Take Toys

Take Toys จากผู้ปลุกกระแสตุ๊กตาแคร์แบร์ในไทย สู่การปั้นม่อนชิชิมวยไทยจนเป็นไวรัล

ตุ๊กตาแคร์แบร์หลากสีสัน, ตุ๊กตาม่อนชิชิ, ตุ๊กตาดิสนีย์ทุกคาแร็กเตอร์, ตุ๊กตาเจ้ากระต่ายเอสเธอร์ บันนี่, ตุ๊กตาหมาน้อยสุดน่ารักสนูปปี้ และตุ๊กตาคาแร็กเตอร์ในตำนานอย่างเทเลทับบี้

หากใครได้ไปหยิบจับตุ๊กตาเหล่านี้แล้วมีโอกาสพลิกป้ายดู จะเห็นว่ามีผู้ถือลิขสิทธิ์การผลิตและจำหน่ายในไทยเจ้าเดียวกัน นั่นก็คือ Take Toys แบรนด์ที่ แก้ม–อักษร จันทรโรจน์วานิช มองเห็นว่าภายใต้หน้าตาน่ารักของแต่ละคาแร็กเตอร์ มีเรื่องราวความน่าสนใจซ่อนอยู่และหยิบมาเล่าให้ผู้คนได้ฟังจนปั้นแคร์แบร์ หนึ่งในคาแร็กเตอร์ที่ถ้ามองกลับไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน คนไทยแทบจะไม่ค่อยมีใครรู้จัก ให้กลายมาเป็นคาแร็กเตอร์ที่คนรักและอยากสะสม ก่อนจะถือลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์อื่นๆ อีกมากมาย

ล่าสุดคือม่อนชิชิที่สร้างความแตกต่างจากคอลเลกชั่นอื่นที่เคยมีมา ด้วยการออก Thai-Thai Collection จับม่อนชิชิมาใส่ชุดนักเรียน รับบทเป็นนักมวยไทย และเติมความน่ารักเข้าไปด้วยชุดช้าง จนแฟนๆ ชาวไทยและชาวต่างชาติต้องหามาสะสมไว้สักตัว

ในฐานะที่เป็นแฟนแคร์แบร์คนหนึ่งและไปหยิบจับตุ๊กตาจาก Take Toys อยู่บ่อยครั้ง จึงขอนัดแก้มมาสนทนาถึงเบื้องหลังการขอลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์มาปั้นให้ดัง โลเคชั่นที่เรานัดกันก็คือร้าน SEEK ‘N KEEP CLUB สาขาเซ็นทรัลเวิลด์  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเธอเอง ที่มีสินค้าจาก Take Toys หลากหลายคอลเลกชั่น พร้อมสินค้าไลฟ์สไตล์ และสารพัดของกุ๊กกิ๊กจากแบรนด์อื่น

ทันทีที่เดินเข้าไปแทนที่จะเจอกับเด็กน้อยมากมาย เรากลับเจอแต่ผู้ใหญ่จนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคอนเทนต์เหล่าเจนฯ Y มีปม ที่คนในวัยผู้ใหญ่นี่แหละที่ชอบช้อปตุ๊กตาคาแร็กเตอร์ขวัญใจในวัยเด็กกลับไปกอดตรงกับความเชื่อของแก้มที่อยากให้ Take Toys ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นสำหรับเด็ก แต่เป็นของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ 

เพราะเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว 

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราขอพามาปลุกความเป็นเจนฯ Y มีปมในตัวคุณ แล้วมาสัมผัสเรื่องราวของเล่นที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ฉบับ Take Toys กันได้เลย

ทำไมคาแร็กเตอร์แรกที่คุณถือลิขสิทธิ์ถึงเป็นแคร์แบร์ ทั้งที่ตอนนั้นแคร์แบร์ยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย

ช่วงที่เราเพิ่งเรียนจบไม่นาน เป็นช่วงโควิดพอดี ก็เลยหาของขายออนไลน์ไปเรื่อยๆ จนบังเอิญได้มารู้จักกับเจ้าของโรงงานตุ๊กตาที่เขาถือลิขสิทธิ์แคร์แบร์อยู่แล้ว แต่เขาจะไม่ทำต่อ เราก็เลยไปติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่าย และเราจะออกแบบทุกอย่างให้ ทำการตลาดให้

