ไซด์เอฟเฟกต์

‘Predator’ ปั่นไซด์โค้งเปลี่ยนโลกลูกหนัง

Match : Wimbledon FC vs Manchester United
Date : 17 สิงหาคม 1996

การแข่งขันเดินทางมาถึงในช่วงท้ายของเกมแล้ว ด้วยสกอร์นำ 2-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมคว้าชัยชนะเหนือวิมเบิลดันได้อย่างแน่นอนในเกมเปิดสนามฤดูกาล 1996-1997

แต่ก่อนเสียงนกหวีดสุดท้ายจะดังขึ้น ได้เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในเวลาต่อมา

ไอ้หนุ่มฝรั่งหน้าตี๋ ได้บอลแถวกลางสนาม สายตาของเขาเหลือบมองไปข้างหน้าเห็นนีล ซัลลิแวน ผู้รักษาประตูคู่แข่งออกมายืนห่างจากเส้นประตูเป็นระยะหลายหลาอยู่ ถ้าลองลักไก่ยิงไกลก็ดูน่ารักน่าลุ้นอยู่เหมือนกัน

“ลองดู!” ว่าแล้วไอ้หนุ่มหน้ามนที่ต่อมากลายเป็นไอคอนของโลกฟุตบอล ก็ตัดสินใจหวดบอลจากแถวกลางสนาม บอลนั้นลอยโด่งก่อนจะมุดเข้าประตูไปอย่างน่ามหัศจรรย์ กลายเป็นประตูที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของ เดวิด เบ็กแฮม ทันที

เช่นเดียวกับ ‘adidas Predator’ รองเท้าที่เปลี่ยนโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

1.

ในเกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2023-2024 นัดซูเปอร์บิ๊กแมตช์ระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับลิเวอร์พูล ที่สนามเอทิฮัดสเตเดียม ได้มีเรื่องราวเล็กๆ ที่แฟนฟุตบอลจำนวนหนึ่งพึงสังเกตเห็น

เรื่องเล็กๆ ที่ว่านั้นคือรองเท้าฟุตบอล หรือ ‘สตั๊ด’ ของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ผู้เล่นตำแหน่งแบ็กขวาคนสำคัญของทีม​ ‘หงส์แดง’ ที่ดูแปลกตากว่าปกติ

รองเท้าคู่นั้นมีสีขาว ด้านข้างมีแถบสีแดง 3 แถบ แต่ที่โดดเด่นและสะดุดตามากกว่าคือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีลิ้นรองเท้ายาวลงมาปิดห่อหุ้มเชือกรองเท้าด้านในอีกที และที่สำคัญคือลิ้นรองเท้านั้นมีสีแดง

‘รองเท้าขาวลิ้นแดง’ ในกล่องความทรงจำของแฟนฟุตบอลที่ติดตามเกมมายาวนานมากกว่า 20 ปีก็จะรู้กันดีว่ามันคือรองเท้า adidas Predator ของเดวิด เบ็กแฮม!

เรื่องราวยิ่งสนุกและตื่นเต้นยิ่งขึ้นเมื่อสตาร์ของทีมลิเวอร์พูลคนนี้ยังเป็นคนทำประตูสำคัญในช่วงก่อนหมดเวลาการแข่งขันไม่นานนัก ด้วยการยิงจากนอกกรอบเขตโทษเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม เป็นประตูที่ช่วยทำให้ลิเวอร์พูลตีเสมอเป็น 1-1 ซึ่งเป็นสกอร์สุดท้ายของเกมนี้

หลังเกมจบลงวงเสวนาภาษาลูกหนังบนโลกโซเชียลมีเดียก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและตั้งคำถามกันอย่างสนุกสนาน โดยหนึ่งในประเด็นที่พูดคุยกันคือรองเท้าปริศนาที่เทรนต์สวมใส่

“นี่เทรนต์เปลี่ยนมาใส่ adidas แล้วเหรอ?”

“นั่นมันรองเท้ารุ่นอะไร ใช่ Predator หรือเปล่านะ?”

“ลิ้นแดงแบบนี้มันคือรองเท้าของเบ็กแฮมเป๊ะเลย”

ใช่ ใช่ไหมนะ

2.

