นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

อาหารแมวเก้าชีวิต

9 เรื่องไม่ลับฉบับ Royal Canin และก้าวต่อไปในยุคที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตแบบก้าวกระโดด

มองไปทางซ้าย เห็นรถเข็นแมว มองไปทางขวา เห็นคนจูงน้องหมา ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ on ground หรือ on cloud เราแทบจะอยู่ในสังคมที่ทุกคนผันตัวมาเป็นพ่อหมาแม่แมวกันหมดแล้ว ถึงบางคนจะไม่มีโอกาสได้เลี้ยง แต่ก็ปวารณาตนเป็นทาสอินฟูลเอนเซอร์สี่ขากันไปหมด!

ความนิยมเลี้ยงสัตว์ของผู้คนที่มากขึ้นเรื่อยๆ และพฤติกรรมการเลี้ยงที่เริ่มเปลี่ยนจากเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน มาเลี้ยงเพื่อเป็นลูกจริงๆ นี้เองที่ทำให้ตลาดอาหารสัตว์ค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ ผู้เล่นรายใหญ่รายน้อยต่างก็สาวเท้าเข้ามาในวงการที่คนเคยมองข้าม 

ถ้าเป็นแต่ก่อน เชื่อว่า ‘Royal Canin’ แบรนด์อาหารน้องแมวน้องหมาสัญชาติฝรั่งเศสน่าจะเป็นหนึ่งในแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงที่คนนึกถึง เชื่อถือ และมั่นใจด้านคุณภาพ เพราะถือเป็นแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงเกรดซูเปอร์พรีเมียมเกรดแรกๆ ในไทย ในวันที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยังไม่เติบโตขนาดนี้

ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไม่ได้มีแค่อาหารเกรดอีโคโนมี เกรดแมส และเกรดซูเปอร์พรีเมียมอีกต่อไป เราเริ่มได้ยินคำเรียกอาหารประเภทต่างๆ สอดคล้องกับความคิดความเชื่อในการเลี้ยงสัตว์ของแต่ละคนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะคำว่า ‘โฮลิสติก’ คำว่า ‘เกรนฟรี’ และคำว่า ‘บาร์ฟ’ 

ในห้วงเวลาที่ผู้เล่นรายใหม่ๆ กระโดดเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้น บวกกับพ่อหมาแม่แมวก็รักที่จะลองและสรรหาของที่เชื่อว่าดีที่สุดมาให้ลูกๆ สี่ขา คำถามที่เราสงสัยจึงคือ Royal Canin ประเทศไทย จะรักษาตำแหน่งอาหารในดวงใจทาสหมาทาสแมวยังไงบ้าง และกลยุทธ์ทางการตลาดแบบใดที่จะทำให้ Royal Canin อยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายตายจากไปตามเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ที่อาจชะลอตัว

น.สพ.จดล สุวรรณฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรยัล คานิน (ประเทศไทย) จำกัด คนไทยคนแรกที่เป็น Managing Director ของ Royal Canin ประเทศไทย และอยู่กับ Royal Canin มานานกว่า 15 ปี จึงจะพาเราไปเรียนรู้ 9 เรื่องไม่ลับ ที่ทำให้ Royal Canin อยู่ได้อย่างยั่งยืนเหมือนแมว 9 ชีวิต

1. อาหารสูตรแรกของ Royal Canin คิดค้นโดยสัตวแพทย์ชาวฝรั่งเศส 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1968 นายสัตวแพทย์ชาวฝรั่งเศส ฌอง คาทารี (Jean Cathary) เริ่มต้นคิดค้นอาหารสัตว์ด้วยตนเองจากเคสน้องหมาพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดตัวหนึ่งที่ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหนก็ไม่หายจากโรคผิวหนัง 

“คุณหมอจึงเริ่มคิดว่า you are what you eat และซักประวัติการกินของหมาตัวนั้น ปรากฏว่าน้องหมาได้รับโภชนาการไม่เหมาะสม อาหารสูตรแรกที่คิดค้นขึ้นมาคืออาหารที่ช่วยให้ผิวหนังกับขนแข็งแรง” หมอจดลย้อนเล่าถึงต้นกำเนิด 

เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต เมื่อทีมวิจัยเริ่มใหญ่ขึ้น Royal Canin ก็เริ่มคิดย้อนกลับไปว่าโภชนาการแบบไหนที่จะลดโอกาสการเกิดโรคได้บ้าง ขณะเดียวกันก็เริ่มคิดค้นอาหารสูตรอื่นๆ สำหรับประกอบการรักษาโรคอย่างอาหารสูตรโรคนิ่ว โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคอ้วน 

“อาหารกลุ่มประกอบการรักษาถือเป็นจุดแข็งของแบรนด์ เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของ Royal Canin ที่อยากให้น้องแมวน้องหมาหายป่วยและกลับมามีชีวิตที่ดี” 

หมอจดลเล่าเมื่อเราเผยประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะของคนเลี้ยงสัตว์ ที่ไม่ว่าจะมีอาหารรูปแบบใหม่ๆ มาล่อตาล่อใจมากแค่ไหน แต่เมื่อลูกน้อยสี่ขาป่วยเมื่อไหร่ เราเองและพ่อหมาแม่แมวหลายบ้านก็ต้องกลับไปหา Royal Canin

2. Royal Canin มีสูตรอาหารน้องหมาน้องเหมียวรวมกันมากกว่า 750 สูตร!

อ่านไม่ผิด! คุณหมอยืนยันว่ามีสูตรอาหารมากกว่า 750 สูตรจริงๆ 

เพราะเมื่อจุดเริ่มต้นของ Royal Canin นั้นเกิดจากความรักและวิทยาศาสตร์ หลักการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์จึงมีตั้งแต่ A Better World for Pets, Cats and Dogs First, Science Behind Nutrition จนถึงในปัจจุบันอย่าง Health Through Nutrition  หรือการสร้างสุขภาพที่ดีผ่านโภชนาการที่ถูกต้องเหมาะสม  

นั่นทำให้อาหารของ Royal Canin แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มอาหารสายพันธุ์ที่วิจัยมาแล้วว่าโภชนาการเหมาะสมและมีทั้งอาหารเม็ดที่สอดรับกับกายภาพช่องปาก และอาหารเปียกที่เหมาะสมกับสุขภาพและการดูแลพิเศษ

“เรามีทีมวิจัยแต่ละสายพันธุ์ที่สำนักงานใหญ่ประเทศฝรั่งเศสเลย อย่างเปอร์เซียนั้น การศึกษาวิจัยพบว่าเปอร์เซียเป็นแมวสายพันธุ์หน้าสั้น กายภาพปากจะจับอาหารเม็ดกลมได้ยาก ถ้าเขาทานอาหารเม็ดกลม อาหารก็อาจจะหลุดออกมาข้างปากจนทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและไม่อยากกิน อาหารเม็ดเปอร์เซียของเราเลยเป็นเม็ดกลมเรียวทรงรักบี้เพื่อให้กายภาพเขาจับเม็ดอาหารได้ดีขึ้น

“ตรงข้ามกับพันธุ์วิเชียรมาศที่มีโครงหน้าสามเหลี่ยม และกินอาหารด้วยวิธีงับอาหารเข้าปาก เม็ดอาหารทรง tube เลยจะช่วยให้เขากินได้ง่ายกว่าและช่วยชะลอให้เขากินไม่เร็วจนเกินไป”

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยและกิจกรรม เช่น อาหารสำหรับลูกหมาลูกแมวที่มีโภชนาการสูงเหมาะแก่การเจริญเติบโต อาหารสำหรับหมาแมวเลี้ยงในบ้านที่ทำกิจกรรมน้อย จึงมีปริมาณไขมันต่ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักเกิน และมีสารอาหารที่ช่วยลดกลิ่นอึ 

และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มประกอบการรักษาโรคซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Royal Canin 

3. Royal Canin มีอาหารสูตรสายพันธุ์ ‘ทิเบตัน มาสทิฟฟ์’ ที่ทั้งโลกมีจำนวนประชากรเพียงหลักพัน

จากอาหารกว่า 750 สูตรในข้อที่แล้ว ลูกค้าบางกลุ่มอาจมองในเชิงบวกว่าแบรนด์ใส่ใจกับสัตว์เลี้ยงจริงๆ แต่อีกทางหนึ่งก็อาจส่งผลทางลบว่าสูตรอาหารที่เยอะขนาดนี้ผลิตขึ้นมาเพื่อการตลาดหรือเปล่า 

