เสกสรรค์ธุรกิจ ในแบบ ‘เสก โลโซ’ บทบาทอีกด้านของศิลปินชื่อดังที่เคยสร้างผลิตภัณฑ์โดนใจคนหาเช้ากินค่ำ
“อยากเดินเข้าไปบอกว่ารักเธอ เวลาที่เจอ ที่เธอส่งยิ้มมา”
ตอนนี้หลายคนน่าจะได้ร้องท่อนฮุคจากซมซาน เพลงฮิตขึ้นหิ้งของร็อกสตาร์ระดับตำนาน เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘เสก โลโซ’ หลังเจ้าตัวเพิ่งคัมแบ็กกลับสู่เวทีอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความปีติยินดีของแฟนเพลงที่รอคอยเจ้าตัวมาแรมปี โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ที่เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครบรอบ 30 ปีของวงโลโซ
ในคราบความเป็นศิลปิน หากย้อนกลับไปในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจะพบว่า เสก โลโซมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจในฐานะผู้ประกอบการ ที่สร้างอาณาจักรแบรนด์ ’โลโซ’ ผ่านโปรดักต์ต่างๆ ด้วยโอกาสที่ร็อกสตาร์รายนี้คัมแบ็ก เราเลยอยากชวนย้อนความว่า อาณาจักรแบรนด์โลโซที่ผ่านมาเป็นยังไง และกรณีศึกษาว่า ทำไมแบรนด์ของเขาถึงโดนใจคนหาเช้ากินค่ำ
🕶️🎸ริเริ่มอาณาจักรแบรนด์ LOSO
เราชวนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 ในยุคที่วงการเพลงไทยถึงจุคพีค ศิลปินรายหลาย เช่น เบิร์ด–ธงไชย แมคอินไตย์ มียอดขายเทน้ำเทท่า แตะหลักล้านชุด ทว่าในฝั่งวงโลโซกลับประกาศยุบวง โดยเสกให้เหตุผลว่า วงมาถึงจุดอิ่มตัว อย่างไรก็ดีหลังออกมาเริ่มต้นในฐานะศิลปินเดี่ยว เสกได้ตั้งค่ายเพลง YESS Records ขึ้นมา พร้อมเจตนารมณ์ที่จะดึงศิลปินหน้าใหม่เข้าสู่ค่าย ด้วยนโยบายเพลงทุกเพลงที่ศิลปินแต่ง ศิลปินคือเจ้าของลิขสิทธิ์


ทว่าด้วยความเป็นค่ายเล็กทำให้ไม่อาจต้านกระแสจากทุนใหญ่ จนในที่สุดปี 2560 จึงค่อยๆ เฟดตัวลง ทว่าเสกเริ่มกางแผนใหม่ทันทีด้วยการตั้งบริษัท โลโซ โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อเป็นบริษัทแม่ในการทำธุรกิจต่างๆ
ซึ่งการหันมาประกอบธุรกิจ เสกบอกกับนักข่าวในช่วงเวลานั้นว่า ตนเองมีความฝันอยากเป็นเจ้าสัว และตั้งใจนำรายได้ที่ได้จากการทำธุรกิจมาช่วยเหลือคนยากจน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่อาณาจักรโลโซแบรนด์ถือกำเนิด
🕶️🎸LOSO-D, LOSO Drinking Water, LOSO Smartphone และ LOSO 22 Shop สารพัดสินค้าที่แปะนามสกุล LOSO