ในชีวิตคน สิ่งที่จะกำหนดว่าเราจะได้เป็นอะไร ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้มีแค่ความตั้งใจ

บ่อยครั้งที่โชคชะตานำพาเราไปเอง

เหมือนเช่น เคร็ก จอห์นสตัน นักฟุตบอลชาวออสเตรเลียที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมลิเวอร์พูลยุคเกรียงไกรยิ่งใหญ่คับฟ้าในช่วงทศวรรษ 1980 เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่เหมือนอยู่ในความฝัน แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อสิ่งที่สำคัญกว่า 

จุดเปลี่ยนนั้นเกิดจากการที่พี่สาวของเขาเกิดล้มป่วยหนักในระหว่างอยู่ที่ประเทศโมร็อกโกในช่วงต้นปี 1988 และจำเป็นจะต้องถูกส่งตัวกลับมารักษาที่บ้านเกิดในประเทศออสเตรเลีย และต้องการใครสักคนที่จะคอยดูแล

จอห์นสตันอยู่เล่นกับลิเวอร์พูลจนจบฤดูกาลในเดือนพฤษภาคมก่อนตัดสินใจเดินทางกลับออสเตรเลียโดยไม่คิดที่จะหวนกลับมาอีก 

แต่เพราะชีวิตรักและผูกพันกับเกมฟุตบอล เขายังคงเล่นฟุตบอลอยู่ที่บ้าน จนวันหนึ่งมีกลุ่มเด็กๆ เดินมาเคาะประตูหน้าบ้าน

ก๊อก ก๊อก!

“น้าช่วยสอนผมเล่นฟุตบอลหน่อยสิครับ”

จอห์นสตันที่มีเวลาว่างเหลือเฟือยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะสอนเด็กๆ เหล่านี้ โดยในแต่ละวันก็จะมีบทเรียนลูกหนังที่แตกต่างกันออกไป

จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่จอห์นสตันจะสอนเรื่องของการยิงฟรีคิกแบบปั่นโค้งๆ

“ดูนี่นะ ถ้าเราอยากจะปั่นบอลให้โค้งๆ เนี่ยเราต้องเตะที่ด้านข้างของลูก มันจะคล้ายๆ กับเวลาเราตีลูกสปินตอนเล่นปิงปองนี่แหละ”

เด็กๆ ได้ฟังแล้วก็มองหน้าจอห์นสตัน

“ก็น้าเป็นนักบอลน้าก็พูดง่ายสิ น้าดูรองเท้าของเราก่อน มันทำมาจากหนังนะ แถมยังเปียกแล้วก็ลื่น แล้วก็ไม่ได้มียางแบบไม้ปิงปองแปะอยู่บนนี้ด้วย”

ทันทีที่เด็กๆ พูดจบ เหมือนมีหลอดไฟดวงใหญ่ปรากฏบนหัวของจอห์นสตัน

3.

ความตั้งใจแรกของจอห์นสตันคือการสร้างรองเท้าฟุตบอลที่จะช่วยให้เด็กๆ เตะลูกโค้งได้ง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งที่เขาทำก็เป็นการต่อยอดจากคำพูดของเด็กๆ ด้วยการกลับบ้านแล้วลอกแผ่นยางบนไม้ปิงปองออกมา ก่อนจะตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทากาวเอาแปะไว้ที่ด้านในของรองเท้าฟุตบอล

ถึงหน้าตาของมันจะดูไม่เข้าท่านัก แต่ผลการทดลองถือว่ามีบางอย่างที่น่าสนใจ เพราะตอนที่เอาไปลองปั่นโค้งดูปรากฏว่านอกจากวิถีลูกจะเหมือนสั่งได้แล้ว ยังมีเสียงในจังหวะรองเท้ากระทบบอลที่น่าประทับใจด้วย

จอห์นสตันรู้แล้วว่าไอเดียของเขาอาจเปลี่ยนแปลงวงการรองเท้าฟุตบอลได้เลย

ว่าแล้วเขาก็ใช้เวลาในการพยายามสร้างรองเท้า ‘โปรโตไทป์’​ หรือตัวทดลองขึ้น ใช้เงินทองไปไม่น้อย แล้วรีบจดสิทธิบัตรเอาไว้ป้องกันไม่ให้ใครมาขโมยไปในอนาคต

สิ่งต่อไปที่นักเตะออสซี่ทำคือการพยายามเร่ขายฝันของเขาให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง adidas, Puma และ Nike แต่ไม่มีใครเลยที่ตอบรับหรือสนใจที่จะพูดคุย

