นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Up and Down in the Air

Air Max สนีกเกอร์ระดับไอคอนจาก Nike กับการหาวิธีกลับสู่จุดรุ่งโรจน์อีกครั้ง

บริเวณส้นรองเท้าถูกเปลือยให้เห็นแผ่นพลาสติกใส ใสชนิดที่มองทะลุเห็นอีกฝั่ง โดยแผ่นพลาสติกใสที่ว่าสามารถรองรับแรงกระแทกในทุกก้าวที่ย่ำเดินราวกับเหยียบบนก้อนเมฆ 

ที่กล่าวมานี้คือสรรพคุณของ ‘แอร์โซล’ (Air Sole) ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ถูกบรรจุอยู่ในรองเท้าตระกูล ‘แอร์แมกซ์’ (Air Max) สนีกเกอร์ตระกูลเรือธงจากค่ายไนกี้ (Nike) ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในปี 1987 หรือเมื่อ 38 ปีที่แล้ว จนกลายเป็นรองเท้าระดับตำนาน ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปยาวนานแค่ไหนก็ยังคงความมหัศจรรย์และคลาสสิกไว้ทุกอณู

แน่นอนว่านวัตกรรมแอร์โซลนั้นถูกปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยและใส่ง่ายใส่สบายขึ้นไปตามกาลเวลา เห็นได้ชัดจากการที่นวัตกรรมดังกล่าวถูกนำมาใช้ในรองเท้าตระกูลซูเปอร์ชูส์ ที่นักวิ่งเจ้าลมกรดใส่กันจนชินตา แต่ถ้าพูดถึงจุดกำเนิดที่ทำให้แอร์โซลโด่งดัง สนีกเกอร์แอร์แมกซ์ก็มักจะถูกพูดถึงตีคู่กันมา ไม่ใช่แค่ในฐานะสินค้าขายดี แต่ยังหมายถึง ‘มรดก’ ชิ้นสำคัญของไนกี้ 

เนื่องในวันแอร์แมกซ์เดย์ (Air Max Day) ที่เปรียบดังวันเฉลิมฉลองสนีกเกอร์แอร์แมกซ์ คอลัมน์ Biztory ขอชวนย้อนเส้นทางการกำเนิดของสนีกเกอร์ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำๆ คู่นี้ ตั้งแต่จุดกำเนิด จนถึงวันที่หาทางกลับมาทวงบัลลังก์สนีกเกอร์อันดับ 1 อีกครั้ง 

ปี 1987 จุดกำเนิดของไนกี้ แอร์แมกซ์ 1 โดยชายที่มีชื่อว่า ทิงเกอร์ แฮตฟีลด์ 

“ช่วงปี 1980 ไนกี้เริ่มถูกคู่แข่งทิ้งห่าง มีเพียงรองเท้ารุ่นไนกี้ แอร์ จอร์แดน 1 ที่ครองตลาดได้ ผมในฐานะสถาปนิกจึงรู้สึกว่า ถึงเวลาที่ต้องนำเสนออะไรใหม่ๆ ในการออกแบบ เป็นรองเท้าที่มีเทคโนโลยีต่างออกไปจากที่มีอยู่ในตลาด” 

คำกล่าวข้างต้นคือความตั้งใจของทิงเกอร์ แฮตฟีลด์ (Tinker Hatfield) สถาปนิกและดีไซเนอร์ที่ ณ เวลานั้นเพิ่งตบเท้าเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าทีมออกแบบของไนกี้ ซึ่งกำลังหาจุดเปลี่ยนในการดึงส่วนแบ่งการตลาดสนีกเกอร์กลับมาอีกครั้ง 

จากคำกล่าวในตอนนั้น ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีแฮตฟีลด์ก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด กับการทดลองนำเทคโนโลยีแอร์โซล ซึ่งเป็นนวัตกรรมรองรับแรงกระแทกที่ปกติถูกประกบติดเข้ากับใต้พื้นรองเท้า ที่ถูกพัฒนาโดยอดีตวิศวกรขององค์การนาซ่า (NASA) อย่าง แฟรงก์ รูดี้ (Frank Rudy) มาต่อยอดด้วยการเปลือยให้เห็นแอร์โซลกันแบบเต็มตา ผ่านรองเท้ารุ่นที่มีชื่อว่า ไนกี้ แอร์แมกซ์ 1 (Nike Air Max 1)