ตอนนั้นแคร์แบร์ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักและไม่ได้ฮิตในไทย แต่เรามองว่าถ้าคนไทยได้รู้จักคาแร็กเตอร์นี้ก็น่าจะชอบได้ไม่ยาก ก็เลยสร้างไอจีแคร์แบร์ไทยแลนด์ขึ้นมา และทำคอนเทนต์เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคาแร็กเตอร์แคร์แบร์แต่ละสี ที่สื่อถึงความหมายแตกต่างกัน เช่น Good Luck Bear เป็นหมีสีเขียวที่สื่อถึงความโชคดี Share Bear เป็นหมีสีม่วงที่ชอบแบ่งปัน พร้อมเป็นที่ปรึกษาให้กับคนอื่นอยู่เสมอ ทำให้คนรู้สึกว่าอยากสะสมคาแร็กเตอร์ที่เหมาะกับตัวเอง

เราวางจุดยืนให้แคร์แบร์เป็นเหมือนของสะสม ที่เวลาลูกค้าซื้อตุ๊กตาสีหนึ่งแล้ว เขาก็อยากจะเก็บสะสมอีกหลายๆ สี บวกกับหน้าตาของแคร์แบร์ที่ค่อนข้างน่ารักทำให้อินฟลูเอนเซอร์ ดารา เซเลบเริ่มมาสะสมคาแร็กเตอร์นี้ จนกลายเป็นกระแสขึ้นมา

หลังจากแคร์แบร์แล้วคุณมีการซื้อลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์ไหนต่ออีกบ้าง และทำไมถึงเลือกซื้อคาแร็กเตอร์เหล่านั้น

เราซื้อลิขสิทธิ์ดิสนีย์, สนูปปี้, เอสเธอร์ บันนี่, เทเลทับบี้ส์, ม่อนชิชิ และอีกหลายตัวเลย 

เวลาซื้อลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่เราจะเลือกจากหน้าตา เลือกจากเรื่องราวของคาแร็กเตอร์นั้นๆ และเราจะเลือกผสมกัน ทั้งตัวที่แมส ทุกคนรู้จักอยู่แล้ว อย่างดิสนีย์และสนูปปี้ 

มีบางคาแร็กเตอร์ที่ไม่ได้แมสมากในไทย แต่เรามองว่าลายเส้นประมาณนี้ หน้าตาแบบนี้ เรื่องราวของคาแร็กเตอร์นี้ น่าจะถูกจริตคนไทย เช่น เอสเธอร์ บันนี่ เมื่อ 4 ปีก่อนคนไทยยังไม่รู้จัก เราก็เอาเรื่องราวของเขามาเล่าว่าเป็นกระต่ายหูยาว ตาโต มีความน่ารักสดใส แต่ก็มีมุมที่แสดงออกถึงความเศร้าและความเหงา

การซื้อลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์สักตัวหนึ่งมีวิธีการยังไงบ้าง

ขั้นตอนตอนแรกคือเราจะต้องส่งโปรไฟล์ไปหาทางเอเจนต์ลิขสิทธิ์ก่อน ว่าเรามีความเป็นมาอย่างนี้ เราอยากจะผลิตอะไรบ้าง แล้วก็มีการบอกตัวเลขว่ายอดขายตัวที่เราจะขอซื้อลิขสิทธิ์นี้น่าจะได้เท่าไหร่ ดีไซน์หน้าตาประมาณไหน เขาก็จะตอบกลับมาว่าเราสามารถทำได้หรือไม่ 

พอเราได้รับคำตอบแล้ว ทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ หรือว่าขึ้นตัวอย่างสินค้า แม้กระทั่งสินค้าออกมาเป็นของจริงแล้ว เราก็ต้องส่งตรวจทุกอย่างให้เขาหมดเลย

ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์ เราเปลี่ยนแปลงดีไซน์ของตัวละครได้มากน้อยขนาดไหน

เขาจะมีไกด์ไลน์บุ๊กให้ดูว่าอะไรห้ามทำ ห้ามดัดแปลงเลย หรืออะไรที่ทำได้บ้าง สมมติแคร์แบร์ คาแร็กเตอร์ชื่อ Cheer Bear หน้าท้องจะเป็นรูปสายรุ้ง แล้วก็เป็นตัวสีชมพู เขาก็จะห้ามเอาสายรุ้งไปทำเป็นสีอื่น สีตัวก็ต้องเป็นสีชมพูโทนนี้เท่านั้น เขาล็อกไว้เลยว่าคาแร็กเตอร์นี้ต้องเป็นสีนี้ แต่เราก็เอาน้องไปใส่ชุดอย่างอื่นได้