แต่จอห์นสตันยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาเอาหัวใจมาเป็นตราชั่ง เอาความรู้สึกเป็นเข็มทิศนำทาง 

“ถ้าอยากจะให้ใครสักคนช่วยผลิตรองเท้าในความฝันของเขาให้ออกมาเป็นความจริง มันควรจะเป็นที่ไหนกันแน่นะ”

หัวใจของเขาบอกว่าไม่มีที่ไหนจะดีกว่า adidas ยักษ์ใหญ่ผู้มาก่อนใครและสร้างตำนานมากมายในวงการลูกหนังอีกแล้ว

ว่าแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ทันที และใช้ความทรงจำนำทางให้ไปโผล่ที่สโมสรบาเยิร์น มิวนิกเพื่อหวังจะพบใครสักคนที่จะช่วยเชื่อมจุดให้เขาต่อ

ปรากฏว่าจอห์นสตันได้พบกับฟรานซ์ เบ็กเคนเบาเออร์, คาร์ล ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ และพอล ไบรต์เนอร์ สามตำนานของทีมเสือใต้เข้าพอดี และมีโอกาสได้ขายไอเดียให้ ซึ่งถึงแม้ว่ารองเท้าต้นแบบของเขาจะไม่ได้ดูสวยงามอะไรนัก แต่ทั้งสามรู้สึกสนใจและขอให้เขาช่วยทำรองเท้าให้หน่อย เพื่อจะใส่เล่นในช่วงงานเทศกาลของเมือง

คำสั่งซื้อ 3 คู่แรกได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว จอห์นสตันรีบผลิตก่อนจะส่งให้ทั้ง 3 ใส่เล่นในงานเทศกาล โดยที่ตัวเขาเองนอกจากจะมาส่งรองเท้าด้วยตัวเองแล้วยังขอโอกาสในการบันทึกวิดีโอเก็บไว้ด้วย

ภาพวิดีโอการเล่นฟุตบอลของเบ็กเคนเบาเออร์ รุมเมนิกเก้ และไบรต์เนอร์ถูกส่งไปยังสำนักงานใหญ่ของ adidas ที่เมืองนูเรมแบร์ก โดยที่เจ้าตัวได้ขอโอกาสในการเข้าพบกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อเดิมพันการขายฝันครั้งสุดท้าย

ในทีแรกไม่มีใครสนใจไอเดียรองเท้าของจอห์นสตันเลย เพราะตลาดรองเท้าฟุตบอลในยุคนั้นดูกันแค่ 3 องค์ประกอบสำคัญคือ คุณภาพของหนังที่นำมาใช้ผลิต ประเภทของปุ่มหรือ ‘สตั๊ด’ (ซึ่งเป็นคำที่คนไทยใช้เรียกรองเท้าฟุตบอล) และสุดท้ายคือสีสันว่าจะดึงดูดใจลูกค้าแบบไหน

แต่ทันทีที่จอห์นสันเปิดวิดีโอขึ้นจอ แม้คุณภาพของมันจะค่อนข้างต่ำ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ผู้บริหารเหล่านั้นก็รู้ได้ในทันทีว่า 3 คนที่ปรากฏตัวคือใครบ้าง 

แล้วเสียงปรบมือแปะแรกก็ดังขึ้น

ก่อนที่เสียงปรบมืออีกหลายแปะจะดังตามมา

adidas ตกลงซื้อไอเดียของเขา การเซ็นสัญญามีขึ้นแทบจะทันที ในข้อแม้ว่า adidas ขอเป็นผู้ออกแบบและดูแลการผลิตเอง 

โดยที่วันนั้นไม่มีใครรู้ว่านี่คือวันเกิดของแบรนด์รองเท้าฟุตบอลที่ทรงพลังที่สุดแบรนด์หนึ่งตลอดกาล

4. 

