นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Nothing is ‘Not’ Nothing

Nothing Phone (1) วิธีคิดเบื้องหลังของสมาร์ตโฟนที่จะทำให้วงการสมาร์ตโฟนอันน่าเบื่อมีสีสันอีกครั้ง

หันไปทางไหนสมาร์ตโฟนในตลาดตอนนี้ดูไปก็เหมือน ๆ กันไปหมด แม้แต่เจ้าใหญ่อย่าง Apple หรือ Samsung ที่พยายามฉีกออกจากฝูงด้วยการดึงจุดแข็งของตัวเองออกมาให้มากที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสมาร์ตโฟนเจ้าอื่นๆ สักเท่าไหร่ ถืออยู่ในมือแทบแยกไม่ออกว่าเป็นยี่ห้อไหน

นับตั้งแต่การเปิดตัวของไอโฟนในปี 2007 ที่เปลี่ยนโลกของสมาร์ตโฟนชั่วข้ามคืน แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาทุกอย่างก็เหมือนเป็นการอัพเกรดเล็กๆ น้อยๆ เปลี่ยนกล้อง เพิ่มสเปก อัพความเร็ว แต่รูปทรงการออกแบบก็เดิมๆ ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ 

ผู้ผลิตทั้งหลายต่างเลือกที่จะอยู่ในโซนที่ปลอดภัย ออกโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่เข้าถึงกลุ่ม ‘คนส่วนใหญ่’ ซะมากกว่า (ซึ่งที่จริงตรงนี้อยากยกเครดิตให้กับบริษัทอย่าง Samsung หรือ Huawei ที่ออกสมาร์ตโฟนแบบจอพับได้มา ซึ่งถือว่าเสี่ยงไม่น้อย) 

ที่จริงมันก็ไม่ได้ผิดอะไรในแง่ของธุรกิจ สมาร์ตโฟนมันก็พัฒนาขึ้น แรงขึ้น ดีขึ้น ถ่ายรูปสวยขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ความคุ้นเคยยังทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่าด้วย แต่สำหรับกลุ่มคนที่หลงใหลในเทคโนโลยีและการออกแบบผลิตภัณฑ์เจ๋งๆ อาจจะบอกว่ามันค่อนข้าง ‘น่าเบื่อ’ ซะมากกว่า

คาร์ล เพ่ย (Carl Pei) CEO ของบริษัท Nothing ผู้ผลิตสมาร์ตโฟน ‘Phone 1’ ก็คิดเช่นเดียวกัน

เพ่ยกล่าวในการสัมภาษณ์กับสื่อ Engadget ว่า

“ผมเคยนั่งดูการเปิดตัวทุกอันเลย ตอนนั้นอยู่ที่สวีเดน ต้องถ่างตารอดูตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสี่ว่าจะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาบ้าง”

แต่มาช่วงหลังๆ เขาไม่เคยดูแถลงเปิดตัวสมาร์ตโฟนเลย ส่วนใหญ่ก็เหมือนเราทุกคนนั่นแหละที่จะอ่านโพสต์สรุปเพื่อให้รู้ว่ามีอัพเดตอะไรบ้าง ความตื่นเต้นมันหายไปหมดแล้ว เพ่ยเล่าให้ฟังว่า

“ตอนที่ผมได้มีโอกาสคุยกับลูกค้า พวกเขาก็รู้สึกไม่ต่างกัน พอทำการสนทนากลุ่ม (focus group) ลูกค้าหลายคนบอกว่าพวกเขาเชื่อว่าบริษัทสมาร์ตโฟนนั้นตั้งใจกั๊กฟีเจอร์ไว้เพียงเพื่อจะได้มีอะไรมาเปิดตัวในครั้งต่อไป ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริงเลย แต่ถ้าลูกค้ารู้สึกแบบนั้น มันเป็นสัญญาณบ่งบอกแล้วว่าพวกเขาน่าจะรู้สึกเบื่อแล้ว”

เพ่ยถือกำเนิดที่เมืองจีนแต่ไปเติบโตที่สวีเดน ระหว่างที่เรียนอยู่ที่ Stockholm School of Economics ก็ตัดสินใจออกมาร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพกับเพื่อน เป็นบริษัทสมาร์ตโฟน OnePlus ในปี 2013 โดยมีแนวคิดว่าอยากทำสินค้าที่มีคุณภาพสูงและดีไซน์ที่เรียบง่าย OnePlus ถือว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ แต่เพ่ยตัดสินใจลาออกมาก่อตั้งบริษัทสมาร์ตโฟนของตัวเองอีกครั้งในปี 2020 เพราะรู้สึกว่าตอนนี้เทคโนโลยีอย่างสมาร์ตโฟนกลายเป็นเรื่องซ้ำเดิม โดยเฉพาะภายใต้บริษัทขนาดใหญ่ (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ OnePlus คือ Oppo) เขากล่าวไว้กับเว็บไซต์ CNBC ว่า

