นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Oreo Twist-Lick-Dunk 5 ส่วนผสมที่ทำให้โอริโอ้เป็นหนึ่งในคุกกี้ที่ขายดีที่สุดในโลก

‘บิด ชิมครีม จุ่มนม’ เชื่อว่าแค่พูดสโลแกนนี้โดยไม่บอกชื่อแบรนด์ ก็น่าจะทายกันถูกทันทีว่ากำลังพูดถึง ‘โอริโอ้’ คุกกี้สีดำสอดไส้ครีมจากสหรัฐอเมริกาที่อยู่คู่คนทั่วโลกมากว่า 113 ปี

โอรีโอ้ยังครองเบอร์ 1 คุกกี้ที่ขายดีขายดีที่สุดในหลายประเทศ โดยปัจจุบันวางจำหน่ายถึง 100 ประเทศทั่วโลก และมีกำลังการผลิตกว่า 40,000 ล้านชิ้นต่อปี ถึงขนาดมีคนเปรียบเทียบว่าโอริโอ้ที่ผลิตในแต่ละปี สามารถวางรอบโลกได้ถึง 5 รอบเลยทีเดียว และยังสร้างยอดขายรวมทั่วโลกได้ถึง 63,000 ล้านบาท

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุกกี้แบรนด์หนึ่งจะครองใจผู้คนมาได้ยาวนาน ท่ามกลางแบรนด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แถมยังมีวันของตัวเองประจำทุกปีอย่างเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาก็เป็นวันโอรีโอ้ เราเลยขอพามาแกะซอง ส่องส่วนผสมของโอริโอ้ที่เป็นมากกว่าความอร่อย แต่ยังเต็มไปด้วยกลยุทธ์การทำธุรกิจ วิธีคิดรสชาติใหม่ๆ การต่อยอดสินค้าให้เป็นมากกว่าคุกกี้ การคอลแล็บ และสร้างแคมเปญแสนสนุก ที่ทำให้โอริโอ้ยังอยู่ได้ทุกยุค ทุกสมัย และครองใจผู้คนทั่วโลก

ส่วนผสมที่ 1: สร้างวัฒนธรรมการกินแบบบิด ชิมครีม จุ่มนม

ถ้าจะบอกว่าโอริโอ้แจ้งเกิดจากสโลแกนแสนคุ้นหูจนสร้างวัฒนธรรมการกินแบบใหม่ก็คงไม่ผิดนัก เพราะแรกเริ่มเดิมทีสโลแกนของโอริโอ้คือ Oh! Oh! Oreo และเห็นว่าสโลแกนนี้ยังไม่สื่อสารกับผู้คนได้ดีพอ จึงเปลี่ยนสโลแกนไปมากกว่า 5 ครั้ง ก่อนที่ในปี 1920 หรือ 8 ปีหลังจากก่อตั้งแบรนด์ โอริโอ้ได้ปล่อยโฆษณาสอนวิธีการกินแบบ Twist, Lick, Dunk หรือบิด ชิมครีม จุ่มนม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นกลายเป็นภาพจำและทำให้ผู้บริโภคกว่า 50% โดยส่วนมากเป็นผู้หญิงหันมากินโอริโอ้ด้วยวิธีนี้ และส่งให้โอริโอ้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แซงหน้าแบรนด์รุ่นพี่อย่าง Hydrox คุกกี้ที่หน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ และเกิดก่อนถึง 4 ปี อีกทั้งยังเเปิดประตูให้โอริโอ้เริ่มส่งออกไปทั่วโลกและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดบริษัท Kraft Foods ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารสัญชาติอเมริกันพูดว่าโอริโอ้จะกลายเป็นคุกกี้ที่ขายดีที่สุดในโลก

ส่วนผสมที่ 2: ออกโปรดักต์ไม่ซ้ำ ตามวัฒนธรรมการกินของแต่ละประเทศ

นอกจากโอริโอ้ที่เป็นคุกกี้สีดำสอดไส้ครีมสีขาวที่เราเห็นกันจนชินตาแล้ว ในแต่ละประเทศยังมีรสชาติใหม่ที่ออกแบบให้ตรงตามวัฒนธรรมการกินและความชื่นชอบของคนประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะ บางรสชาติก็แปลกแหวกแนวจนหลายคนต้องหิ้วกลับมาเป็นของฝาก

