นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Michelin Star Wars

ทำไมแบรนด์ยางรถยนต์จึงมีอิทธิพลในธุรกิจร้านอาหาร? เบื้องหลังและอีกด้านของ Michelin Guide 

เราคงเคยได้ยินหลายคนที่ละปลงจากเรื่องทางโลกพูดประโยคทำนองว่า “เรากินเพื่ออยู่”

ในขณะเดียวกันหลายคนที่เอนจอยกับการกินอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยคงเห็นด้วยมากกว่ากับปรัชญาที่ว่า “เราอยู่เพื่อกิน”

จะ “กินเพื่ออยู่” หรือ “อยู่เพื่อกิน” มนุษย์เราล้วนแล้วแต่ปฏิเสธการกินไปไม่พ้น นอกจากอาหารจะเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์แล้ว อาหารยังนำพาเอาความสุข รอยยิ้ม ความอิ่มเอมใจมาให้ผู้คนอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นรสชาติที่คุ้นเคยอย่างอาหารโฮมเมด อาหารพื้นถิ่นที่กินแล้วคิดถึงบ้านเก่าเมืองเกิด หรือจะเป็นอาหาร fine dining ที่ให้ความรู้สึกหรูหราซับซ้อนทุกครั้งที่ได้กัดกิน

เมื่ออาหารคือสิ่งที่นำพาความรื่นรมย์ใจมาให้แก่ชีวิต เราจึงได้เห็นผู้คนหลายต่อหลายคนเสาะแสวงหาร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ที่ไหนว่าดี ที่ไหนว่าเด็ด ก็จะขับรถพาตัวเองไปให้ถึง ไปลองชิมดูสักครั้งว่าที่เขาว่ากันว่าดีนั้นดีจริงหรือไม่?

เมื่อเราอาศัยอยู่ในโลกประชาธิปไตยที่ใครๆ สามารถจะมีชีวิต มีเสรีภาพ และมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาความสุขได้อย่างอิสระ และความสุขที่ดูจะจับต้องเข้าถึงได้ของคนในทุกสังคมและทุกช่วงวัย คือการได้กินอาหารมื้ออร่อย โลกใบนี้จึงมีการรวบรวมร้านอาหารรสเยี่ยมเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในแบบคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ บทความในนิตยสาร รายการในโทรทัศน์ หรือการแชร์ภาพอาหารน่ากินของอินฟลูเอนเซอร์ในโลกโซเชียล

แต่การรวบรวมร้านอาหารรสอร่อยในรูปแบบที่ดูจะได้รับความนิยม พร้อมๆ กับดูเหมือนกับว่าจะเป็นที่ยอมรับในสายตาสากลโลก คงหนีไม่พ้นการรวบรวมร้านอาหารร้านอร่อยในหนังสือปกแดง

ที่มีคำประทับบนหน้าปกว่า ‘มิชลินไกด์ (Michelin Guide)’

หลายปีที่ผ่านมานี้เรามักได้ยินคำว่า มิชลินไกด์ แพร่หลายขึ้นในบ้านเรา ชื่อร้านอาหาร ร้านขนมร้านไหนที่ถูกรวบรวมเอาไว้ในหนังสือมิชลินไกด์ ดูเหมือนจะเป็นร้านที่จะได้รับความสนใจจากสื่อและมวลชน และความสนใจจากสาธารณชนเหล่านี้ก็มักจะสะท้อนกลับไปที่ยอดขาย ยอดจองคิวอันหนาแน่นของร้านนั้นๆ

นอกจากการรวบรวมร้านดังให้เป็นรายชื่อร้านอร่อยที่หลายคนอยากไปตามรอยอย่าง หนังสือมิชลินไกด์แล้ว คุณคงจะคุ้นหูมาไม่มากก็น้อยกับการจัดอันดับและติดดาวมิชลิน ซึ่งเราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่าการได้ดาวมิชลินเป็นหนึ่งในความภูมิใจขั้นสูงสุดของคนเป็นเชฟและคนทำร้านอาหารไล่เรียงไปตั้งแต่การได้รับ 1 ดาว ถึง 3 ดาว

แต่คุณเคยคิดตงิดคิดสงสัยไหมว่า คำว่ามิชลิน (Michelin) ในธุรกิจอะไหล่ยนต์ หรือพูดให้เจาะจงมากขึ้นคือธุรกิจยางรถยนต์ พร้อมกับมาสคอตมิชลินแมน (Michelin Man–ที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Bibendum) กับคำว่า ‘มิชลิน’ ในโลกแห่งอาหาร ทั้งสองมิชลินนี้เป็นมิชลินที่มาจากบริษัทเดียวกันหรือไม่? 