ความจริงแล้ว adidas ซึ่งก่อตั้งโดยอดอล์ฟ (หรืออาดี) ดาสเลอร์ เป็นผู้ผลิตรองเท้าที่นำสมัยกว่าใครเพื่อนมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเลยทีเดียว

อดอล์ฟและพี่ชายรูดอล์ฟ สองพี่น้องตระกูลดาสเลอร์ ตั้งร้านรองเท้าขึ้นมาในบ้านของแม่ตั้งแต่ปี 1924 (ใช่ ปีนี้ครบรอบ 100 ปีพอดี) โดยใช้ชื่อว่า ‘Gebrüder Dassler Schuhfabrik’ หรือโรงงานรองเท้าพี่น้องดาสเลอร์

สิ่งที่ทำให้โรงงานเล็กๆ แห่งนี้โด่งดังขึ้นมาคือเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเริ่มจากการสร้างรองเท้าวิ่ง (Spike) ที่ยอดเยี่ยมจนสร้างชื่อในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1936 ที่กรุงเบอร์ลิน ผ่านสุดยอดนักวิ่งอย่างเจสซี โอเวนส์​ 

จากนั้นพี่น้องจะเกิดปัญหาไม่ลงรอยกันจนแยกตัวออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง แต่ ‘adidas’ ของอดอล์ฟก็ยังรักษาแนวทางการสร้างสรรค์ได้ ซึ่งหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดคือการสร้างนวัตกรรมรองเท้าฟุตบอลที่เปลี่ยนปุ่ม (สตั๊ด) ได้

รองเท้าฟุตบอลนี้กลายเป็นอาวุธลับทำให้ทีมชาติเยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกได้ในปี 1954 ด้วยการล้มสุดยอดทีมของโลกในเวลานั้นอย่างฮังการีในรอบชิงชนะเลิศที่ได้รับการขนานนามว่า ‘ปาฏิหาริย์แห่งแบร์น (Miracle of Bern)’

โดย 3 แถบสีขาวที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอล adidas ก็ถือกำเนิดในเกมนั้น ด้วยความที่อาดี ดาสเลอร์ ต้องการให้รองเท้าโดดเด่นเป็นที่จดจำจึงเอานิ้วจุ่มสีขาวแล้วป้ายเข้าที่ด้านข้างของรองเท้า

หลังจากนั้น adidas ต่อยอดสร้างสรรค์รองเท้าฟุตบอล (และรองเท้าทุกประเภท) เรื่อยมา โดยรุ่นที่อมตะตลอดกาลที่ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้คือรุ่น Copa Mundial (แปลว่าฟุตบอลโลกในภาษาสเปน เพราะทำมาต้อนรับฟุตบอลโลก 1982 ที่สเปน)

รองเท้ารุ่นนี้วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1979 ซึ่งสิ่งที่มอบให้แก่ผู้สวมใส่คือเรื่องของความทนทาน (durability) และความมั่นคง (stability) โดยที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน Copa Mundial ก็แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เรายังสามารถตามหารองเท้ารุ่นนี้ได้เสมอ และนักเตะหลายคนก็ยังสวมใส่ลงสนามเหมือนเดิม

แต่สำหรับ Predator แล้วมีความแตกต่างกันออกไป

5. 

รองเท้า Predator รุ่นแรก (The Original) ออกวางจำหน่ายในปี 1994 โดยที่จอห์นสตันเห็นแล้วก็ได้แต่อมยิ้มเพราะรองเท้านี้มีเอกลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับต้นแบบที่เขาทำไว้ โดยเฉพาะแถบยางที่ติดอยู่แถวข้างเท้าด้านใน การออกแบบทำให้รองเท้าดูดุดันสมชื่อ ‘นักล่า’ (ยุคนั้นหนังตระกูล Predator คือหนังขึ้นหิ้งระดับตำนาน) และมีสีแดงเป็นลวดลายเร่าร้อน

แต่ทีเด็ดอยู่ที่คำโฆษณาที่ต้องบอกว่านึกว่ามาจากวัดไร่ขิง!

‘100% Legal 0% Fair’

แปลเป็นไทยได้ความทำนองว่า “ถูกกฎร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ยุติธรรมสักเปอร์เซ็นต์”

ก๊อบปี้ของโฆษณาตัวนี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในโลกฟุตบอล เพราะลำพังด้วยดีไซน์ของ Predator ก็แตกต่างจากรองเท้าสตั๊ดทั่วไปอยู่แล้ว เรียกว่าทั้งฉีกและล้ำกว่าทุกรุ่นทุกยี่ห้อในตลาด แต่คำโฆษณานี้ทำให้เกิดกระแสการอยากรู้อยากลองของนักเตะแข้งทอง แข้งเงิน หรือแข้งสัมฤทธิ์

word of mouth ทำให้ทุกคนอยากลองรองเท้ารุ่นนี้ และเกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันระงมตามสนามฟุตบอลว่าถ้าใครใส่รองเท้า Predator ก็จะเล่นเก่งขึ้นทันที ที่สำคัญคือนอกจากจะยิงได้หนักหน่วงขึ้นแล้ว ยังปั่นโค้งๆ ได้ดังใจนึกด้วย

