต่อยอดจากความสำเร็จของปี 2024 ที่ 84% ของผู้เข้าชมมีแผนจะกลับมาในปีถัดไป ตอกย้ำบทบาทของงานในการเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มและนวัตกรรมล่าสุดในอุตสาหกรรม

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วม Thailand MICE X-Change 2025 (TMX25) ภายใต้แนวคิด ‘NEXHIBITION - ก้าวใหม่ที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า’ ที่จะต่อยอดการออกงานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการให้ยั่งยืนกว่าที่เคย ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ จากมืออาชีพในอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า เตรียมพบกันวันที่ 2-3 เมษายน 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน สามารถลงทะเบียนได้ที่ evcnx.co/TMX2025FacebookVisitor

You Might Also Like