อย่างในอเมริกาประเทศบ้านเกิดของโอริโอ้ก็มีรสครีมชีส รสแครอทเค้ก รสพีนัทบัตเตอร์ รสมินต์ หรือประเทศที่โด่งดังเรื่องมัทฉะอย่างญี่ปุ่นก็มีรส Green Tea หรืออย่างประเทศจีน อินโดนิเซีย ไทย มาเลเซีย เวียดนาม และสิงค์โปร์ ก็มีรสชาติ Blueberry Ice Cream ออกมาวางขาย

ไม่เพียงแต่ออกรสชาติแปลกใหม่ โอริโอ้ยังเดินเกมตามกลยุทธ์ Line Extensions หรือการขยายผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายและกลายเป็นนวัตกรรมสินค้าที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายที่มีความชอบแตกต่างกัน อย่างการปรับขนาดคุกกี้ออกมาเป็น Mini Oreo ที่มีขนาดเล็กลงและปรับคุกกี้ให้บางกว่าปกติออกมาเป็น Oreo Thins

การขยายไลน์สินค้านี้ยังช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ปัจจุบันไม่นิยมกินคุกกี้แบบเดิมๆ และมองว่าโอริโอ้เป็นคุกกี้ที่เหมาะสำหรับเด็กและพ่อแม่ของพวกเขามากกว่า อีกทั้งยังรู้สึกว่าโอริโอ้มีรสชาติหวานเกินไป สินค้าทั้ง 2 แบบนี้จึงเข้ามาเติมเต็มช่องทางทางการตลาดและความต้องการเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสมที่ 3: ปั้นสินค้าให้โอริโอ้เป็นได้มากกว่าขนม

ไอศครีมรสโอริโอ้ เค้กรสโอริโอ้ เครื่องดื่มผสมโอริโอ้ จะเห็นว่าเมนูทั้งหมดที่พูดถึงนี้มีโอริโอ้เข้าไปเป็นส่วนผสมหลักทั้งสิ้น การครีเอทเมนูเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากคาเฟ่หรือร้านเบเกอรี่ที่หยิบขนมสุดฮิตมาเป็นวัตถุดิบหลักเท่านั้น แต่เป็นความตั้งใจของโอริโอ้เองที่จุดประกายไอเดียให้คนเห็นว่าเป็นมากกว่าขนมคุกกี้

ในปี 2018 โอรีโอ้ได้เปิดตัว ‘โอรีโอ้ มูนเค้ก’ ขนมไหว้พระจันทร์ที่อัดแน่นด้วยโอริโอ้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์ที่ออกสินค้าอื่นนอกจากคุกกี้ ที่ช่วยทั้งสร้างสีสันให้ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และยังทำให้คนเห็นว่าโอริโอ้ไม่ใช่เพียงขนม แต่ยังเป็นวิตถุดิบในขนมหรือเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ได้

นี่คือการทำกลยุทธ์ Brand Extension หรือการนำชื่อแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว ไปใช้ในสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าเดิมที่แบรนด์เคยทำมา โดยต่อยอดจากที่เห็นคนชอบหยิบโอริโอ้ไปใช้วัตถุดิบในการทำขนมและเครื่องอื่มอยู่แล้ว มาออกเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำ เพื่อตอกย้ำให้คนเห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ว่าโอริโอ้ก็สามารถไปอยู่ในขนมได้ทุกอย่าง และยังเป็นการกระตุ้นยอดขาย ขยายเซ็กเม้นต์จากคุกกี้ไปสู่ตลาดใหม่ๆ ทำให้คนรู้สึกผูกพันและคิดถึงแบรนด์อยู่เสมอ

ส่วนผสมที่ 4: คอลแล็บกับหลากแบรนด์ดัง

หากยังจำกันได้ ช่วงก่อนหน้านี้มีกระแสตามหาโอรีโอลายมิว Mew โปเกม่อนที่หายากทั้งในเกมและในขนมโอริโอ้ ถึงขนาดที่มีคนนำมารีเซลกันยกใหญ่ นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าหนึ่งในส่วนผสมที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างยาวนานคือการคอลแล็บกับแบรนด์ดัง คาแรกเตอร์ที่คนรัก และศิลปินที่คนทชื่นชอบ