ลองจินตนาการว่ายุคนั้นคือปี 1994 เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มต้น ไม่มีการใช้แพร่หลายมากนัก แต่กระแสการบอกปากต่อปากทำให้ Predator กลายเป็นรองเท้าสุดฮอตที่ขายดิบขายดีจนแทบหาของไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงกับนักเตะตาสีตาสาที่เล่นตามสวนสาธารณะ แม้แต่นักฟุตบอลระดับสตาร์เองก็อยากลองแต่หาของลำบาก

นั่นเป็นโอกาสของ adidas ที่จัดส่งรองเท้าให้เหล่านักเตะไปสวมใส่กัน ซึ่งนักเตะดังในยุคแรกๆ ที่ใส่ Predator วาดลวดลายในสนามแล้วโดดเด่นจัดๆ มีตั้งแต่ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร โกลเดนบอยของวงการฟุตบอลอิตาลี, ซีเนดีน ซีดาน อัครมหาศิลปินลูกหนังชาวฝรั่งเศส, พอล แกสคอยน์ อัจฉริยะลูกหนังที่มีพรสวรรค์สูงสุดของอังกฤษ

และเดวิด เบ็กแฮม ยอดดาวรุ่งที่แจ้งเกิดจากการยิงไกลครึ่งสนามในเกมกับวิมเบิลดัน ด้วยรองเท้า adidas Predator Touch ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 และเป็นรุ่นแรกที่มีการเพิ่มลิ้นรองเท้าสีแดงเข้ามาด้วย

โดยที่หลังจากนั้นอีกหลายรุ่นถัดมา Predator เป็นรองเท้าที่มีเอกลักษณ์เพิ่มเติมคือต้องมีลิ้นรองเท้า และสีที่ขายดีที่สุดล้วนแต่เป็นรุ่นที่มีลิ้นรองเท้าสีแดง

ใครบ้างจะไม่อยากลองใส่ Predator แล้วพยายามดึงลิ้นออกมาให้ลึกที่สุดแล้วใช้แถบยางรัดมัดไว้ที่ปุ่มสตั๊ดคู่หน้าสุดให้เท่เหมือนเบ็กแฮม?

6.

ถ้าเราหยิบรองเท้า Predator มาชำแหละ เราจะพบว่ามีองค์ประกอบหลักๆ ของรองเท้าอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

อย่างแรกคือส่วนของอัปเปอร์รองเท้าที่จะมีการออกแบบลวดลายดุดัน วัสดุที่ใช้เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่มีการพัฒานาขึ้นเรื่อยๆ

อย่างต่อมาคือแถบปั่นที่เป็นของที่ขาดไม่ได้

และอย่างสุดท้ายคือพื้นรองเท้าที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

แต่สิ่งที่ทำให้ Predator เป็นรองเท้าฟุตบอลที่เป็นอมตะไม่มีวันตายคือดีเอ็นเอของมัน ได้แก่เรื่องของคุณภาพ (quality), นวัตกรรม (innovation) และสุดท้ายคือ positioning ของผลิตภัณฑ์

Predator เป็นรองเท้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเสมอโดยใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของยุคสมัย ต้องมีคุณภาพที่ดีทนทานซึ่งเป็นเรื่องของการผลิต

ส่วนจุดที่ทำให้รองเท้าสายนักล่าพิชิตใจทุกคนได้คือจุดยืนในการเป็นรองเท้าที่เกิดมาเพื่อช่วยให้ทุกคนเตะฟุตบอลได้หนักแน่นและแม่นยำขึ้น (powerful and precision) ซึ่งแน่นอนหัวใจสำคัญคือ ‘แถบปั่น’ ที่เกิดจากแนวคิดของจอห์นสตัน