หลังเปิดตัวบริษัท โลโซ โฮลดิ้ง จำกัด ได้ไม่นาน เสกทุ่มงบ 100 ล้านบาทเพื่อปล่อยสินค้าแรกในนามแบรนด์โลโซ นั่นคือ LOSO-D เครื่องดื่มชูกำลัง ที่เสกหมายมั่นว่าจะทำให้ฮิตติดตลาด จนบริษัทตีตื้นความยิ่งใหญ่ได้เท่าโอสถสภา ที่ครองตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง โดย D มีที่มาจาก คิดดี ทำดี นั่นเอง
นอกจาก LOSO-D ในเวลาต่อมาสินค้าที่แปะป้ายยี่ห้อ LOSO ต่างทยอยออกมาสู่สายตาผู้บริโภคเรื่อยๆ เช่น
LOSO Drinking Water ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มที่เน้นตีตลาดร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันและร้านโชห่วยตามต่างจังหวัด
LOSO Smartphone โทรศัพท์สมาร์ตโฟนในราคาย่อมเยา 3,500 บาท ที่คุณสมบัติใช้งานได้ครบถ้วน ตั้งแต่โทรเข้า-ออก เล่นโซเชียล และเพลงทุกเพลงของวงโลโซที่ติดมาพร้อมเครื่อง
LOSO B&A ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อผลิตจำหน่ายเบียร์ เหล้าขาว และโซดา ที่ในช่วงแรกรับจ้างเป็น OEM ให้กับแบรนด์สุราขนาดเล็ก
และสุดท้ายคือ LOSO 22 Shop ร้านสะดวกซื้อที่รวบรวมสินค้าทั้งหมดที่เป็นของแบรนด์ LOSO โดยเปิดตัวสาขาแรกที่ถนนสุขาภิบาล 5 ซึ่งเสกตั้งเป้าจะขยายแฟรนไชส์นี้ไปทั่วประเทศ
เมื่อมองภาพรวมเราจะเห็นว่า นอกจากแฟนเพลงที่เป็นเป้าหมายหลัก อีกหนึ่งกลุ่มที่แบรนด์ LOSO ตั้งใจจับกลุ่มตลาดนั่นคือ ‘คนหาเช้ากินค่ำ’ โดยเฉพาะกลุ่มคนใช้แรงงานที่มีเงินเดือนจำกัด แต่มีความต้องการเข้าถึงสินค้าอุปโภคและบริโภคในราคาย่อมเยา เห็นได้ชัดจากกรณีสมาร์ตโฟนที่เปิดตัวในราคาจับต้องได้ สวนทางราคาสมาร์ตโฟนหลายยี่ห้อที่เริ่มต้นหลักหมื่น หรือ LOSO-D ที่มีสโลแกนสไตล์คนสู้ชีวิตอย่าง ‘กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะฝ่าฟัน’
🕶️🎸แล้วทำไมอาณาจักรแบรนด์ LOSO ถึงล่มสลาย?
“ถ้า LOSO-D สำเร็จ ตอนนี้เฮียเป็นเจ้าสัวไปแล้ว 555 หมดเงินไปประมาณร้อยล้าน เป็นบทเรียนราคาแพงมาก”
แม้จะเห็นว่าไอเดียที่มีต่อแบรนด์ LOSO ทะเยอทะยานขนาดไหน แต่จนแล้วจนรอดในระยะเวลาราวๆ 2 ปี ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นของแบรนด์ LOSO กลับค่อยๆ เฟดหายไปจากตลาด จนสุดท้าย ณ เวลานี้เหลือเพียง LOSO Entertainment บริษัทที่ถูกจดทะเบียนในนามนิติบุคคลเพียงบริษัทเดียวที่ยังคงอยู่ ซึ่งเป็นบริษัทสำหรับรับงานทัวร์คอนเสิร์ตของเสก โลโซ ชนิดที่ภายหลังร็อกเกอร์ระดับตำนานรายนี้โพสต์ลงบนโซเชียลฯ ส่วนตัวว่า เป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดของชีวิต
คำถามคือทำไมอาณาจักรแบรนด์ LOSO ถึงล่มสลาย ทั้งที่ในมุมแบรนดิ้งของวงดนตรีแข็งแรง?
คำตอบคือ ‘ความต่อเนื่อง’ หลายยี่ห้อผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น แต่หลังจากกระแสเปิดตัว กลับขาดการโปรโมตต่อเนื่องให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเจาะตลาด ซึ่งแบรนด์ที่มีการลงทุนมากที่สุดอย่าง LOSO-D ที่มีการโปรโมทตยามเสกทัวร์คอนเสิร์ต, โปรโมตตามสนามมวย-สนามฟุตบอล หรือมีแบนเนอร์ใหญ่ยักษ์ กลับไม่สามารถสู้กับแบรนด์ที่ครองตลาดอยู่แล้วได้

ทีนี้เมื่อขาดความต่อเนื่อง ทั้งไม่สามารถสู้กับแบรนด์ที่ครองตลาด ตัวเลขของแบรนด์จึงติดลบมหาศาล จนในท้ายที่สุดต้องทยอยปิดตัวลงเหลือไว้แค่ชื่อและความฝัน
อย่างไรก็ดี กรณีของอาณาจักรแบรนด์ LOSO เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า การที่คนฝั่งบันเทิงข้ามมาทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย ชนิดที่ว่าแค่แปะชื่อวง หรือแปะป้ายชื่อตัวเองก็จะทำให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หากปราศจากการวางรากฐานแบรนด์และมีเป้าหมายการตลาดที่ชัดเจน
แต่สุดท้ายการก้าวพลาดในครั้งนั้น ก็ไม่อาจล้มล้างภาพจำและความรักที่คนไทยมีต่อชายที่ชื่อเสก LOSO ที่ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็ยังจะถูกจดจำในฐานะ ‘ตำนาน’ ศิลปินไทย ที่บทเพลงได้สร้างความสุขแก่แฟนเพลงไม่ช่วงวัยใดก็วัยหนึ่ง