สำหรับแรงบันดาลใจในการนำเทคโนโลยีแอร์โซลออกมาเปลือยให้เห็นนั้น เกิดขึ้นระหว่างที่แฮตฟีลด์เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติฌอร์ฌ ปงปีดู (Centre Pompidou-Metz) ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งดีไซน์การออกแบบอาคารของฌอร์ฌ ปงปีดู เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นเหนือกาลเวลา ที่ด้านนอกเผยให้เห็นโครงสร้างที่ปกติควรจะอยู่ด้านในอาคาร ไม่ว่าจะโครงเหล็ก ระบบท่อ บันไดแต่ละชั้น ฯลฯ ด้วยความที่เป็นสถาปนิกอยู่แล้ว แฮตฟีลด์จึงเกิดปิ๊งไอเดียทันทีว่า แล้วทำไมสนีกเกอร์จะเผยให้เห็นเทคโนโลยีที่ถูกซ่อนอยู่บ้างไม่ได้ล่ะ

ใครจะมองว่าหลุดโลกก็ช่าง เพราะแอร์แมกซ์ 1 ของแฮตฟีลด์ได้ปฏิวัติหน้าประวัติศาสตร์วงการสนีกเกอร์ โดยแอร์แมกซ์ 1 มียอดขายถล่มทลายมากกว่า 1 ล้านคู่ อย่างไรก็ตาม หากสังเกตจะเห็นว่า แอร์แมกซ์ 1 ล็อตหลังจากที่วางจำหน่ายมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาบริเวณแอร์โซลเล็กน้อย จากตอนแรกที่มีจำนวน 4 รู ถูกลดลงเหลือ 3 รู เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวแอร์โซลแตกง่ายจนเกินไป

ทิงเกอร์ แฮตฟีลด์ ผู้ให้กำเนิดไนกี้ แอร์แมกซ์ 1

ถูกต่อยอดจนกลายเป็น ‘สมบัติล้ำค่า’ ของไนกี้

หลังการกำเนิดของแอร์แมกซ์ 1 ไนกี้ก็ได้ต่อยอดพัฒนารองเท้าตระกูลรุ่นแอร์แมกซ์ออกมานับไม่ถ้วน และแต่ละรุ่นก็ได้กลายเป็นรองเท้าระดับขึ้นหิ้ง ที่สนีกเกอร์เฮดฝันอยากมีไว้ในครอบครองสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะไนกี้ แอร์แมกซ์ 90 ในสีที่เรียกว่า ‘infrared’ หรือรุ่นแอร์แมกซ์ 97 ในสีที่เรียกว่า ‘silver bullet’ ที่ถูกพัฒนาให้มีแอร์โซลเต็มพื้นรองเท้า เพื่อเพิ่มความสบายและลดแรงกระแทกระหว่างใส่เดิน (แต่หลายคนกลับบอกว่ายิ่งใส่เดินยิ่งปวดเท้าเสียนี่)

ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 90 ‘Infrared’
ไนกี้ แอร์แมกซ์ 90 ‘infrared’
ไนกี้ แอร์แม็กซ์ 97  ‘silver bullet’
ไนกี้ แอร์แมกซ์ 97 ‘silver bullet’

คำว่า ‘สมบัติล้ำค่า’ กับรองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์คงไม่ใช่คำกล่าวอ้างเกินจริงสักเท่าไหร่นัก เพราะรองเท้าตระกูลดังกล่าวไม่เพียงแต่สอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมสตรีทแฟชั่นของชาวอเมริกัน แต่ยังสอดแทรกอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิง เช่นในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future ที่มีการปรากฏรองเท้าไนกี้แอร์แมกซ์จากอนาคต ที่สามารถกดปุ่มรัดเชือกรองเท้าเองได้ ซึ่งต่อมาในปี 2011 ไนกี้ก็มีการผลิตรองเท้าที่ว่าจริง โดยปัจจุบันมีราคารีเซลถึง 37,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,270,000 บาท (ไม่แพงเลยใช่ไหมล่ะครับ)

นอกจากภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future ใครที่เป็นแฟนมังงะเรื่อง เกมกลคนอัจฉริยะ หรือชื่ออย่างเป็นทางการ Yu-Gi-Oh! น่าจะเคยเห็นตัวละคร โจวโนะอุจิ คัตสึยะ อีกหนึ่งตัวละครหลักของเรื่องสวมไนกี้ แอร์แมกซ์ 95 สี ‘Neon’ ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในรองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง ขณะเดียวกันในช่วงที่มังงะเรื่องดังกล่าววางจำหน่ายบรรดาวัยรุ่นญี่ปุ่นต่างเฟ้นหารองเท้าแอร์แมกซ์ 95 สีดังกล่าวจนขาดตลาด และกลายเป็นของแรร์โดยปริยาย