มีบางเคสที่เราเปลี่ยนสีคาแร็กเตอร์ได้ เช่น มิกกี้เมาส์ เราเอามาทำเป็นสีเหมือนสายรุ้ง แต่รูปทรงหน้าตามิกกี้เมาส์และหูของเขาก็ต้องเหมือนเดิม แต่เราเปลี่ยนสี เปลี่ยนท่าทาง จับน้องเขามาถือของ ใส่ชุดอะไรได้นิดหน่อย

อย่างของดิสนีย์เห็นว่าคุณได้รับลิขสิทธิ์ครอบคลุมตัวละครทั้งหมด เป็นข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ที่ได้รับลิขสิทธิ์เพียงบางตัวละครยังไง

สมัยก่อนดิสนีย์เขาจะไม่ให้บริษัทหนึ่งถือทุกคาแร็กเตอร์ แต่เราก็คุยกับทางดิสนีย์ว่าเราขอถือลิขสิทธิ์ทุกตัวนะ เพราะเวลาเราสื่อสารกับลูกค้า เขาจะเข้าใจง่ายกว่าการแบ่งว่าบริษัทนี้ถือมิกกี้เมาส์ บริษัทนี้ถือหมีพูห์ แต่การที่เราขอถือทุกตัวเลยลูกค้าจะเข้าใจว่าถ้าอยากหาตุ๊กตาลิขสิทธิ์ของดิสนีย์ในไทยให้มาที่เทคทอยส์

แล้วไอเดียในการทำ Monchhichi Thai-Thai Collection มาจากไหน

ตัวม่อนชิชิปกติเขาจะไม่ได้เปิดให้เราผลิตเองเลยต้องนำเข้ามา เราอยากจะทำภาพให้คนเข้าใจว่าม่อนชิชิทำกับแบรนด์ไทยนะ 

ตอนแรกก็คิดธีมว่ามันควรจะเป็นธีมอะไรดี จะเป็นธีมพาสเทล ธีมสัตว์ แต่ว่าสุดท้ายอจบด้วยธีมไทย เพราะทำให้คนรู้สึกว่าอันนี้มันแตกต่างจากคอลเลกชั่นอื่นๆ เป็นไทยแลนด์เอกซ์คลูซีฟจริงๆ

เราเลยพยายามเอาจุดหลักๆ ที่ดูมีความเป็นไทยมาใช้ อย่างตัวที่ใส่ชุดนักเรียน เราเอาตัวรุ่นที่เป็นเบบี้มา เพราะเข้ากับความเป็นเด็กนักเรียน แล้วก็มีผมสีดำ เพราะนักเรียนเรียนไทยก็เป็นผมดำ อย่างตัวที่เป็นมวยไทยและเป็นช้าง ก็ชัดอยู่แล้วว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยก็เลยดีไซน์แบบนี้

คิดว่าการที่คุณหยิบคาแร็กเตอร์มาออกแบบให้มีความเป็นไทยมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจของคุณยังไง

เทคทอยส์เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากขึ้น เพราะด้วยความที่ม่อนชิชิก็มีฐานแฟนคลับอยู่ประเทศอื่นๆ ด้วยไม่ใช่แค่ที่ไทย พอเขาเห็นคอลเลกชั่นไทยออกมา เขาก็รู้สึกว่าจะต้องมาซื้อที่ไทยเท่านั้น ที่อื่นไม่มีอะไรอย่างนี้ แล้วเขาก็จะรู้จักเทคทอยส์ไปด้วย

ถ้าวันหนึ่งคาแร็กเตอร์ที่คุณถือลิขสิทธิ์อยู่ไม่ฮิตแล้วจะทำยังไง

ปกติแล้วเวลาเราซื้อลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นตัวที่อยู่ในเทรนด์อยู่แล้ว แต่ทุกคาแร็กเตอร์จะไม่ได้มีสินค้าที่ขายดีตลอดกาลขนาดนั้น ก็มีช่วงขาขึ้นและขาลงบ้าง แต่เราก็ต้องออกคอลเลกชั่นใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายในแต่ละช่วง