คำตอบ คือ ใช่!

มิชลินทั้งสองคำนี้ล้วนมาจาก บริษัทมิชลินที่ผลิตยางรถยนต์ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส ว่าแต่บริษัทผลิตยางรถยนต์กลายร่างมาเป็นบริษัทที่ทรงอิทธิพลในวงการอาหารได้ยังไงกัน ยางรถยนต์กับอาหารดูไม่ใช่ธุรกิจที่จะเชื่อมโยงกันได้เอาเสียเลย

การจะตอบคำถามนี้เราอาจจะต้องย้อนเวลาเดินทางกันกลับไปไกลสักหน่อย สักประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว สมัยที่รถยนต์ยังไม่ใช่พาหนะพื้นฐานที่ทุกคนจับต้องและเข้าถึงได้อย่างทุกวันนี้

ปี 1889, ณ เมืองแกลร์มง-แฟร็อง (Clermont-Ferrand) เมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนมาทางใต้ของฝรั่งเศส สองพี่น้องตระกูลมิชลิน อองเดร (André) และเอดูอาร์ (Édouard) ได้เริ่มก่อตั้งบริษัทยางรถยนต์ขึ้นหมายจะเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ด้วยวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นรถยนต์ทั่วทั้งฝรั่งเศสรวมกันแล้วนับจำนวนคงมีไม่ถึง 3,000 คันเสียด้วยซ้ำ

สองพี่น้องตระกูลมิชลินจึงคิดค้นวิถีทางที่หลากหลายที่จะสนับสนุนให้คนหันมาใช้รถยนต์มากขึ้น เพื่อที่ท้ายที่สุดจะได้กลับมาเป็นลูกค้าอุดหนุนกิจการยางรถยนต์ของพวกเขา เช่น การช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยการติดป้ายบอกสัญลักษณ์จราจรตามจุดต่างๆ และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เขาทั้งสองคิดขึ้นมาได้ก็คือการทำหนังสือคู่มือนักเดินทางปกสีน้ำเงินโดยใช้ชื่อว่า มิชลินไกด์ 

หนังสือคู่มือนักเดินทางเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลที่บอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่จำเป็นในการขับรถเดินทางท่องเที่ยว เช่น แผนที่, คู่มือการเปลี่ยนยางรถยนต์, จุดแวะเติมน้ำมัน, และที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเดินทาง นั่นคือ รายชื่อร้านอาหารตามรายทางที่นักท่องเที่ยวสามารถแวะกิน และรายชื่อโรงแรมที่พักที่นักท่องเที่ยวสามารถแวะพักหลับนอนได้

เวลาผ่านไปอย่างเนิบช้าเรื่อยๆ เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษที่สองพี่น้องมิชลินยังคงใช้นโยบายการสนับสนุนให้คนออกมาใช้รถใช้ถนนด้วยการพิมพ์หนังสือมิชลินไกด์นี้แจกฟรี แต่แล้ววันหนึ่งสถานการณ์ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไป เมื่ออองเดรได้เดินเข้าไปในร้านขายยางรถยนต์ร้านหนึ่งแล้วพลันเหลือบไปเห็นหนังสือมิชลินไกด์ที่เขาตั้งใจประคบประหงมรวบรวมข้อมูลจัดทำขึ้นมาอย่างดี วางพาดอยู่บนมานั่งอย่างไร้ค่า