“เอาจริงๆ มันเป็น commercial ไม่ได้เพราะจำนวนของน้องหมาน้องแมวบางสายพันธุ์ไม่ได้เยอะมากในระดับที่จะสร้างกำไรขนาดนั้น อย่างทิเบตัน มาสทิฟฟ์ เขาเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการโภชนาการเฉพาะเจาะจง เพราะน้ำหนักตัวเต็มที่ประมาณ 70 กิโลกรัม วันหนึ่งๆ เขาต้องกินอาหารเกือบ 1 กิโลกรัม โอกาสที่จะเกิดปัญหาโครงสร้าง ปัญหาน้ำหนักตัวเกินจึงเกิดขึ้นได้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ

“แม้ทั้งโลกจะมีคนเลี้ยงพันธุ์นี้แค่หลักพันกว่าตัว แต่ Royal Canin ก็ยังผลิตสูตรนี้ขึ้นมาเพราะเรามองว่ามันจำเป็น” หมอจดลอธิบาย

4. คอลเซนเตอร์ของ Royal Canin มีลูกค้าคนเดิมโทรมาปรึกษาเรื่องอาหารน้องหมาทุกวัน 

นอกจากอาหารจะต้องเหมาะสมแล้ว Royal Canin เน้นส่งมอบความรู้ให้ทั้งผู้เพาะพันธุ์ ร้านขายอาหารสัตว์ และคุณหมออย่างจริงจังผ่านการเทรนและการทำงานวิจัยร่วมกัน เพราะ Royal Canin เน้นมอบความรู้ให้ทุกคนใน ecosystem นี้ เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องอาหารสัตว์ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การตลาดข้อสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของ Royal Canin แข็งแรง

“ผมมีเพื่อนคนนึงเลี้ยงบูลมาสทิฟฟ์ซึ่งน้ำหนักตัวเต็มที่จะ 70-80 กิโลกรัม เขาให้กินเนื้อออสเตรเลียทุกวัน ปรากฏว่าพอโตขึ้นมาแล้วขาแอ่นซึ่งแก้อะไรไม่ได้แล้ว ผมถามว่าทำไมถึงให้เนื้อออสเตรเลียแทนอาหารสัตว์ เขาบอกว่าเขาคิดว่ามันดีที่สุด แต่จริงๆ แล้วเนื้อมีปริมาณฟอสฟอรัสสูงถึง 3 เท่าซึ่งมีผลทำให้กระดูกไม่บาลานซ์ 

“ปัญหาวันนี้จึงไม่ใช่ว่า Royal Canin ราคาสูง หรืออาหารเม็ดทั่วไปราคาสูง และไม่ใช่ว่าคนเลี้ยงไม่มีความรู้ แต่ความรู้ที่ได้รับมาอาจจะไม่ถูกต้อง ผมเลยมองว่าเราไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขายแต่อาหารน้องแมวน้องหมาแต่เรามีหน้าที่ในการให้ความรู้ที่ถูกต้องด้วย”

นอกจากการให้ความรู้กับพาร์ตเนอร์แล้ว แบรนด์ยังเน้นให้ความรู้โดยตรงกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เรื่องที่น่าสนใจคือทีมวิชาการของ Royal Canin นั้นได้รับคำปรึกษาจากลูกค้าจำนวนมาก ตั้งแต่ภาพไม้บรรทัดวัดขนาดเม็ดอาหารเพื่อสอบถามว่าทำไมขนาดอาหารเม็ดไม่เท่ากัน ไปจนกระทั่งลูกค้าที่โทรถามว่าทำไมวันนี้น้องหมากินน้อยกว่าปกติ

“มีลูกค้าคนนึงโทรมาหาฝ่ายวิชาการของเราเวลาเดิม ทุกวัน แล้วแกก็นั่งนับจำนวนเม็ดอาหารที่หมากินในแต่ละวันด้วย” หมอจดลเล่าเคสสุดน่ารักเคสนี้ให้ฟังพลางหัวเราะ 

5. ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไป ความท้าทายของ Royal Canin ก็เปลี่ยนแปลง