อย่างแคร์แบร์ช่วงเทศกาลฮาโลวีนและคริสต์มาส เป็นช่วงเวลาที่แฟนๆ รอซื้อคอลเลกชั่นพิเศษ แต่มีข้อจำกัดว่าคาแร็กเตอร์ในเทศกาลเหล่านี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่ามีเพียงคาแร็กเตอร์เดียวที่นำมาทำได้ การจะดัดแปลงดีไซน์ก็ทำได้ไม่มาก เราก็พยายามจับเขามาใส่ผ้าคลุมให้เข้ากับฮาโลวีน เอาไปทำเป็นพวงกุญแจแขวนต้นคริสต์มาส

สินค้าส่วนใหญ่ของเทคทอยส์ดูเหมือนจะเป็นตุ๊กตา แต่ทำไมระยะหลังถึงเห็นหยิบคาแร็กเตอร์มาทำเป็นพวงกุญแจ เครื่องเขียน ของใช้ และทำเป็นคาเฟ่ด้วย

ตอนที่เราทำเทคทอยส์แรกๆ สินค้าที่ขายดีที่สุดคือตุ๊กตา เพราะช่วงนั้นคนหันมาสะสมตุ๊กตากัน แต่ตอนนี้เทรนด์ที่ห้อยกระเป๋า เทรนด์พวงกุญแจ เทรนด์กล่องสุ่มกำลังมา เราก็เลยแตกไลน์สินค้ามาทำพวกนี้มากขึ้น แล้วก็มีการทำเครื่องเขียน ผ้าห่ม เสื้อผ้า และอีกหลายๆ สินค้า เวลาเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ก็จะมีสินค้าหลากหลายมากขึ้น ยอดขายสินค้าที่เป็นกระแสอย่างตุ๊กตาที่เป็นพวงกุญแจก็เยอะขึ้นด้วย

ส่วนคาเฟ่แคร์แบร์จริงๆ รายได้จากคาเฟ่ไม่ได้สูงมาก แต่เป็นการส่งเสริมการขายสินค้าในร้านมากกว่า ทำให้เป็นกิมมิกว่าลูกค้าแวะมาคาเฟ่ ซื้อน้ำ ซื้อขนม เห็นในร้านมีสินค้าลิขสิทธิ์ของแคร์แบร์ก็ซื้อของกลับไปด้วย เป็นการเพิ่มยอดขายสินค้าไปในตัว

แต่ก่อนที่จะทำสินค้าและคาเฟ่พวกนี้ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน เพราะเวลาเราซื้อลิขสิทธิ์ อย่างแคร์แบร์ไม่ได้แปลว่าเราซื้อแล้วนำแคร์แบร์ไปใช้ทำทุกอย่างได้เลย แต่เราจะต้องจดเป็นลิขสิทธิ์ว่าขอซื้อลิขสิทธิ์ทำตุ๊กตา เราขอซื้อลิขสิทธิ์ทำเครื่องเขียน มาทำเป็นคาเฟ่ แยกเป็นสัญญาไปเลยว่าจะทำอะไรบ้าง

นอกจากการซื้อคาแร็กเตอร์ลิขสิทธิ์แล้ว อะไรที่ทำให้คุณหันมาทำคาแร็กเตอร์เป็นของตัวเอง

พอเราทำแต่สินค้าลิขสิทธิ์อย่างเดียวก็มีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ เราก็เลยพยายามจะทำตุ๊กตาขึ้นมาเป็นลายเส้นของตัวเอง คาแร็กเตอร์แรกเป็น Fruity Collection ที่เราเอาลักษณะเด่นของผลไม้แต่ละแบบมาทำ แล้วก็มีคาแร็กเตอร์ Woops เป็นตุ๊กตาน้องหมาหลายสายพันธุ์ ทุกคาแร็กเตอร์ที่เราทำเองจะดีไซน์หน้าตาให้เป็นเอกลักษณ์ โดยมีจุดเด่นคือตรงจมูกที่เป็นตัวที สื่อถึงว่าเป็นคาแร็กเตอร์ของเทคทอยส์

ความแตกต่างระหว่างการซื้อคาแร็กเตอร์ลิขสิทธิ์กับออกแบบคาแร็กเตอร์ของตัวเองอยู่ที่ตรงไหน

การออกแบบคาแร็กเตอร์ของตัวเองมีความยากตรงที่เราต้องเริ่มใหม่ทุกอย่างเลย ตั้งแต่ดีไซน์ การนำเสนอเรื่องราว แต่การซื้อลิขสิทธิ์มาจากต่างประเทศคือเขามีหน้าตาของคาแร็กเตอร์มาให้แล้ว มีการวางเรื่องราวของคาแร็กเตอร์นั้นๆ มาแล้ว เราแค่ต้องเอาเรื่องราวตรงนั้นมาบิลด์ให้คนอินกับมัน 