เพียงแต่ในแต่ละรุ่นที่ออกวางจำหน่ายจะมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาไปเรื่อย ไม่ว่าจะเพื่อประสิทธิภาพ หรือเพื่อความสวยงาม เช่น ในรุ่น Accelerator ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1998 นอกจากลิ้นรองเท้าที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว แถบปั่นที่เคยมีหน้าตาเหมือนครีบปลาก็มีการปรับดีไซน์ให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น และทำให้รองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้า Predator ที่อยู่ในใจแฟนๆ ตลอดกาล

แต่พอถึงรุ่น Precision ที่วางจำหน่ายในอีก 2 ปีถัดมาแถบปั่นได้เปลี่ยนมาเป็นแถบยางที่ดูเรียบร้อย น้อยแต่มาก และกลายเป็นแนวทางใหม่ในอีกหลายรุ่นต่อมา

adidas เคยประสบปัญหาในการค้นหาแนวทางใหม่ๆ ให้ Predator จนเหมือนจะหลงทางไปตั้งแต่รุ่น Predator 18, Predator 20, Predator Freak ซึ่งพยายามจะตีความใหม่ ทดลองเรื่องของการเปลี่ยนแถบปั่นมาเป็นปุ่มหนาม 

แต่สุดท้ายแล้ว adidas พบว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ Predator คือการได้พาทุกคนเดินทางย้อนเวลากลับไปหาความทรงจำเดิมๆ เพิ่มเติมด้วยความรู้สึกใหม่ๆ

“ในตอนที่เราจะเริ่มสร้าง Predator หรือรองเท้ารุ่นอะไรก็ตาม เราจะกลับไปดูบันทึกเก่าๆ ของเราเสมอ ซึ่งมันล้วนแล้วแต่มีความน่าประทับใจในแบบของมันเอง เราจะเริ่มทุกอย่างจากจุดนั้นเพราะเราอยากจะได้ความรู้สึกของวันเก่าๆ กับทุกสิ่งทุกอย่างที่รองเท้าตระกูลนี้เคยเป็นมา” มาห์ซา อาร์ยาน ผู้อำนวยการแผนกรองเท้าฟุตบอลของ adidas กล่าวถึงรองเท้า Predator 24 รองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกวางจำหน่ายในเดือนมกราคม 2024 ได้สร้างความตื่นเต้นอย่างมากสำหรับคนรักรองเท้าฟุตบอล

เพราะด้วยดีไซน์รองเท้าสีดำ แถบขาว และมีลิ้นสีแดง (แอบส้มหน่อยๆ) ที่มีตัวเลข ‘30’ ซ่อนอยู่ด้านในถือว่าเป็น Predator ที่ถูกทุกข้อ เป็นการฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษของรองเท้าตระกูลนี้ได้อย่างยิ่งใหญ่

นอกจากภาพของเหล่านักเตะจำนวนมากที่สวมใส่รองเท้านี้ลงแข่งในโทรทัศน์ เชื่อว่ามีหลายคนที่จะได้เห็นภาพของเหล่านักเตะสมัครเล่นที่ต่างอวดรองเท้าสตั๊ดคู่ใหม่ของพวกเขาที่ต้องแย่งชิงทุ่มทุนกันมาอย่างยากลำบาก จนกลายเป็นของหายาก ราคาถูกปั่นขึ้นอีกหลายพันบาท ทั้งๆ ที่ไม่ได้ถึงกับเป็นรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดอะไร 

สิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้

7. 

สำหรับ adidas รองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ช่วยพลิกโชคชะตาของบริษัท

จากปี 1992 ที่ตัวเลขบัญชีติดลบเกือบจะล้มละลาย ในปี 2001 ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีทำรายได้จากการขายรองเท้าถึง 6,000 ล้านยูโร และตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 21,000 ล้านยูโร ในปี 2021

แน่นอนว่าตัวเลขทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจาก Predator อย่างเดียวแต่รองเท้าตระกูลนักล่าก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล ซึ่งเชื่อว่าตัวเลขรายได้รวมถึงยอดจำหน่ายของ Predator 24 น่าจะสูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน เมื่อดูจากกระแสตอบรับในเวลานี้

แต่สิ่งที่ไม่สามารถนำตัวเลขใดมาคำนวณได้คือคุณค่าของรองเท้ารุ่นนี้ที่เปลี่ยนแปลงโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