แม้คุณหมอจะเข้ามาทำงานที่ Royal Canin ประเทศไทยได้ 15 ปี แต่ก่อนหน้านั้นคุณหมอคลุกคลีกับแวดวงอาหารสัตว์มานานกว่า 13 ปีแล้ว ถ้าจะถามความเป็นไปของตลาดอาหารสัตว์ในประเทศไทยในแต่ละยุคที่เปลี่ยนผ่าน หมอจดลก็ถือเป็นแหล่งข่าวชั้นเยี่ยม

“ยุคแรกๆ ของตลาดอาหารสัตว์คือยุคที่คนไทยยังไม่มีความรู้ในการเลี้ยงมากนัก ส่วนใหญ่เขาไม่ได้เลี้ยงสัตว์เป็นลูก แต่เลี้ยงหมาเพื่อเฝ้าบ้าน เลี้ยงแมวแบบปล่อยๆ 95% ของอาหารที่หมาแมวได้กินก็คือข้าวคลุกเศษอาหารเหลือ อาหารสำเร็จถือว่าราคาสูง เรียกว่าเป็นยุคที่ความรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ยังน้อย สิ่งที่แบรนด์อาหารสัตว์ต้องทำในยุคนั้นจึงคือการให้ความรู้ว่าอาหารสำเร็จมันดีต่อสุขภาพยังไง”

แต่เมื่อคนเริ่มมีความรู้ แน่นอนว่าอาหารสัตว์แบรนด์อื่นๆ ต่างก็ตบเท้าเข้ามาในตลาดไทย แต่เพราะอาหารสำเร็จนั้นมีหลายเกรด แต่ละเกรดมีราคาที่แตกต่างกัน หมอจดลจึงเรียกว่ายุคนี้คือยุค Distribution Expansion และทำการตลาดโดยเน้นให้ความรู้แก่พาร์ตเนอร์

“Royal Canin ไม่วางขายในโมเดิร์นเทรด เพราะเรามีสูตรอาหารมากกว่า 750 สูตร ถ้าไปวางเฉยๆ โดยไม่มีคนคอยแนะนำ ลูกค้าไม่ซื้อหรอก ตอนนั้นผมเลยเน้นกระจายสินค้า เข้าไปเทรนร้านขายอาหารสัตว์ที่ไม่ค่อยมีระบบ ตั้งแต่สอนการจัดวางสินค้าให้เหมาะกับการถนัดขวาของคนไทย การจัดสินค้าแบบแยกประเภท 

“นอกจากนั้น ยังเทรนคุณหมอตามคลินิกว่าถ้าหมาแมวป่วยควรจะใช้อาหารสูตรไหนประกอบการรักษา จนปัจจุบันเรามีพาร์ตเนอร์คลินิกมากกว่า 1,500 แห่ง และร้านขายอาหารสัตว์อีก 1,200 ร้านทั่วประเทศ”

มาถึงยุคที่ 3 ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน คุณหมอบอกว่านี่คือยุคดิจิทัลที่ Royal Canin ต้องปรับตัวหลายแบบ ทั้งเริ่มพัฒนาแอพพลิเคชั่น Royal Canin Club (RC Club) เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า มีการเทรนให้หมอ คลินิก ผู้เพาะพันธุ์ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงทำการตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง เพราะธุรกิจนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงจาก B2B เป็น B2C มากขึ้น

 “ยุคนี้คือยุคที่ต้องใช้การตลาดออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าเกิด awareness หรือความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง เช่น ถ้าป่วยหรือตั้งท้องต้องเปลี่ยนอาหารนะ ปริมาณโปรตีนที่สูงดีต่อหมาและแมวจริงหรือเปล่า กระทั่งแคมเปญ Take Your Pet to The Vet เพื่อกระตุ้นให้เจ้าของพาน้องหมาน้องแมวไปตรวจสุขภาพประจำปี 

“พอสร้าง awareness เสร็จ เราก็ต้องพัฒนาให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าของเราได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ Royal Canin จึงมี online official store ใน Lazada, Shopee และมี distribution outlet มากขึ้น รวมถึงพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น ให้คุณหมอสั่งอาหารสัตว์ป่วยให้ลูกค้าได้โดยตรง แทนที่เจ้าของแมวที่ป่วยเป็นโรคไตต้องมารับอาหารที่คลินิกทุกเดือน คุณหมอก็สามารถสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นไปส่งถึงบ้านลูกค้าได้เลย” หมอจดลอธิบายถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน และวิธีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย

6. สายพันธุ์น้องหมายอดนิยมในไทยคือปอมเมอเรเนี่ยน ส่วนสายพันธุ์น้องแมวยอดนิยมคือเปอร์เซีย!