“วันนี้มันเหมือนยุคอุตสาหกรรม PC ช่วง 80s และ 90s ที่ทุกคนทำกล่องสีเทาเหมือนกันหมดเลย”

โดยเขาหวังว่า Nothing จะสร้างความแตกต่างเหมือนอย่างตอนที่ iMac G3 ของ Apple นำสีสันและความแปลกตามาสู่อุตสาหกรรม PC ได้นั่นเอง 

เพ่ยอธิบายเพิ่มเติมว่าอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนมาอยู่จุดนี้ก็เพราะบริษัทเล็กๆ อย่าง LG หรือ HTC เมื่อแข่งขันในตลาดไม่ได้ก็ต้องยอมยกธงขาวเลิกแข่งขันไป เจ้าใหญ่ ๆ อย่าง Apple, Samsung หรือ Google ต่างก็มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบเพราะต้องมีการร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ อย่าง Qualcomm, Sony หรือส่วนผลิตหน้าจอของ Samsung บริษัทเหล่านี้ทำการวิจัยและเก็บฟีดแบ็กจากลูกค้า มองคู่แข่งในตลาดและดูว่ามันกำลังจะไปทางไหนต่อ ซึ่งพอเป็นการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลชุดเดียวกันเพื่อนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าจะขายได้ ทุกอย่างก็เลยคล้ายกันไปหมด เหมือนอย่างที่เราเห็นในตลาดตอนนี้

เพ่ยอยากทำในสิ่งที่ต่างออกไปกับ Nothing Phone (1) สมาร์ตโฟนเครื่องแรกของ Nothing (ประกาศว่าจะเปิดตัวในวันที่ 12 กรกฎาคม 2022 แต่ตอนนี้ก็มียูทูบเบอร์หลายคนที่เริ่มเอามารีวิวกันแล้ว) โดยเน้นการออกแบบที่มินิมอล เป็นเอกลักษณ์ ดิบๆ แต่ก็มีความเป็นธรรมชาติแฝงอยู่ในนั้นด้วย มันเป็นส่วนผสมอันลงตัวของเทคโนโลยีที่สวยงามกับดีไซน์แบบ modern industrial (ที่เน้นอารมณ์แบบโรงงาน เห็นโครงสร้างวัสดุที่ใช้อย่างชัดเจน มีถิ่นกำเนิดจากนิวยอร์ก คล้ายๆ กับบ้านสไตล์ลอฟต์ เน้นวัสดุ ประเภทอิฐ ไม้ ปูนเปลือย การเดินท่อลอย) โดยแทนที่จะใช้กระจกทึบแบบสมาร์ตโฟนยี่ห้ออื่นๆ ตัว Phone (1) กลับเลือกใช้กระจกใสที่เห็นด้านในทั้งแผงชาร์จไร้สาย สายถ่ายเทความร้อน และไฟ LED Notification ต่างๆ อีกมากมาย

“หลักการหนึ่งที่เรามีสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์คือใครสักคนควรมองที่ผลิตภัณฑ์สักสองวินาที หลังจากนั้นหลับตาและสามารถสเกตช์ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของมันได้”

ซึ่งถ้าใครเห็นวิดีโอหรือภาพของเจ้า Nothing Phone (1) จะพอทราบดีว่าฝาหลังของมันมีเอกลักษณ์มากแค่ไหน ไฟ LED กว่า 900 ดวงที่วางเรียงเอาไว้เพื่อโชว์เมื่อมีคนโทรเข้ามาหาหรือมีโนทิฟิเคชั่นใหม่ๆ ที่ควรสนใจ สามารถตั้งให้กะพริบแตกต่างกันได้สำหรับสายที่โทรเข้ามาหรือแอพพลิเคชั่นที่ต้องการแจ้งเตือน ถ้าให้เปรียบเทียบความรู้สึกเมื่อเห็น Nothing Phone 1 ก็คงต้องย้อนกลับไปช่วงยุค 90s หรือต้นศตวรรษที่ 20 ที่อุปกรณ์อย่าง Game Boy หรือ iMac ที่ใช้การออกแบบด้านหลังใสแบบนี้เช่นเดียวกัน ให้อารมณ์ย้อนยุคกลับไปช่วงเวลาที่เรายังตื่นเต้นกับอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์เจ๋งๆ ตอนที่ยังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น แม้กระทั่งเสียงเรียกเข้าหรือแจ้งเตือนก็ให้ความรู้สึกเรโทรย้อนยุคเหมือนเสียงโมเดมต่ออินเทอร์เน็ตในยุค 90s ด้วย มันเป็นความผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีใหม่ๆ กับความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

