พนักงานใหม่

‘พนักงานใหม่’ ผลงานจาก ‘เต๋อ นวพล’ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าซีเรียสที่สุดในชีวิต

ไฟในโรงหนังถูกเปิด รายชื่อนักแสดงและทีมงานที่จากเอนด์เครดิตค่อยๆ เลื่อนขึ้น ทว่าเสียงจากผู้ชมกลับเงียบเชียบ เงียบในความหมายตรงกันข้ามกับไม่ถูกใจ แต่เงียบเพราะกำลังกลั่นกรองสารจากหนังที่เพิ่งดูไปตลอดชั่วโมงกว่า

นี่คือสิ่งที่ปรากฏใน ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) : Human Resource’ หนังเรื่องล่าสุดจากค่าย GDH และผลงานลำดับที่ 9 ในชีวิตของ ‘เต๋อ–นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ นักเขียนบทมือทอง ผู้กำกับหนัง และผู้บริหารค่าย Very Sad Pictures ทำงานต่อผู้ชม 

ไม่หวือหวา ฮาหน้าตาย เหมือน Fast & Feel Love

ไม่เฉพาะกลุ่ม เพราะเคยอยู่ในสถานะฟรีแลนซ์เหมือน Freelance..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ

ไม่ใคร่รู้ วิ่งชนคำถาม ชักนำตัวละครให้เติบโตเหมือน Mary Is Happy, Mary is Happy

เพราะพนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) เล่นกับเรื่องราวชีวิตของ ‘ปุถุชน’ ผู้สวมหัวโขน ‘คนทำงาน’ ที่ต้องดิ้นรนกับความวกวนวุ่นวายและกดดัน จากปัญหาสภาพแวดล้อมตั้งแต่ในบ้าน ออฟฟิศ จนถึงสังคม 

HR ที่รับพนักงานใหม่เข้ามาโดยรู้ว่าน้องใหม่รายนี้ต้องเจอกับหัวหน้าประสาทแดก, ภรรยาที่ไม่พร้อมมีลูก, มลพิษลอยฟุ้งเต็มอากาศ, ความเฮงซวยของเพื่อนร่วมท้องถนน ฯลฯ รู้ตัวอีกทีเราอาจสวมบทเป็นใครสักคนในหนัง

“ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้ซีเรียสที่สุดของเต๋อ นวพลไหม? คงต้องตอบว่า ใช่” เจ้าพ่อหนังอินดี้บอกกับผู้เขียนแบบนั้น

ทันทีที่ชมจบผู้เขียนนัดพูดคุยกับนวพล ถึงเบื้องหลังพนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) หนังที่เจ้าตัวบอกจากปากว่า ‘ซีเรียส’ และน่าจะ ‘เรียล’ ที่สุดในชีวิต 

ทำไมต้องเล่าความไม่สมบูรณ์ในมุมของคนทำงาน, สารที่ต้องการส่งถึงคนดูคืออะไร, ถ้าหนังเรื่องนี้มี KPI วัดผล ผลลัพธ์แบบไหนถึงผ่านเกณฑ์ ไปจนถึงมุมธุรกิจในฐานะคนทำหนังที่ผ่านช่วงขาขึ้นและขาลงของวงการภาพยนตร์ไทย ว่าวงการดังกล่าวยังมีที่ยืนให้เด็กจบใหม่อยู่ไหม

เตรียมเรซูเม่พร้อมเชิญเข้าคิวรอสัมภาษณ์ได้ที่ด้านล่างนี้

ทำไมคุณถึงตัดสินใจทำหนังที่เล่าถึงชีวิตของคนทำงานอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เป็นมนุษย์ทำงานทั่วไปจริงๆ หลังก่อนหน้านี้เคยหยิบเรื่องของคนทำงานฟรีแลนซ์มาเล่าจนประสบความสำเร็จ

นวพล : มันเริ่มมาจากการตั้งคำถามของเราก่อน ว่าทำไมคนสมัยนี้บางคนถึงไม่อยากมีลูกแต่บางคนยังอยากมีลูก สภาพโลก สภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคมมันเป็นยังไง ซึ่งเรามองว่าการเล่าเรื่องคนทำงานทุกอย่างมันจบในตัวมันเอง คือทุกคนก็ต้องทำงาน จริงๆ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานประจำหรือเป็นคนทำงานในออฟฟิศ ก็เจอเหตุการณ์ conflict แบบในหนังได้ เพียงแต่จะเจอในรูปแบบที่แตกต่างกัน 

การทำงานมันสะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นคนยังไง ขณะเดียวกันงานมันก็หล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนแบบไหนได้เช่นกัน

เราเลยรู้สึกว่าเล่าเรื่องผ่านการทำงาน น่าจะตรงประเด็น และตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ต้องไปคิดเรื่องใหม่ ไม่ต้องนำไปกับความรัก ไม่ต้องนำไปกับแอ็กชั่นหรือทริลเลอร์ เล่าที่มันเป็นแบบนี้ไปตรงๆ เลยดีกว่า เพราะที่ผ่านมาตัวเรายังไม่เคยทำหนังด้วยโจทย์ที่พูดถึงชีวิตประจำวัน  อย่างการที่ต้องมานั่งอยู่ในห้องประชุม การที่ต้องมานั่งทำตามคำสั่งโดยที่เราก็ยังไม่แน่ใจ  

แล้วเราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน ที่คนดูจะได้เห็นชีวิตประจำวันแบบเราถูกเล่าอยู่บนจอหนัง แบบที่ไม่ใช่แบ็กกราวด์ เล่าแค่นางเอกทำงานอยู่บริษัทนี้ ตัวเอกเขาทำงานอยู่ย่านนี้ แต่เราลงลึกว่าการที่ตัวละครอยู่ที่ย่านนี้ เขาเจอถนนแบบนี้ เขาเจอซอยแบบนี้ มอเตอร์ไซค์ที่เบียดมาในซอยที่ห้ามสวนเลนมันไม่ใช่เอกซ์ตร้า แต่เป็น conflict ที่มีอยู่จริง อะไรประมาณนี้

จะเรียกว่าเป็นการกลับไปทำอะไรที่มันเรียบง่าย แต่เชื่อมโยงกับคนดูมากที่สุดได้ไหม?

นวพล : ใช่ ด้วยความที่ 10 ปีที่ผ่านมาเราทำหนังไปหลายเรื่อง พอมันโตขึ้นเราจะเริ่มรู้สึกว่า เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันหรือสิ่งที่ต้องเจอในทุกๆ วันนี่แหละ ที่มีผลต่อชีวิตเรามากที่สุด สมมติว่าถ้าเราเล่าเรื่องฟรีแลนซ์ บางคนที่ไม่เป็นฟรีแลนซ์ก็อาจจะดูเพื่อความสนุกสนาน ดังนั้นในฐานะคนทำหนังเราก็อยากเล่าเรื่องที่มันเป็นชีวิตประจำวันดูบ้าง เพราะยิ่งโตเรายิ่งรู้สึก matter กับชีวิตขึ้นเรื่อยๆ 

ความรักคุณอาจจะมีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่เรื่องของการทำงาน การที่ต้องตัดสินใจเรื่องของอนาคต การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ยากลำบากมันต้องเจอทุกวัน หนังเรื่องนี้เลยค่อนข้าง realistic และ relate กับคนดูมากๆ 

หรือจริงๆ โจทย์ของหนังเรื่องนี้เป็นการชวนผู้ชมตั้งคำถามว่า แท้จริงคุณเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่?

นวพล : ใช่ พอเราตั้งคำถามกับเรื่องชีวิตประจำวัน สุดท้ายพอเราค้นหาคำตอบมันจะกลับไปที่ ‘ราก’ ว่าเราเป็นใคร เรามาทำอะไรกันที่นี่ แล้วจริงๆ เราเป็นอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นตัวหนังเลยพยายามจะเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นตั้งแต่เราเป็นจุดดำในท้องแม่ ซึ่งบางครั้งเราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าจริงๆ เราเคยเป็นแค่นั้นมาก่อน 

หลายพาร์ตของหนังเลยเปิดโอกาสให้คนดูได้ทบทวนตัวเอง ได้คิดตามว่าเราคือใคร เราอยู่ไปเพื่อใคร  ซึ่งมันเป็นคำถามสำคัญมากเลยนะ เพราะสุดท้ายเวลาเรามีปัญหาในชีวิต สิ่งที่เจอมันวุ่นวายเหลือเกิน เราจะกลับไปย้อนถามกับตัวเองว่าเราเป็นใครกันแน่ ซึ่งการกลับไปเจอตัวตนที่แท้จริงหรือเข้าใจความหมายของตัวเราเอง มันจึงจะสามารถแก้ปัญหา คลี่คลายปัญหาที่มีอยู่ในใจ ปัญหาที่เจอในที่ทำงาน บางทีเรามัวแต่คิดว่าต้องไปแก้ตรงนั้นตรงนี้ แต่สุดท้ายแค่ต้องถามตัวเราว่า เราต้องการอะไร เราจะยอมทิ้งสิ่งนี้ได้ไหม และมันเป็นสิ่งที่เราต้องการมีหรือเปล่า  