คุณภาพอาหารคือสิ่งที่ Royal Canin ให้ความสำคัญที่สุดก็จริง แต่การพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุดต้องมาจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การเก็บสถิติและข้อมูลต่างๆ จึงเป็นหน้าที่ที่ Royal Canin ทุกประเทศต้องทำอยู่เสมอ เพราะปลายทางของข้อมูลคือการสร้าง ecosystem ให้กับธุรกิจ 

การเก็บข้อมูลของ Royal Canin นั้นมีหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในวิธีการเก็บข้อมูลอันชาญฉลาดคือการพัฒนาแอพพลิเคชั่น RC Club ที่ปัจจุบันมีเหล่าทาสหมาทาสแมวดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 600,000 คน และมีโปรไฟล์สัตว์เลี้ยง 300,000 โปรไฟล์ ภายใน 3 ปี คุณหมอยังตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2025 จะต้องมีคนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นรวม 1 ล้านคน และมีโปรไฟล์สัตว์เลี้ยง 500,000 โปรไฟล์

“เราอาจจะเห็นว่าคนกลับมาเลี้ยงโกลเดนรีทรีฟเวอร์กันเยอะขึ้น แต่สายพันธุ์น้องหมายอดนิยมกลับเป็นสายพันธุ์เล็กและกลางอย่างปอมเมอร์เรเนี่ยน ชิวาว่า และเฟรนช์บูลด็อก ส่วนสายพันธุ์น้องแมวที่คนเลี้ยงมากที่สุดยังคงเป็นเปอร์เซีย แม้คนจะนิยมเลี้ยงสก็อตติช, บริติช, เมนคูนมากขึ้นก็ตาม

“แอพพลิเคชั่นยังบอกเราได้อีกว่าคนเลี้ยงส่วนใหญ่คือวัยทำงาน รองลงมาคือคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนวัยที่มาแรงคือวัยเรียน นอกจากนั้น ยังบอกได้อีกว่าแมวในแอพฯ ส่วนใหญ่เป็นโรคไตและนิ่วกันมากที่สุด ส่วนน้องหมาก็มักจะเป็นโรคไตและโรคผิวหนัง”

ที่สามารถรวบรวมจำนวนสัตว์เลี้ยงในแอพฯ ได้เยอะขนาดนี้ เพราะ Royal Canin ดึงดูดลูกค้าด้วยการแจกตัวอย่างอาหารฟรีเมื่อดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น นอกจากได้ข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ ยังได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อีกด้วย

“ในแอพพลิเคชั่นเรามีกิจกรรมให้เจ้าของทำเยอะมาก เช่นพอครบวันเกิดก็จะมี Happy Birthday Voucher ส่งไป ทุกๆ การซื้อเขาก็จะเข้าไปเก็บพอยต์เอาไปแลกของรางวัลได้ นอกจากนั้นเรายังให้ความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์หรือช่วงอายุของเขาได้ด้วย”

การแจกตัวอย่างอาหาร การเก็บข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่น การสื่อสารโดยตรงกับลูกค้า รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพของสัตว์เลี้ยงตรงนี้เองที่ทำให้คนที่มีศักยภาพจะเป็นลูกค้ารู้สึกเชื่อมั่น และกลายมาเป็นกลุ่มลูกค้ารอยัลตี้ของ Royal Canin ในที่สุด

7. Vet Service ถือเป็น AI ตัวแรกๆ ที่ Royal Canin พัฒนาเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค!

Royal Canin อยู่ภายใต้บริษัท Mars Petcare ที่นอกจากจะทำธุรกิจอาหารสัตว์ ยังมีธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ที่ในอนาคตมีแผนจะขยายเข้ามาในประเทศไทยด้วย การเก็บข้อมูลเพื่อสร้าง pet ecosystem ที่ทำให้แต่ละธุรกิจของ Mars เข้าไปอยู่ในทุกช่วงชีวิตของสัตว์เลี้ยงได้จึงสำคัญกับธุรกิจมาก 