อย่างล่าสุดโคคา-โคลา ออกโอรีโอรสโค้ก และโค้กรสโอริโอ้ ที่ทำให้เห็นว่าโอริโอ้มีการปรับตัวออกรสชาติใหม่อยู่เสมอ ขณะเดียวกันโอรีโอ้ก็สามารถสร้างสีสันให้สินค้าอื่นได้ ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นโอริโอ้ก็เคยจับกลุ่มฐานแฟนคลับศิลปินดังอย่างการคอลแล็บกับ Lady Gaga และ BLACKPINK

การคอลแล็บแต่ละครั้งไม่เพียงแต่ออกสินค้าที่เป็นอาหารออกมาเท่านั้น แต่ยังเคยคอลแล็บกับ Google เปิดตัว Android Oreo ถึงแม้การทำงานของระบบปฏิบัติการนี้จะไม่เกี่ยวกับโอริโอ้เลยสักนิด แต่เป็นการใช้ชื่อมาเปรียบเทียบให้เห็นว่าเวอร์ชันนี้เหมือนกับโอริโอ้แผ่นบาง ที่ไม่ต้องใช้สเปคเครื่องแรงก็ทำงานได้อย่างราบรื่น

ส่วนผสมที่ 5: สร้างประสบการณ์ร่วมแสนสนุก

ถ้าถามหลายคนว่ามองภาพลักษณ์ของโอริโอ้เป็นอย่างไร เชื่อว่าในบรรดาคำตอบมากมายคงมีคนตอบว่าเป็นแบรนด์ที่ดูสนุกอยู่เสมอ นั่นก็เพราะว่าโอริโอ้มักจะศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละประเทศมาใช้ออกแคมเปญสุดพิเศษให้คนอินกับกิจกรรมนั้นที่สุด

หนึ่งในแคมเปญที่ถูกพูดถึงมากอย่างแคมเปญ Art of Play ที่ปล่อยออกมาในเดือนพฤษภาคม 2024 เกิดจากที่เห็นว่าคนจีนมักเรียนหนัก ทำงานอย่างเคร่งเครียด จึงนำภาพศิลปะเก่าแก่ One Hundred Children at Play มาสื่อสารให้คนจีนเห็นว่าพวกเขาเคยใช้ชีวิตสนุกกว่านี้ อย่าหลงลืมที่จะมีความสุขในชีวิตบ้าง และออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้เป็นเหมือนรูปทรงของเล่นพร้อมทำเป็นของเล่นออกมาจริงๆ ซึ่งแคมเปญนี้เข้าถึงผู้คนบนโซเชียลมีเดียกว่า 40 ล้านคน และมี Engagement กว่า 917,000 ครั้ง

ในไทยเองโอริโอ้ก็จับพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z ว่าชอบการ cafe hopping ในวาระครบรอบ 110 ปี ได้ปล่อยแคมเปญ OREO Birthday โดยรังสรรค์ 14 เมนูสุดพิเศษ วางขายใน 6 คาเฟ่และร้านขนมชื่อดัง พร้อมกิจกรรมให้คนไปตามชิม แชะ เช็กอินเพื่อลุ้นรับรางวัล และยังมีฟิลเตอร์ไอจีให้เป่าเค้กวันเกิดที่ประกอบไปด้วยเทียน 110 เล่มและอวยพรผ่านแฮชแท็กที่มีชื่อว่า WishOREO110

จากส่วนผสมทั้งหมดนี้จึงไม่แปลกใจว่าทำไมแบรนด์ที่อยู่มากว่า 113 ปีถึงยังดูสนุกสนานและครองใจคนทุก Gen ได้อย่างอยู่หมัด

อ้างอิง

Writer

นักเขียนที่อยากเปลี่ยนเรื่องธุรกิจให้เป็นเรื่องสนุก และมีแมวกับกาแฟช่วยฮีลใจในทุกวัน

Illustrator

บรรณาธิการศิลปกรรม Email: y.pongtorn@gmail.com

You Might Also Like