เราพูดบ่อยมากว่าหนังเรื่องนี้เป็นคำถาม เพราะเราคิดว่าคนดูอาจจะไม่คุ้นกับอะไรแบบนี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เราจะชอบหนังที่มันมีคำถามให้เราแต่ไม่ต้องตอบมันก็ได้ แต่พอเราเจอหนังที่มีคำถาม good question กับเรา มันทำให้เราคิดนั่นคิดนี่ แล้วเรารู้สึกว่าเราเรียนรู้อะไรบางอย่างจากตอนนั้นแหละ จากสิ่งที่เราสงสัย จากตัวละครที่แบบนิสัยไม่เหมือนกับเราเลย  นั่นคือจุดที่ทำให้เราได้ค่อยๆ เรียนรู้ 

ถ้าเราไม่ชอบเขา ทำไมวะ หรือเขาถูกเปล่าวะ เพราะสิ่งที่เขาทำอาจจะเพราะว่าเขารู้สึกว่ามันถูกต้องก็ได้  ทุกคนเวลาทำอะไรสักอย่างจะรู้สึกว่ามันถูกต้องทั้งนั้นแหละ ใช่ไหมล่ะ  เรามีเหตุผลของเราเขาก็จะพูดว่าเขาก็มีเหตุผลของเขา แล้วสุดท้ายมันคืออะไรล่ะ? 

คำถามแบบนี้ทำให้เราได้เรียนรู้คน ได้เรียนรู้โลกใบนี้มากขึ้น 

พูดได้เต็มปากไหมว่า พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) คือผลงานที่มีความซีเรียสมากที่สุดตั้งแต่ทำหนังมา

นวพล : ใช่ ผมคิดว่าเป็นแบบนั้น คือถ้าคนดูดูแล้วเกิดความรู้สึกอึนหรืออึดอัดก็ไม่แปลก เพราะหลายครั้งเราเองก็พยายามจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกแบบนี้มาโดยตลอด แบบเฮ้ย ลืมๆ มันไปเหอะ มันเครียดว่ะ 

แต่เราก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเรากล้าเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้จริงๆ สักที เราอาจเข้าใจบางอย่างและแก้ไขปัญหาได้ เราเคยคุยกับเพื่อนที่ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วเขาบอกว่าอึดอัด เราก็ถามกลับไปนะว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่อึดอัดกว่าเหรอ ที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้บางทีมันหนักกว่าในหนังอีก (หัวเราะ) 

สำหรับเรา เราเป็นคนที่ถ้าเกิดรู้สึกอึดอัด เราจะถามกับตัวเองว่าสิ่งที่กำลังอึดอัดมันแก้ได้ไหมในตอนนี้ หรือต้องใช้เวลาในการอดทนรอเพื่อที่จะแก้ไข มันเหมือนกับคุณต้องออกกำลังกายให้เหงื่อออกก่อนคุณถึงจะรู้สึกดีขึ้น ซึ่งภาพยนตร์เรื่องหนึ่งมันสามารถทำอะไรแบบนั้นได้

แสดงว่าสิ่งที่คุณเห็นคือคัลเจอร์ของคนทำงานเดี๋ยวนี้มี empathy ที่น้อยลงหรือเปล่า

นวพล : เราว่ามันมี empathy น้อยลงจนคนถามหาถึง empathy สิ่งนี้มันหนักกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน หรือ 20 ปีก่อน เหมือนระบบของบริษัทมองคนเป็นยูนิตมากขึ้นเรื่อยๆ เราเรียกคนบางกลุ่มว่า segment a, segment b มองคนเป็นกลุ่ม เป็นตัวหนังสือเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการระบบ 

คุณหาวิธีง่ายๆ ในการคิดกับชีวิต ด้วยการเปรียบมันเป็นโปรดักต์ เรามีชื่อเรียกของความรู้สึกนั้น คุณรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอันนี้ เราควรจะวัดผลคนจากดาต้า จาก KPI ความสามารถของคุณเก่งหรือเปล่า  ไหนดูซิทำได้กี่คะแนน 