นอกจากจะทำให้รู้อินไซต์ของลูกค้า รู้เทรนด์ตลาดอาหารสัตว์ ก็ยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้แบรนด์กลายเป็นผู้นำในตลาดนี้ได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจคำว่า pet ecosystem ได้ดีคือ Vet Service หรือ AI ช่วยวินิจฉัยโรคที่ Royal Canin พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มี

“เมื่อเจ้าของพาน้องหมาน้องแมวไปพบคุณหมอ คุณหมอก็ซักประวัติ แล้วใส่ข้อมูลเข้าไปใน Vet Service จากนั้น AI จะวิเคราะห์เบื้องต้นว่าน้องหมาน้องแมวตัวนี้น้ำหนักเกินไหม โรคที่มีโอกาสจะเป็นคืออะไร ทำให้คุณหมอโฟกัสได้ง่ายขึ้น จากนั้น AI จะสามารถแนะนำสูตรอาหารที่เหมาะสมกับน้องหมาน้องแมวตัวนั้นรวมถึงปริมาณอาหารต่อวันที่ควรกิน ทำให้คุณหมอติดตามอาการได้ง่ายขึ้น”

ตอนนี้ Vet Service กระจายไปยังคลินิกกว่า 300 แห่งทั่วไทย และจากงาน Pet Expo ปี 2566 ครั้งล่าสุดนี้ก็มีน้องหมาน้องแมวทดลองใช้ AI ในงานไปแล้วกว่า 350 ตัวภายใน 4 วัน 

“เรายังเก็บข้อมูลมูลของน้องหมาน้องแมว เพื่อเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยวินิจฉัยรูปร่างของมูลที่ดีและไม่ดีได้ด้วย”  

8. ความรักที่มีต่อน้องหมาน้องแมวคือแรงจูงใจสำคัญในการทำงานของทีม Royal Canin

  ได้ชื่อว่าเป็นหมอ เชื่อว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องรักสัตว์อยู่แล้ว แต่สำหรับหมอจดล มากกว่าอยากให้สัตว์หายป่วย เป้าหมายตั้งแต่เด็กของเขายังคือการได้ทำงานที่ช่วยพัฒนาให้สัตว์ทุกตัวมีสุขภาพดี 

“ผมรู้ตัวเองว่าอยากเป็นสัตวแพทย์มาโดยตลอด แต่พอเรียนจบจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ผมก็หันมาเป็นเซลส์ที่ทำเกี่ยวกับโภชนาการอาหารสัตว์ เพราะผมคิดว่าเป็นหมอได้ช่วยหมาแมวได้หลักหมื่น แต่ถ้าเราทำเรื่องโภชนาการ ผมน่าจะช่วยหมาแมวได้เป็นล้าน” 

ปัจจุบันคุณหมอทำงานที่ Royal Canin ประเทศไทยมานานกว่า 15 ปี และได้เข้าใจว่าคนที่จะอยู่กับ Royal Canin ได้นั้น จะต้องเป็นคนที่มีแพสชั่นกับวงการนี้จริงๆ เช่นเดียวกับที่คุณหมอใช้มันขับเคลื่อนชีวิตการทำงานในตลาดอาหารสัตว์มาโดยตลอด

“แต่ก่อนออฟฟิศเรามีกันแค่ 25 คนเอง”​ หมอจดลเล่า “แต่พอตอนนี้เราเป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้น มีพนักงานรวม 100 คน การบริหารคนก็เป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่ผมพูดกับทีมเสมอคือถ้าไม่คุยกันแล้วงานไม่เดิน หมาแมวไม่ได้กินอาหารนะ 

“สำหรับ Royal Canin การทำให้ธุรกิจมันกำไรเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่มากกว่ากำไรขาดทุนความรักและแพสชั่นของทีมยังสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานด้วย ในปีหนึ่งๆ เราไม่ได้ดูแค่ว่าเราได้กำไรเท่าไหร่อย่างเดียว แต่สิ่งที่พนักงานภูมิใจคือปีนี้เรามีน้องหมาน้องแมวกิน Royal Canin เพิ่มขึ้นกี่แสนตัว ปีนี้เขามีส่วนช่วยให้น้องหมาน้องแมวมีสุขภาพที่ดีได้อยู่กับเจ้าของไปได้นานๆ เยอะแค่ไหน