ทันใดนั้นอองเดรเกิดความตระหนักถึงวิสัยบางอย่างของมนุษย์จนทำให้เกิดกลายเป็นหลักการที่เล่าสืบต่อกันเป็นตำนานของบริษัทมิชลิน หลักการที่ว่านั้นคือ “ผู้คนจะเคารพค่าของสิ่งของนั้นๆ ต่อเมื่อเขาได้จ่ายเงินซื้อมัน” (Man only truly respects what he pays for)

จากหนังสือคู่มือการเดินทางที่พิมพ์แจกฟรี หนังสือมิชลินไกด์จึงเปลี่ยนมาเป็นการพิมพ์เพื่อขายในปี 1920 ในราคา 7 ฟรังก์

การจะให้คนควักกระเป๋าซื้อหนังสือสักหนึ่งเล่มในราคา 7 ฟรังก์เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จากเดิมที่เป็นหนังสือแจกฟรีคงจะไม่สามารถคงสิ่งที่เคยทำไว้เช่นเดิมได้ จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเนื้อหาที่อยู่ด้านในบางอย่าง เช่น มีการรวบรวมรายชื่อโรงแรมที่อยู่ในปารีส มีการรวบรวมรายชื่อร้านอาหารแยกตามหมวดหมู่ในแต่ละประเภท และการปรับเปลี่ยนที่สำคัญคือ การถอดพื้นที่หน้าโฆษณาสปอนเซอร์มากมายที่อยู่ในหนังสือมิชลินไกด์ออกไป

จากกระแสตอบรับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ของหมวดหมู่ร้านอาหารในหนังสือมิชลินไกด์ ทำให้สองพี่น้องมิชลินเริ่มว่าจ้าง restaurant inspector (สมัยก่อนเรียกว่า mystery diner) เพื่อตระเวนชิมร้านอาหารแบบไม่แสดงตนว่ามาจากทีมมิชลินไกด์ และทำการรีวิวร้านต่างๆ หลังจากได้ตระเวนชิมแล้ว

ปี 1926 หนังสือมิชลินไกด์เริ่มมีการแจกดาวสำหรับร้านหาร fine dining ที่ restaurant inspector ไปสำรวจชิมและพึงพอใจ โดยการแจกดาวในยุคนี้จะแจกดาวเพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้นให้แก่แต่ละร้านที่ผ่านการประเมิน จนอีก 5 ปีต่อมา จึงมีการจัดตั้งระบบ 1 ดาว, 2 ดาว และ 3 ดาว 

โดยร้านอาหารที่ได้รับ 1 ดาวมิชลินหมายความว่า อาหารที่เสิร์ฟในร้านนั้นเป็นอาหารที่มีคุณภาพดีมาก

2 ดาวมิชลิน หมายความว่า ร้านอาหารร้านนั้นยอดเยี่ยมคุ้มค่าแก่การไปลองชิม

3 ดาวมิชลิน หมายความว่า ร้านอาหารร้านนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ ควรค่าแม้ต้องเดินทางไกลเพื่อให้ได้ไปชิม

จนกระทั่ง ปี 1931 สีของปกถูกเปลี่ยนจากสีน้ำเงินให้กลายเป็นสีแดง และสีแดงยังคงเป็นสีที่ใช้อยู่จวบจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาในปี 1936 ข้อกำหนดมาตรฐานการให้ดาวในแต่ละระดับจึงถูกเผยแพร่สู่สาธารณชน จนถึงปัจจุบันหนังสือมิชลินไกด์ได้รวบรวมรายชื่อร้านอร่อยไว้มากกว่า 30,000 ร้านซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก และเจ้าหนังสือปกแดงเล่มนี้ถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 30 ล้านเล่มทั่วโลก

เจตจำนงเดิมของการจัดทำหนังสือมิชลินไกด์อาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทาง แต่จุดประสงค์ของการดำรงอยู่ในปัจจุบันของการจัดทำหนังสือมิชลินไกด์นั้นเปลี่ยนไป ผู้คนใช้รถใช้ถนนโดยไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นจากหนังสือรวบรวมข้อมูลเดินทางท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่บริษัทยางรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างมิชลินยังคงจัดทำมิชลินไกด์และมีระบบการให้ดาวแก่ร้านอาหารต่างๆ ทั่วโลกอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะการจัดทำหนังสือมิชลินไกด์และระบบดาวมิชลินในร้านอาหาร fine dining เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ยางรถยนต์