ในตลาดการแข่งขัน ผู้ผลิตรายอื่นต้องปรับตัวตาม Nike ถึงกับต้องสร้างรองเท้าตระกูล Mercurial ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับ Predator และเกิดการแข่งขันในเรื่องของนวัตกรรมในรองเท้าฟุตบอลซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รองเท้าฟุตบอลเกิดการ ‘แบ่งสาย’ ขึ้น เช่น สายความเร็ว (speed), สายพลัง (power) และสายควบคุม (control) โดย Predator อยู่กึ่งกลางระหว่างสายพลังและสายควบคุม ซึ่งมีคู่แข่งผลัดกันขึ้นชกมาหลายรุ่น โดยเฉพาะจาก Nike ที่ส่งรุ่น Total90, Hypervenom, CTR360 หรือ Puma (ของรูดอล์ฟ) ที่พยายามท้าชนด้วย evoPOWER, evoTOUCH

แต่มีเพียง Predator เป็นชื่อเดียวที่ยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ โดยนอกจากจะมีรุ่นใหม่เกือบทุกปี ยังมีรุ่น Remake ที่ชวนทุกคนย้อนกาลเวลาไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Accelerator, Precision, Pulse และรุ่นพิเศษสุดๆ ‘Predator 30’ เวอร์ชั่นฉลองครบรอบ 30 ปี ซึ่งเป็นการตอบสนองกลุ่มนักสะสมที่มีจำนวนไม่น้อยด้วย

เรียกได้ว่า Predator ไม่ได้เป็นแค่รุ่นรองเท้าเท่านั้นแต่เป็น ‘แบรนด์’ ที่ผ่านการพิสูจน์อย่างเข้มข้นในแต่ละวันเดือนปีที่ผ่านไป ไม่ต่างอะไรจาก Nike Air Jordan, Converse Chuck Taylor ที่ต่างมีเรื่องราวและเรื่องเล่าของตัวเอง

สำหรับ Predator ​เรื่องราวนั้นคือ Legacy นิทานลูกหนังที่ถูกเล่าขานผ่านฮีโร่มากมายไม่ว่าจะเป็นเบ็กแฮม ผู้เป็นไอคอนของรองเท้าตระกูลนี้ตลอดกาล ไปจนถึงซูเปอร์สตาร์อย่างซีดาน, เดล ปิเอโร ข้ามรุ่นมาถึงสตีเวน เจอร์ราร์ด, ริคาร์โด กาก้า, ชาบี เอร์นานเดซ ที่ล้วนแต่เป็นเหล่านักเตะในระดับ elite ของโลก

ก่อนจะมาสู่ยุคปัจจุบันกับจู๊ด เบลลิงแฮม, เปดรี และเทรนต์ เหล่าความหวังใหม่ที่จะจุดประกายให้โลกลูกหนังต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า 

นี่คือตำนานรองเท้าฟุตบอลที่จะมอบแพสชั่นและพลังให้ใครก็ตามที่อยากจะรู้สึกสักครั้งว่าการปั่นโค้งๆ เสียบสามเหลี่ยมแบบที่เราเห็นในทีวีว่ามันสุดยอดแค่ไหน

Bend it like…Me 🙂

Match Facts
1. รองเท้าที่เดวิด เบ็กแฮม ใส่ยิงฟรีคิกในตำนานที่ช่วยให้ทีมชาติอังกฤษตามตีเสมอทีมชาติกรีซในช่วงนาทีสุดท้ายคือรุ่น Predator Precision โดยที่ลิ้นสีแดงนั้นปักชื่อ Brooklyn ลูกชายของกัปตันทีมสิงโตคำรามไว้
2. Predator 24 รุ่นปัจจุบัน มี 3 เวอร์ชั่นด้วยกันคือแบบมีเชือก, ไม่มีเชือก (laceless) และมีลิ้นรองเท้า แน่นอนว่าแบบหลังสุดคือแบบที่คนต้องการมากที่สุด และราคาก็แพงที่สุดด้วยเช่นกัน!

อ้างอิง

Tagged:

Writer

นักเตะสมัครเล่นที่พอเขียนหนังสือได้นิดหน่อย เชื่อในพลังของตัวหนังสือที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ มีเพจเล็กๆของตัวเองชื่อ Sockr และเคยแปลหนังสือ เมสซี vs. โรนัลโด: คู่ปรับฟ้าประทาน

Illustrator

บรรณาธิการศิลปกรรม ที่ชอบกินกาแฟดำเป็นชีวิตจิตใจ

You Might Also Like