พอมันเหลือแค่ตัวเลข เราเลยเห็นแค่ตอนที่มันไฟนอล โดยคุณไม่รู้ว่าระหว่างทางเขาแลกมาด้วยอะไร คุณเผลอเอาเปรียบคนหรือเปล่า พอคุณคิดด้วยวิธีนี้ความเป็นเลือดเนื้อมันก็จะหายไปจนหมด

ตอนเราอายุ 20 เราไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้เลยนะ ยุคเรามันคือเรื่องของการตามหาความฝัน แต่เดี๋ยวนี้มันคือถ้าคุณทำได้ไม่ถึง KPI ไม่แน่ใจว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เทียบแล้วมันเย็นชากว่ากันเยอะ

ทำไมทั้งตัวละครนำอย่าง ‘เฟรน’ (เอิงเอย–ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์) หรือแม้กระทั่งชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Human Resource) ต้องมีความเกี่ยวโยงกับตำแหน่งอาชีพ HR

นวพล : เรารู้สึกว่าอาชีพ HR คือคนที่เสมือนเป็นตัวกลางระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า เป็นคนที่เห็นธรรมชาติของคนครบทุกด้าน ในขณะที่เขากำลังจะรับพนักงานคนหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนลูกที่กำลังจะเกิด ในขณะที่เขารู้ความเป็นไปของบริษัท รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ภายใต้เงื่อนไขนี้ ความต้องการที่แท้จริงของการตามหาตำแหน่งนี้มันคืออะไร มันเลยเหมือนเป็นอาชีพที่เห็นทั้งด้านมืดและด้านสว่างของคน เราเลยรู้สึกว่าอาชีพ HR มันเหมาะกับหนังเรื่องนี้ 

มันเป็นการเปรียบเปรยว่า อาชีพ HR ที่ต้องหาคนมาทำงานในบริษัทมันคล้ายกับการให้กำเนิดคนคนหนึ่งมาบนโลก ที่ต่างกันคือ ‘ลูก’ ไม่ได้มาจากการสัมภาษณ์ เขาไม่สามารถตัดสินใจได้ว่ามาเกิดดีไม่เกิดดี แต่พนักงานเขามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะมาทำงานหรือไม่ทำ

ตอนคุณอยู่ในสถานะ ‘พนักงานใหม่’ คุณเจอกับเรื่องอะไรบ้าง

นวพล : มันไม่เชิงกับการเป็นพนักงานสักทีเดียวเพราะเราเริ่มจากการเป็นฟรีแลนซ์ แต่สำหรับเรา การเป็นฟรีแลนซ์เหมือนเป็นพนักงานใหม่ all the time เพราะพอคุณทำงานเสร็จโปรเจกต์หนึ่งมันก็เหมือนคุณลาออก คุณไปรับอีกโปรเจกต์หนึ่งมันก็เหมือนคุณไปเจอออฟฟิศใหม่ มันเหมือนกับต้องปรับตัวทุกครั้งเวลาคุณเจอกับคนทำงานชุดใหม่ 

ข้อเสียคือเหนื่อยนิดหน่อย วันนี้อาจจะได้ทำงานกับคนนี้ พรุ่งนี้อาจจะได้ทำงานกับคนกลุ่มนี้ เราก็ต้องมาทำความเข้าใจว่า คนคนนี้เป็นยังไง แก๊งนี้เป็นยังไง ต้องทำยังไงเราถึงจะทำงานด้วยกันได้

ส่วนข้อดีคือเราได้รู้ว่าคนมันหลากหลาย ซึ่งการได้เจอคนหลากหลายมันทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น คุณอาจหงุดหงิดกับบางเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน แต่คุณจะโกรธน้อยลง สมมติเราเจอคนที่พูดเสียงแข็ง เราจะเข้าใจว่า มันเป็นแค่วิธีพูดของเขาเฉยๆ เขาไม่ได้มีอะไร เวลาทำงานก็มีประสิทธิภาพปกติ  

ในเมื่อคุณไม่เคยเป็นพนักงานประจำหรือพนักงานออฟฟิศมาก่อน คุณอธิบายถึงสถานการณ์ที่เจอในหนังให้นักแสดงยังไง 

นวพล : สิ่งที่เราทำคือรีเสิร์ชข้อมูลจากการคุยกับ HR และเราส่งต่อนักแสดงด้วยการพาไปเจอกับคนที่เขาทำงานในที่แบบนั้นจริงๆ 