Tony Fouladpour ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมิชลินประจำอเมริกาเหนือ ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่า การคงอยู่ของมิชลินไกด์ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูสวยงามขึ้น เพราะธุรกิจยางรถยนต์ไม่ใช่ธุรกิจที่เซ็กซี่ แถมมันยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ให้แบรนด์มิชลินดูหรูหราขึ้นอีกด้วย

เฉกเช่นเดียวกันกับเรื่องราวทุกอย่างบนโลกใบนี้ที่มักจะมีสองด้านเสมอ นอกจากเรื่องราวดีๆ ที่หนังสือมิชลินไกด์ได้นำพาให้ผู้คนเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปเสาะแสวงหาร้านดัง ร้านอร่อยระหว่างทริปการเดินทาง การวางระบบดาวมิชลินก็นำพามาซึ่งเรื่องราวด้านมืดบางประการของวงการอาหารเช่นกัน

หนึ่งในนั้นคือ ความเดียวดายของอาชีพที่ระบบดาวมิชลินได้สร้างให้กับการเป็น ‘restaurant inspector’

แฟนๆ ซีรีส์ Emily in Paris คงได้พบเห็นตัวอย่างของการทำอาชีพนี้แบบรวบรัดในตัวละครที่โผล่มาตอนช่วงท้ายของซีซั่น 3 ซึ่งเธอมีอาชีพเป็นนักชิมจากมิชลิน หรือ restaurant inspector โดยเธอมีบุคลิกที่เคร่งขรึมกับคนทั่วไป และเก็บงำเอาข้อมูลในการประกอบอาชีพนี้อย่างเป็นความลับที่สุด

ตามธรรมดาการเป็น restaurant inspector จะต้องไม่เปิดเผยตัวตน และต้องเก็บเรื่องราวการเป็น restaurant inspector นี้ไว้เป็นความลับ แต่แล้ว Pascal Rémy อดีต restaurant inspector ก็ได้ออกมายืนท่ามกลางสปอตไลต์ของวงการอาหาร เมื่อเขาได้เปิดตัวหนังสือชื่อ L’Inspecteur se Met à Table (The Inspector Sits at the Table) ในปี 2004

ในหนังสือเล่มนั้นได้เขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเป็น restaurant inspector ของระบบมิชลินว่า เป็นอาชีพที่โดดเดี่ยว ได้ค่าจ้างไม่คุ้มค่า และมาตรฐานในการทำงานนั้นหย่อนยานลงเรื่อยๆ 

หลังจากที่หนังสือได้รับการเผยแพร่ออกไป มิชลินได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมกับให้ข้อมูลอย่างกระชับเพียงแค่ว่า อาชีพการเป็น restaurant inspector นั้นไม่ใช่อาชีพที่สวยงามแบบที่ทุกคนเข้าใจ

นอกจากการมีอาชีพเป็น restaurant inspector ไม่ควรจะเป็นอาชีพที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง (ตามคำบอกเล่าของผู้เคยทำอาชีพนี้มาก่อน) อีกหนึ่งข้อกังวลที่ผู้คนในวงการอาหารทั่วโลกส่วนหนึ่งมีความกังวลต่อระบบการให้ดาวมิชลินคือ การสร้างภาวะความเครียดจนเกินพอดี ต่อเชฟและคนทำร้านอาหาร

ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ในปี 1999 Marco Pierre White เชฟดาวรุ่งชาวอังกฤษที่ได้ชื่อว่าเป็นเชฟที่ได้ 3 ดาวมิชลินที่อายุน้อยที่สุด (และถือว่าเป็นอาจารย์ของเชฟเซเลบริตี้อย่าง Gordon Ramsay) ประกาศเกษียณตัวเองและคืนดาวให้กับมิชลิน ก่อนที่เขาจะให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า