แต่ความยากอยู่ที่เราต้องส่งตรวจสอบกับเจ้าของลิขสิทธิ์ทุกขั้นตอน พอทำคาแร็กเตอร์เป็นของเราเอง ก็จะฟรีสไตล์ในการออกแบบหรือดัดแปลงคาแร็กเตอร์พวกนั้นมากกว่า

คิดว่าความยากหรือความท้าทายของการทำธุรกิจนี้คืออะไร

หนึ่งคือเรื่องของสินค้าลิขสิทธิ์ ด้วยความที่ตอนแรกเราไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์เลย ว่าซื้อลิขสิทธิ์คืออะไร เราต้องส่งตรวจอะไรยังไง เผื่อเวลายังไงบ้าง พอเราต้องทำสินค้าเอง ผลิตเอง ก็เลยกลายเป็นว่าเราต้องมานั่งเผื่อเวลา โดยที่ไม่รู้ว่าเขาจะตรวจนานไหม 

บางทีของมาไม่ทันส่งตรวจ ก็ต้องเลื่อนแพลนออกไป ซึ่งส่วนใหญ่จะกินเวลาประมาณ 5-6 เดือน แต่ถ้าเป็นม่อนชิชิ Thai-Thai Collection กินเวลาไปถึง 1 ปีครึ่ง เพราะเขาไม่อยากให้ดัดแปลงตัวคาแร็กเตอร์เยอะ ระยะเวลาในการผลิตก็นาน ก็เลยทำให้ยากกว่าสินค้าลิขสิทธิ์ตัวอื่น 

เราคิดว่าธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ถือว่าเสี่ยงมาก เพราะเวลาเราซื้อมามันเป็นสัญญาบอกเลยว่าถือลิขสิทธิ์ได้กี่ปี สมมติว่าเราถือแคร์แบร์มีสัญญาแค่ 3 ปี หมายถึงว่าเรามีสิทธิ์เป็นเจ้าของเฉพาะในระยะเวลาสัญญาที่ถืออยู่ พอหมดสัญญาอดทำ สินค้าที่ขายอยู่เขาก็จะมีเวลาปกติจะอยู่ที่ 3 เดือน เพื่อให้เราเคลียร์สต็อก ถ้าของเหลือขายไม่หมดก็ต้องเก็บกลับไป ห้ามขาย 

ดีที่ของเราเขาต่อสัญญามาเรื่อยๆ แต่เราก็ลดความเสี่ยงตรงนี้ด้วยการหาคาแร็กเตอร์ใหม่ๆ เข้ามา และพยายามบิลด์คาแร็กเตอร์ใหม่อยู่เรื่อยๆ

ความเสี่ยงที่ว่านี้ถือเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณเปิดร้าน SEEK ‘N KEEP CLUB ด้วยไหม

ใช่ค่ะ คือร้าน SEEK ‘N KEEP CLUB เราแยกบริษัทกันเลย เพราะตอนทำเทคทอยส์มาได้ประมาณ 1-2 ปี เรายังไม่รู้ว่าธุรกิจตุ๊กตาจะไปได้ไกลขนาดไหน เพราะเราไม่เคยทำมาก่อนด้วย เราเลยอยากกระจายความเสี่ยง ด้วยการเปิดหน้าร้านมาขายสินค้าตัวเองและมีแบรนด์อื่นๆ มาขายในร้านด้วย

นอกจากเรื่องกระจายความเสี่ยงแล้ว ก็ทำให้ร้านดูมีสินค้าหลากหลายมากขึ้น เช่น น้ำหอม เสื้อผ้า เพราะถ้ามีสินค้าของเราอย่างเดียวจะเน้นไปที่ตุ๊กตา พอมีสินค้าของแบรนด์อื่นๆ มา ก็เหมือนช่วยกันโปรโมตให้ร้านเป็นที่รู้จัก ทำให้ลูกค้าเข้ามารู้สึกว่าได้ช้อปสารพัดของกุ๊กกิ๊กน่ารักครบจบในร้านเรา

หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้อยู่ที่ตรงไหน

คิดว่าเป็นการเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพราะด้วยความที่เราขายสินค้าที่มีความน่ารัก เล่นกับความชอบของลูกค้าโดยตรง เราก็ต้องฟังเขาเยอะว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง แล้วเราเอามาปรับ