แน่นอนว่าดีไซน์ที่ดีต้องทำงานได้ดีก่อนด้วย LED ด้านหลังสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ ไฟตรงช่องเสียบชาร์จบ่งบอกว่าตอนนี้แบตฯ เหลือประมาณเท่าไหร่แล้วเมื่อเสียบปลั๊ก ตอนที่ชาร์จแบบไร้สายไฟก็จะสว่างให้เห็นว่ากำลังทำงานอยู่ แต่การจะทำตรงนี้ให้สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพ่ยทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดีเพราะเขาคือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท OnePlus ที่เคยสร้างความฮือฮาในตลาดสมาร์ตโฟนมาแล้วครั้งหนึ่ง ตลาดสมาร์ตโฟนนั้นเต็มไปด้วยคู่แข่งขนาดใหญ่ มีบริษัทเล็กๆ มากมายพยายามจะเบียดขึ้นมาแต่ก็ไปไม่รอด (อย่าง Essential, Nokia, LG หรือ HTC) หรือบางบริษัทก็ผลิตตัวเดิมๆ ซ้ำๆ เปลี่ยนข้างในนิดหน่อยและเปลี่ยนชื่ออย่างรุ่น G-Series ของ Motorola ที่สุดท้ายแล้วคนก็จะเลิกซื้อเพราะมันแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อนเลย

สำหรับ Nothing เพ่ยพยายามพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป สร้างระบบนิเวศของ Nothing ขึ้นมาก่อน จากการเปิดตัวหูฟังไร้สาย ear (1) ไปเมื่อปีก่อน ด้วยดีไซน์ที่แปลกตา ก้านหูทำจากพลาสติกใสที่เห็นชิ้นส่วนข้างใน มีราคาไม่แพงและฟีเจอร์ที่ถือว่าดีเมื่อเปรียบเทียบกับราคา จนถึงตอนนี้ขายได้ประมาณ 560,000 ชิ้นไปแล้ว

“เราเป็นผู้ตามที่รวดเร็ว เราไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์สมาร์ตโฟน เราไม่ใช่ผู้สร้างแอนดรอยด์ แต่เรามีประสบการณ์ในตลาดแห่งนี้ เราเห็นทางที่เราสามารถทำได้ดีกว่าและช่องว่างของตลาด เราต้องค่อยๆ สร้างฐานที่แข็งแรง ถึงตอนนั้นเมื่อแข็งแรงแล้ว คุณก็สามารถไปทำอะไรก็ได้ที่เป็นนวัตกรรมแบบสุดๆ ไปเลย เพราะคุณมีธุรกิจที่มั่นคงเพียงพอที่จะลองได้หลายๆ ครั้ง”

อุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนเป็นทะเลเดือดที่เต็มไปด้วยคู่แข่งมากมาย เหตุผลที่ทำให้การเข้าสู่ตลาดนี้เป็นเรื่องยากเพราะทุกอย่างต้องทำตั้งแต่ต้นจนจบให้ดีที่สุดเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับตัวเอง ต้องมีสายการผลิตที่ดี มีทีมวิศวกรที่เก่ง ซอฟต์แวร์ต้องทำงานได้ไม่ติดขัด นักออกแบบที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน การตลาด การขาย รวมไปถึงฝั่งดูแลลูกค้าด้วย ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กันทั้งหมดเลย

มีนักวิจารณ์หลายคนที่ออกมาบอกว่าความสำเร็จของหูฟัง ear (1) จะสร้างแรงกดดันให้กับยอดขายของ Phone (1) ด้วย ยิ่งพยายามโดดเด่นมากเท่าไหร่ ความคาดหวังของลูกค้าจะสูงขึ้นไปด้วย เพ่ยเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างกระแสออนไลน์ ค่อยๆ ปล่อยรายละเอียดออกมาทีละนิดเพื่อให้คนที่สนใจอยากรู้อยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นวิธีการที่เสี่ยงไม่น้อย

“หนึ่งคือทางที่เรากำลังเดินไปอยู่ตอนนี้ เราพยายามที่สร้างความสนใจให้มากที่สุดสำหรับสินค้าที่กำลังจะเปิดตัว นั่นทำให้ความคาดหวังอยู่ในระดับที่สูงมากสำหรับสินค้าตัวนั้น และถ้าทำได้มันก็จะดีมาก แต่ถ้าทำไม่ได้ ทุกอย่างก็จะค่อยๆ ตายไปเอง แต่อย่างน้อยบนเส้นทางนี้ เรามีโอกาสได้ลองทำและนำเสนอสินค้าที่ยอดเยี่ยม อีกทางเลือกหนึ่งก็คือเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีงบการตลาด ที่ไม่มีใครรู้จักผลิตภัณฑ์ของคุณเลย เพราะฉะนั้นแม้สินค้าจะเยี่ยม ผลลัพธ์คือไม่มีคนสนใจอยู่ดี คุณไม่มีโอกาสที่จะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยซ้ำ ทางนี้จึงเป็นทางเลือกเดียวที่เป็นเหตุเป็นผลสำหรับเรา”

