จากบทเรียนแผ่นดินไหวปี 2011 สู่ Spectee Pro บริการจัดการวิกฤตของญี่ปุ่นที่พัฒนา AI รายงานภัยพิบัติแบบเรียลไทม์
ช่วงบ่ายของวันนี้ หนึ่งในประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจและต่างก็ได้รับผลกระทบคือเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งมีจุดศูนย์กลางที่ประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 แมกนิจูด ซึ่งหลายพื้นที่ในประเทศไทยรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะอาคารขนาดสูง ทั้งตึกที่กำลังก่อสร้างบริเวณจตุจักรถล่ม รวมถึงถนนแถวสะพานพระราม 2 ก็เกิดการยุบตัว
ประเด็นที่ประชาชนพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ เมื่อออกมานอกอาคารแล้วนั้นต้องปฏิบัติตัวอย่างไรต่อ รวมถึงกระบวนการแจ้งเตือนภัยพิบัติของไทยนั้นควรพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ทั้งหมดสะท้อนถึงการขาดความรู้และการเตรียมตัวด้านภัยพิบัติของไทย กลับกันกับประเทศที่เกิดภัยพิบัติบ่อยครั้งอย่างญี่ปุ่นนั้น ภาครัฐไม่เพียงจริงจังกับเรื่องการเตรียมพร้อม แต่ยังมีภาคเอกชนหลายเจ้าที่กระโดดเข้ามาร่วมพัฒนาการจัดการภัยพิบัติให้ดีขึ้น
หนึ่งในเคสที่ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ Spectee Inc. สตาร์ทอัพจากญี่ปุ่นที่ซีอีโออย่าง มุราคามิ เคนจิโร ได้หยิบเอาบทเรียนจากการเป็นอาสาสมัครในพื้นที่ภัยพิบัติหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม ปี 2011 มาพัฒนา Spectee Pro บริการจัดการวิกฤตบนคลาวด์
เจ้าบริการนี้ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งโพสต์บนโซเชียลมีเดีย การวัดสภาพอากาศ ฟุตเทจจากกล้องถนนและแม่น้ำ รวมไปถึงข้อมูลจากรถราในท้องถนน นอกจากนั้นยังตรวจคัดกรองเฉพาะโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่เชื่อถือได้ โดยระบบจะวิเคราะห์ข้อความและภาพในโพสต์ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้โพสต์ พร้อมกับเทียบรูปแบบข้อมูลเท็จกับข้อมูลที่เคยเรียนรู้มา รวมถึงยังมีทีมเจ้าหน้าที่คอยช่วยตรวจสอบและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคัดกรองข้อมูลที่ AI ตรวจจับไม่ได้ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 1 นาที ตั้งแต่การโพสต์ไปจนถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่ได้รับการยืนยัน
อินเทอร์เฟซ Spectee Pro ยังใช้งานง่าย กรองข้อมูลได้แม่นยำ จัดหมวดหมู่โพสต์บนโซเชียลมีเดียได้กว่า 100 ประเภท เช่น ไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุ ทั้งยังแสดงบนแผนที่รวมกับข้อมูลสภาพอากาศและการจราจรได้ด้วย กระบวนการเหล่านี้จะช่วยรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติและตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ไม่ต้องตามข่าวจากแอพฯ X หรือเฟซบุ๊กอย่างเดียวแบบที่คนไทยกำลังเผชิญในตอนนี้
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2020 มีหน่วยงานท้องถิ่นและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติกว่า 1,100 แห่ง เข้าร่วมใช้งาน Spectee Inc. ยังมีแผนขยายบริการไปทั่วโลก ตั้งใจเริ่มจากฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบภัยพิบัติธรรมชาติบ่อยที่สุดในเอเชีย นอกจากนั้นยังมีแผนขยายมายังเวียดนามและไทยด้วย
ธุรกิจอย่าง Spectee Pro ได้ผสานทั้งการแจ้งเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การจัดการภัยพิบัติมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้น
สำหรับไทยเอง แม้ว่าเราจะไม่คุ้นเคยกับภัยพิบัติรุนแรงเท่าญี่ปุ่น แต่การนำแนวทางเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้เรามีระบบการแจ้งเตือนภัยพิบัติที่ดีขึ้น และสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อ้างอิง