ซึ่งหนังของเราไม่ใช่หนังที่เจาะชีวิต HR แต่เราเล่าถึงวิธีคิด วิธีมองของคนทำอาชีพ HR เขาเห็นแล้วเขารู้สึกยังไง หรือมันหล่อหลอมให้เขาเป็นคนยังไง เราพยายามให้นักแสดงเข้าใจถึงตรงนี้ 

ซึ่งจริงๆ คำถามของ HR มันจะไม่ใช่ชุดคำถามแบบที่เราเคยได้ยินกัน อย่างอีก 5 ปีคุณมองถึงอนาคตตัวเองยังไง แต่มันคือการคุยถึงชีวิตที่ผ่านมา ตอนเรียนมหาวิทยาลัยคุณเป็นคนแบบไหนลองเล่าให้ฟังหน่อย เขาจะประมวลทุกอย่างที่คุณเล่าให้เขาฟัง เป็นเหมือนคำถามเชิงจิตวิทยา เราถึงรู้ว่าคนทำอาชีพนี้วันวันหนึ่งเขาได้เจอคนหลากหลายประเภท

เราพยายามเล่าทุกอย่างให้มันจริง ไม่แต่งเติมจนมันรู้สึกจัดจ้าน อย่าง conflict ที่เล่าว่าพนักงานเจอหัวหน้าปากระดาษใส่หน้า จริงๆ มันมีคนที่ยอมและไม่ยอม บางคนอาจจะยอมเพราะว่ามีเหตุจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ 

คุณเคยบอกว่า ต้องการให้เมสเซจจากหนังเรื่องนี้เข้าถึงคนดูได้ทุกประเทศ ซึ่งหนังก็ได้ถูกฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 82 (Venice International Film Festival) คำถามคือต่างประเทศเขารู้สึก relate ต่อการเป็นพนักงานใหม่เหมือนที่คนดูชาวไทยรู้สึกไหม?

นวพล : ค่อนข้างจะแตกต่าง อย่างคัลเจอร์การทำงานของคนยุโรป เช่น อิตาลี คืออยากจะหยุดวันไหนก็หยุด หรือระบบการทำงาน สวัสดิการเขาก็ค่อนข้างจะดีกว่าบ้านเรา แต่เขาก็แชร์ว่าระบบองค์กรบางอย่างของเขาก็เคร่งครัด ตำแหน่ง HR ก็อาจไม่ได้มีความเป็นกันเอง เข้าขั้นเย็นชาด้วยซ้ำ 

ที่ใกล้เคียงอาจจะเป็นไต้หวันหรือญี่ปุ่นที่เขาดูแล้วบอกว่าเขาเข้าใจ อย่างญี่ปุ่นที่เขาแชร์ว่า คัลเจอร์การทำงานของเขา ถ้าเจ้านายไม่กลับคุณก็ยังกลับไม่ได้ มันเลยเป็นเรื่องของแต่ละพื้นที่ไป

ในฐานะที่คุณอยู่ในวงการหนังไทยมานานกว่า 10 ปี และเป็นผู้บริหารของบริษัท Very Sad Pictures คุณคิดเห็นยังไง ที่คนในวงการเดียวกันกับคุณบอกว่า คนทำหนังปัจจุบันต้องมีอาชีพเสริมเพื่อรองรับความเสี่ยงในชีวิต

นวพล : เราว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ไม่เกี่ยวกับการมาของโควิด ของสตรีมมิ่ง คือเราไม่แน่ใจว่าวงการหนังบ้านเราจะเรียกอุตสาหกรรมได้เต็มปากขนาดนั้น ปีหนึ่งรวมกันอาจจะส่งออกหนังได้แค่ 30-40 เรื่อง 

ถ้าถามว่าจำเป็นต้องมีอาชีพที่ 2 ไหม อันนี้ใช่อยู่แล้ว เกือบทุกคนต้องมี เว้นแต่บางคนที่เขามีกำลังจะทำแบบนั้นได้เรื่อยๆ แต่มันเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก

ถ้าอย่างนั้น คนทำหนังที่ประสบความสำเร็จในมุมของคุณต้องเป็นแบบไหน

นวพล : ถ้าในเชิงไฟแนนเชียลมันไม่ติดลบก็ดี (หัวเราะ) เพราะถ้ามันไม่ติดลบ เราก็อาจจะได้ทำต่อไปเรื่อยๆ คือเราเป็นคนไม่ได้คาดหวังอะไรเยอะ อาจจะได้กำไรสักหน่อยก็ดี เราก็จะได้ทำต่อไป 