ไม่ว่า Nothing Phone (1) จะสำเร็จหรือล้มเหลวในอนาคต สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมสำหรับความพยายามครั้งนี้ของเพ่ยคือความกล้าที่จะไปท้าแข่งกับบริษัทสมาร์ตโฟนยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ในตลาด Nothing เป็นสมาร์ตโฟนที่ไม่ใช่แค่มาเขย่าวงการสมาร์ตโฟนเท่านั้น แต่ระหว่างนั้นมันจะทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในมือเราตอนนี้มันน่าเบื่อมากขนาดไหน มันเป็นเรื่องราวของคนตัวเล็กๆ คนนึงที่คิดต่าง ‘Think Different’ เหมือนอย่างคำขวัญของ Apple ยุครุ่งเรือง สอดคล้องกับสิ่งที่เพ่ยได้พูดถึงผลิตภัณฑ์นี้ของเขา

“ผมคิดว่าเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้คือจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป มันยังเป็นเหมือนของขวัญสำหรับอุตสาหกรรมของเราด้วย เราไม่ได้บอกว่ามันจะมาปฏิวัติวงการและเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรมในชั่วข้ามคืน แต่บางทีมันอาจจะทำให้คุณเริ่มคิดได้”

ลองมองไปรอบๆ ตัวแล้วดูสมาร์ตโฟนที่ทุกคนถือกันอยู่ในมือ ทุกอันแทบจะไม่ต่างกัน Phone (1) จะทำให้คุณตั้งคำถามกับบริษัทใหญ่ ๆ ว่าทำไมไม่ทำอะไรที่มันสร้างสรรค์กว่านี้บ้าง ซึ่งนั้นก็อาจจะเพียงพอแล้วที่จะขับเคลื่อนให้บริษัทในอุตสาหกรรมที่หยุดชะงักเรื่องนวัตกรรมมาเกือบสิบกว่าปีตั้งแต่ปี 2007 เริ่มหันมาเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ บ้าง

“บางส่วนจะล้มหายตายจากไป ตลาดของสมาร์ตโฟนจะครึกครื้นมากขึ้น และเราก็จะทำให้ทั้งอุตสาหกรรมพัฒนาเร็วขึ้นด้วย” เพ่ยพูดถึงความตั้งใจ

มาร์ค เอลลิส (Mark Ellis) นักเขียนคอลัมน์ออนไลน์และแฟนตัวยงของ Apple เขียนในบทความเกี่ยวกับ Phone (1) เอาไว้ว่า “ตอนนี้ผมตื่นเต้นกับ Phone (1) มากกว่า iPhone 14 ซะอีก”

ซึ่งสำหรับแฟนตัวยงของ Apple อย่างเอลลิสแล้ว การพูดแบบนี้แสดงถึงอะไรบางอย่างที่ชัดเจน ไอโฟนกำลังกลายเป็นสินค้าที่น่าเบื่อและตอนนี้ก็ถึงคราวของ Phone (1) ว่าจะทำได้ตามความคาดหวังของลูกค้าหรือเปล่า ถ้าทำได้จริงตลาดสมาร์ตโฟนจะกลับมามีสีสันเหมือนอย่างที่เพ่ยตั้งใจไว้อย่างแน่นอน

อ้างอิง

engadget.com/interview-with-nothing-ceo-carl-pei-thinks-everyone-elses-smartphones-are-boring-090011028.html

th.nothing.tech/pages/pre-order

engadget.com/nothing-phone-1-design-reveal-070808818.html

wired.com/story/nothing-phone-1-smartphone-carl-pei-revolution

engadget.com/motorolas-endless-rehashes-will-only-make-it-less-relevant-153037005.html

cnbc.com/2021/05/11/oneplus-co-founder-carl-peis-new-startup-nothing-takes-aim-at-apple.html

techcrunch.com/2020/10/12/carl-pei-leaves-oneplus

Writer

คุณพ่อลูกหนึ่งจากเชียงใหม่ที่รักการเขียน การอ่าน และการดองหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ หลงใหลเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายการทำงานที่เป็นมากกว่าแค่ผลกำไรและทำงานหนักจนลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่

You Might Also Like