และด้วยความที่รองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์ได้รับความนิยมสุดๆ ถึงขั้นที่ยามเปิดตัวแอร์แมกซ์รุ่นใหม่บรรดาสนีกเกอร์เฮดต่างพร้อมใจนอนแคมป์รอห้างเปิด เพื่อเข้าไปจับจองรองเท้าก่อนใคร ทางไนกี้เลยเกิดหัวใสคิดค้นวิธีทำโซเชียลมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการบัญญัติให้วันที่ 26 มีนาคมของทุกปีเป็นวัน ‘แอร์แมกซ์เดย์’ (Air Max Day) หรือวันแอร์แมกซ์แห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2014 จุดประสงค์ก็เพื่อให้บรรดาแอร์แมกซ์เลิฟเวอร์ได้มารวมตัวร่วมทำกิจกรรม รวมไปถึงเปิดตัวแอร์แมกซ์รุ่นใหม่ๆ ที่เตรียมวางจำหน่าย อย่างประเทศไทยเองก็มีการจัดกิจกรรมภายใต้วันดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงราวปี 2020 และที่พีคสุดๆ เห็นจะเป็นการที่ค่ายสวูชนำ ‘พี่ตูน’ บอดี้สแลมมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับรองเท้ารุ่นนี้โดยเฉพาะ

รอวันฟื้นคืนกลับมาทวงบัลลังก์สนีกเกอร์ No.1 อีกครั้ง

เป็นสัจธรรมสุดแสนธรรมดาของชีวิต ที่หากขาดการพัฒนาก็ต้องถูกคนอื่นแซงหน้า เช่นเดียวกับรองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์ที่ถูกทิ้งช่วงการพัฒนาไปอย่างยาวนาน เชื่อว่าครั้งสุดท้ายที่สนีกเกอร์เฮดตื่นตาตื่นใจกับรองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์น่าจะเกิดขึ้นในปี 2017 กับรุ่น  Air VaporMax ที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี การกำเนิดรองเท้าแอร์แมกซ์ 

นั่นทำให้หลังปี 2020 เป็นต้นมา รองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์เริ่มเข้าสู่ช่วง ‘ขาลง’ ต่อเนื่อง ในขณะที่ไนกี้ในยุคการบริหารของซีอีโอ จอห์น โดนาโฮ (John Donahoe) หันมาปัดฝุ่นหยิบไลน์รองเท้าตระกูลบาสเกตบอลแนวเรโทรอย่างไนกี้ดังค์ (Nike Dunk) มาทำใหม่อีกครั้ง ประกอบกับรองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังขึ้นชื่อเรื่อง ‘พื้นโฟม’ ที่แตกสลายง่ายราวกับเกล็ดขนมปังหากเก็บไว้สัก 3-4 ปี  จึงไม่แปลกใจที่ผู้คนจะเริ่มหลงลืมรองเท้าตระกูลนี้ไป

อย่างไรก็ดี ช่วงปลายปี 2024 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไนกี้เริ่มเปิดฉากการตลาดด้วยการกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีแอร์โซล เพื่อรองเท้าตระกูลแอร์แมกซ์อีกครั้ง โดยมีนามสกุลต่อท้ายชื่อรุ่นแอร์แมกซ์ว่า ‘Dn’ ซึ่งหมายถึง ‘dynamic’ สิ่งที่เปลี่ยนไปของแอร์แมกซ์รุ่นนี้คือแอร์โซลที่ปกติเป็นแผ่นมาตลอด ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นลักษณะทรงกลมติดตั้งไล่เรียงทั่วพื้นรองเท้า โดยแอร์โซลทรงกลมแต่ละลูกถูกบรรจุก๊าซน้ำหนักต่างกันไปเพื่อไล่เรียงการรองรับน้ำหนักยามเคลื่อนที่ในแบบไดนามิกนั่นเอง

และเนื่องในวาระเฉลิมฉลองวันแอร์แมกซ์เดย์ ปี 2025 ไนกี้ก็ได้เปิดตัวแอร์แมกซ์รุ่น Dn8 โดยมีสีแดงเป็นสีออริจินอล เหมือนกันกับไนกี้แอร์แมกซ์ 1 โดยมีคอบบี้ ไมนู (Kobbie Mainoo) กองกลางดาวรุ่งแห่งทีมปีศาจ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นพรีเซนเตอร์

น่าสนใจว่าการกลับมาของไนกี้แอร์แมกซ์ด้วยเทคโนโลยีใหม่จะสามารถดึงดูดสนีกเกอร์เฮดให้กลับมาสนใจได้อีกครั้งไหม แต่ที่แน่ๆ คือ นี่เป็นสัญญาณอันดีที่ไนกี้ในยุคของซีอีโอ แอลเลียต ฮิล (Elliott Hill) จะกลับใส่ใจเรื่องของเทคโนโลยี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดแข็งของไนกี้ที่ไม่ว่าใครก็ยากจะตามทัน

อ้างอิง : 

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like