เพราะฉะนั้นสำหรับเราประสบความสำเร็จมันคือคุณรู้จักความต้องการของตัวเองดีพอ แล้วคุณสามารถจัดการให้มันเข้ากับชีวิตของคุณได้ แต่ถ้าคุณมีความต้องการแบบอยากรวยสุดๆ ไปเลย ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร คุณก็อาจจะต้องทำงานเยอะขึ้นหน่อย คุณก็ต้องทำโปรเจกต์ที่มันได้เงินมหาศาลเพื่อที่จะตอบโจทย์กับความต้องการของคุณ

แล้ววงการหนังไทยจะยังมีที่ยืนให้กับเด็กจบใหม่ที่มีความฝันอยากเป็นคนทำหนังอยู่ไหม

นวพล : ผมไม่แน่ใจว่าเขายังอยากจะเข้ามากันหรือเปล่า เพราะหลังๆ ไม่เข้ามากันเลย เริ่มออกกันหมดละ (หัวเราะ)

ถามว่ายังมีที่ยืนอยู่ไหม มันมีอยู่แล้วแหละ แต่ว่าวงการมันยากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเรายังไม่รู้ว่าต้องทำยังไงมันถึงจะยั่งยืนได้ บวกด้วยเรื่องของเศรษฐกิจที่มันตึงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างยุคของเรามันคือผมอยากทำหนัง มันคือความฝันของผม แต่ถ้าเกิดในยุคปัจจุบัน มันคือผมอยากทำหนังครับ แต่ว่าในเชิงรายได้แล้วนั้น ผมทำโฆษณาอาจจะค่อนข้างแน่นอนกว่า แล้วพอมีโอกาสวันหนึ่งผมอาจจะย้อนกลับมาทำหนังก็ได้ ซึ่งอันนี้ไม่ได้ผิดอะไรเลยเพราะว่า context มันไม่เหมือนกัน เราไม่ได้แบบโห ทำไมน้องไม่สู้เพื่อความฝัน เราเข้าใจว่าสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจมันไม่เหมือน 10 ปีก่อน เลยน่าจะเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ในวงการ ว่าจะทำยังไงให้วงการนี้เฮลตี้กับคนรุ่นใหม่ 

ดูตามบริบทความเหมาะสม ไม่ต้องเสียดายถ้าวันนี้ยังไม่ได้ทำ แต่ถ้ายังอยากทำจริงๆ ก็อย่าลืมว่าเราอยากทำมัน ไม่อย่างนั้นเราจะลืมสิ่งนั้นไปตลอดกาล 

ถ้าหนังเรื่องนี้มี KPI ชี้วัด สำหรับคุณผลลัพธ์เท่าไหนถึงจะเรียกว่าผ่านเกณฑ์

นวพล : จริงๆ ก็ไม่ได้สูงส่งอะไรมาก (หัวเราะ)

อย่างแรกคือถ้าพูดถึงมุมของรายได้ ถ้ามันได้ในแบบที่ไม่เจ็บตัวมากเราก็โอเคแล้วนะ เราก็ไม่ได้หวังว่ามันจะต้อง 50 ล้าน 100 ล้าน สิ่งนี้เราคุยกับค่าย (GDH) คุยกับผู้สนับสนุนแล้วว่ามันอาจจะไม่ได้สูง เราแค่อยากจะไปถึง goal ที่เราจะไปให้ถึง 

สองคือการที่เราสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เรารู้สึกว่าถ้าคนใช้หนังเรื่องนี้พูดคุยในเรื่องประเด็นต่างๆ ที่มันอยู่ในหนัง เหมือนมันเป็นภาพหนึ่งของยุคสมัยที่จะทำให้เกิดการพูดคุยมากขึ้น เราจะยินดีมากๆ  เพราะเรารู้สึกว่า เราอยากให้หนังมันเป็นอะไรที่มากกว่าหนังได้ เพราะว่าจริงๆ ในความเป็นสื่อ มันมีความยิ่งใหญ่ จอใหญ่หนึ่งจอบนตึกสูงหลายชั้นที่รวมคนเป็นร้อยคน 

ถ้าเกิดดูจบแล้วเราสามารถพูดคุยกันได้ แชร์ความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความคิด เรียนรู้ที่จะจัดการความเห็นต่างได้ เราว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา KPI ของเราคือประมาณนี้

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like