“ผมถูกตัดสินจากคนที่มีความรู้ด้อยกว่าผม นี่ตกลงมันใช่หรอ คุ้มแล้วเหรอ? ผมให้ความเคารพกับพวก inspector จากมิชลินมากเกินไป จนผมมาด้อยค่าตัวเอง คืออย่างนี้นะ ผมมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง หนึ่ง–ผมยังคงเป็นนักโทษต่อไปในโลกของผมและยังคงทำงานสัปดาห์ละ 6 วันต่อไป, ผมใช้ชีวิตอยู่บนคำโกหกและชาร์จเงินแพงๆ… หรือคืนดาวมิชลินและใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ของผม…”

การคืนดาวมิชลินของเขาในครั้งนั้นอาจถือเป็นการจุดไม้ขีดไฟครั้งแรกให้กับวงการอาหารให้เห็นอีกด้านของการลุกขึ้นยืนหยัดเมื่อไม่เห็นด้วยกับระบบการจัดอันดับและให้ดาวของมิชลิน

มีเชฟอีกหลายต่อหลายคนที่ตัดสินใจปิดร้านอาหารของตัวเองลงหลังได้รับดาวมิชลิน เพราะไม่อยากอยู่กับแรงกดดันทุกวันทุกคืนที่ไม่ทราบได้ว่าวันใดจะมี restaurant inspector จากมิชลินเดินเข้ามาในร้านเพื่อตัดสินอาหารของพวกเขา เช่น Magnus Nilsson เชฟชาวสวีเดนที่ประกาศปิดร้านอาหารมิชลิน Fäviken ลงเพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ในปี 2019, เชฟฝรั่งเศส Sébastien Bras ผู้ที่ร้านอาหารของเขา Le Suquet ได้รับ 3 ดาวมิชลิน ได้ขอร้องให้มิชลินเอาชื่อร้านของเขาออกจากระบบมิชลินเสียในปี 2018

หรือเชฟชาวเกาหลีใต้อย่าง Eo Yun-gwon ที่เคยฟ้องร้องมิชลินมาแล้วกับการที่มิชลินรวมชื่อร้านอาหารของเขา Ristorante Eo ในโซล ไว้ในมิชลินไกด์ ทั้งๆ ที่เขาร้องขอเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าเขาไม่ต้องการให้ร้านของเขาอยู่ในลิสต์

“มิชลินไกด์คือระบบที่โหดร้าย อันที่จริงมันคือการทดสอบที่โหดเหี้ยมที่สุดบนโลกใบนี้ การทดสอบนี้บังคับให้เชฟต้องทำงานหนักตลอดทั้งปี เพื่อรออย่างมืดบอดว่า เมื่อไหร่การทดสอบนั้นจะมาถึง” Eo Yun-gwon ให้สัมภาษณ์กับ CNN ในปี 2019

แม้ว่ามิชลินไม่ได้มีการออกมาตอบโต้ใดๆ ต่อการที่เชฟหลายต่อหลายคนออกมาขอคืนดาวมิชลินและร้องขอไม่ให้นำชื่อร้านอาหารของพวกเขาเข้าไปในระบบมิชลินไกด์อีก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ครอบครองดวงดาวมิชลินและการได้มีชื่อร้านอาหารอยู่ในหนังสือปกแดงมิชลินไกด์ยังคงเป็นหมุดหมายที่สำคัญของเชฟและผู้ประกอบการร้านอาหารส่วนใหญ่บนโลกใบนี้อยู่ 

สุดท้ายคงถือได้ว่าการเดินทางของทั้งธุรกิจยางรถยนต์และระบบดวงดาว(มิชลิน) ของสองพี่น้องอองเดร และเอดูอาร์ได้เดินทางมาไกลอย่างที่ทั้งคู่ตั้งใจแล้วจริงๆ

อ้างอิง

Writer

อาจารย์ผู้สอนวิชา Introduction to World Cuisine ในมหาวิทยาลัย หญิงสาวผู้หลงรักอาหาร และโฮสต์รายการพอดแคสต์ชื่อ 'Bon Appétit ธุรกิจรอบครัว'

You Might Also Like