“ถ้าไปเดิน Pet Expo จะเห็นว่าคนที่อยู่ในบูทของเราคือทีมงานเราเองทั้งหมด เพราะการได้ไปคุยกับลูกค้ามันได้ทั้งข้อมูลและกำลังใจในการทำงาน อย่างผมเองก็ไปตลอดแล้วก็ใช้เวลานานมากกว่าจะได้ขายได้สักถุงนึง เพราะเราไปคุยซะเยอะ ให้ข้อมูลซะเยอะ” 

9. GDP ของตลาดอาหารสัตว์จะโตกว่า GDP ประเทศ 1-2% เสมอ

คนนอกวงการอาหารสัตว์อาจเพิ่งเห็นโอกาสของธุรกิจในแวดวงนี้จากช่วงโควิด-19 ที่คนนิยมเลี้ยงสัตว์แก้เหงา และเลี้ยงสัตว์เป็นลูกกันมากขึ้น แต่สำหรับหมอจดล ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการนี้มานานกว่า 30 ปี ตลาดอาหารสัตว์นั้นมีโอกาสให้เติบโตมาตั้งแต่อดีต

“ไม่เคยมีปีไหนที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงจะโตต่ำกว่า GDP ของประเทศ ความหมายก็คือถ้า GDP ประเทศคือ 2% ตลาดอาหารสัตว์จะโต 3-4% และยิ่งเป็นอาหารกลุ่มซูเปอร์พรีเมียมแบบ Royal Canin ก็จะโต 5-6%

“ยิ่งช่วงโควิดตลาดมันโต 10-11% คนจึงเริ่มเห็นว่าตลาดนี้มันน่าเล่นบวกกับการทำแบรนด์ก็ไม่ยาก เลยกระโดดเข้ามากันเยอะ ใครเข้ามาก็โต ถ้าไม่โตต้องถามตัวเองแล้วว่าทำอะไรผิดไปไหม แต่หลังจากโควิด-19 ที่คนเริ่มรับเลี้ยงสัตว์กันน้อยลง ตลาดอาหารสัตว์ก็จะเริ่มชะลอตาม และปีหน้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะอยู่ใครจะไป หรือกลยุทธ์การตลาดที่ใช้อยู่มันเวิร์กจริงไหม

“สำหรับ Royal Canin ที่เราเป็นตัวนำอัตราการเจริญเติบโตของ GDP และเราอยู่ท็อปของพีระมิด เราไม่สามารถที่จะรอให้ตลาดโตแบบแบรนด์อื่นๆ ถึงจะมาดึงคนให้ซื้อได้ แต่เรามองว่าเราต้องสร้างตลาดนี้ขึ้นมาเองผ่านการทำการตลาดที่เราเชื่อ

“นั่นก็คือการทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของการให้อาหารที่มีโภชนาการเหมาะสมผ่านการให้ความรู้ คอนเทนต์​ แคมเปญ และการเทรนพาร์ตเนอร์ เพื่อให้คนที่มีศักยภาพที่จะซื้อกลายมาเป็นลูกค้าของเราจริงๆ” หมอจดลทิ้งท้ายถึงเป้าหมายที่ตั้งใจ

What I’ve Learned
1. Royal Canin ไม่ใช่ธุรกิจ FMCG (Fast-Moving Consumers Goods) หรือกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ชนิดที่ขายได้ง่าย เร็ว และขายได้อยู่เสมอ ดังนั้น แม้จะเป็นองค์กรนานาชาติ แต่แพสชั่นยังคงสำคัญในองค์กรนี้
2. เราไม่สามารถรอให้ตลาดโตด้วยตนเองได้ แต่เราต้องสร้างตลาดของเราขึ้นมาเอง 
3. ธุรกิจที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในกระแสตลาดที่ผันผวนคือธุรกิจที่มี core value แข็งแรง นั่นคือมีคุณภาพ มีจุดยืน และทำการตลาดอย่างไม่ฉาบฉวย

Writer

กองบรรณาธิการไลฟ์สไตล์ที่มีแมวเป็นแรงผลักดันในการทำงาน

Photographer

ช่างภาพและ baker ฝึกหัด

You Might Also Like