ด้วยความที่สินค้าแต่ละอย่างเป็นสินค้าที่อยู่ในเทรนด์ด้วย เราเลยต้องตัดสินใจให้ไวว่าเราจะทำอะไรบ้าง และเราก็ต้องกล้าตัดสินใจด้วย เพราะบางคาแร็กเตอร์อาจจะไม่ได้เป็นกระแส เราต้องกล้าตัดสินใจว่าเราจะลองบิลด์ขึ้นมาให้คนรู้จักดีไหม

อีกเรื่องคือการสร้างทีม ด้วยความที่เทคทอยส์ตอนเริ่มต้นทีมก็มีอยู่แค่ 2 คน ผ่านมา 4 ปีเรามีคนอยู่ 100 คน ดังนั้นเราเลยเชื่อว่าการสร้างทีมให้แข็งแรงสำคัญมากๆ พอทีมโตไวเราก็เลยต้องคัดคนที่เข้าใจในสินค้าของเราจริงๆ แล้วก็รักในการทำสินค้าของเราจริงๆ

ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คุณยังมีความเชื่อในการทำธุรกิจนี้เหมือนเดิมอยู่ไหม

เรายังเชื่อเหมือนเดิมว่าเราไม่ได้วางเทคทอยส์ให้เป็นของเล่นเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่เราอยากให้เป็นของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ด้วย เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว เดี๋ยวผู้ใหญ่หลายคนก็ชอบให้ตุ๊กตากันเป็นของขวัญ

และเราก็พยายามทำสินค้าอื่นๆ ที่เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าคำว่าทอยส์ไม่ได้แปลว่าของเล่นอย่างเดียว แต่เป็นทอยส์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย เลยเอาคาแร็กเตอร์ที่คนชอบไปทำเป็นของให้คนใช้ได้ด้วย

หลังจากนี้อยากเห็น Take Toys เติบโตไปในทิศทางไหน

เราตั้งเป้ายอดขายปี 2026 นี้อยู่ที่ 1,300 ล้านบาท และคาดหวังว่าเราจะขยายไปที่ประเทศอื่น ตอนนี้เริ่มมีการคุยกับประเทศอื่นแล้วว่าอยากจะเอาแคร์แบร์ที่เป็นลิขสิทธิ์ที่เราซื้อมาของไทยไปขายที่ต่างประเทศ โดยเป็นประเทศที่เขายังไม่ได้ถือลิขสิทธิ์แคร์แบร์ รวมถึงปั้นคาแร็กเตอร์ของเทคทอยส์ให้ติดตลาดและขยายไปต่างประเทศมากขึ้น

ตอนนี้เรามีเปิดบริษัทลูกของเทคทอยส์ เป็นเอเจนซีซื้อลิขสิทธิ์และทำสินค้าลิขสิทธิ์ ใครที่มีสินค้าของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เครื่องสำอาง แบรนด์เครื่องเขียน หรือทำสินค้าอะไรก็ตามแล้วอยากเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งให้เป็นสินค้าลิขสิทธิ์ก็สามารถมาคอลแล็บกับเราในส่วนนี้ได้

ส่วนคาเฟ่แคร์แบร์ก็จะไม่มีอยู่แล้ว ด้วยความที่เราวางคาแร็กเตอร์มาตั้งแต่แรกว่าจะเป็นคาเฟ่ที่มีเฉพาะแคร์แบร์ และเราก็หมดสัญญาเช่าสถานที่กับทางเซ็นทรัลเวิลด์พอดี เลยจะเปลี่ยนเป็นคาเฟ่ร้านใหม่ย้ายไปอยู่ที่สยามเซ็นเตอร์ โดยเราตั้งใจเอาคาแร็กเตอร์ที่ถือลิขสิทธิ์อยู่ไปทำเป็นคาเฟ่ แล้วเปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ เช่น เป็นธีมดิสนีย์ ผ่านไป 2 เดือนอาจจะเปลี่ยนเป็นธีมอื่น และขายสินค้าคาแร็กเตอร์ที่ตรงกับธีมนั้นๆ ไปด้วย

Writer

นักเขียนที่อยากเปลี่ยนเรื่องธุรกิจให้เป็นเรื่องสนุก และมีแมวกับกาแฟช่วยฮีลใจในทุกวัน

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like