นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Casinova

‘ลาสเวกัส’ ต้นแบบเมืองคาสิโน เมืองกิจการหย่าร้าง สู่ดินแดนเทคฯ สตาร์ทอัพ

ประเทศไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องการเปิดเสรีการพนัน เราเริ่มพูดถึงการลงทุนในกิจการคาสิโนซึ่งคือการลงทุนในโปรเจกต์​ขนาดใหญ่ที่มักประกอบไปด้วยธุรกิจโรงแรม พ่วงด้วยพื้นที่สันทนาการ ร้านอาหาร หอประชุม เรียกได้ว่าผุดพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ตอบสนองกับการพักผ่อน เกมและความบันเทิง

เมื่อเราพูดถึงเมืองที่เติบโตขึ้นได้ด้วยความคาสิโน ต้นแบบหนึ่งของโลกคือการเกิดขึ้นของลาสเวกัส ในปัจจุบัน คำว่า ‘ลาสเวกัส’ น่าจะสลัดภาพคำว่าเมืองคนบาปออกไปแล้ว แน่นอนกิจการคาสิโนก็ยังมีอยู่ แม้ตอนนี้จะค่อนข้างกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว เป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงในการจัดงานอีเวนต์และคอนเสิร์ต 

นอกจากนั้นการมีลูกบอลยักษ์เดอะสเฟียร์ เวกัส หรือศูนย์กลางการจัดงานเทคโนโลยีตั้งอยู่นั้นยังทำให้ลาสเวกัส เริ่มมีภาพจำการเป็นพื้นที่ของสตาร์ทอัพเทคฯ รุ่นใหม่ๆ 

เวกัสในฐานะเมืองที่ส่องสว่างด้วยแสงสีอยู่กลางทะเลทราย เป็นอีกเมืองที่มีประวัติศาสตร์ที่เฉพาะตัว มีกิจการที่ไม่ได้มีแค่คาสิโน แต่มีบริบทและระบบเศรษฐกิจ ที่ทั้งก่อตัวให้เกิดคาสิโน และคาสิโนส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจอื่นๆ เวกัสเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่เมืองน้อยๆ เป็นจุดพักที่เริ่มจากการขยายตัวโครงข่ายรถไฟ ก่อนกลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิงอันเนื่องมาจากการสร้างเขื่อน และเขื่อนนั้นก็ทำให้เวกัสมีไฟฟ้าราคาถูกใช้ 

หลังจากเมกะโปรเจกต์ การมาถึงของวัฒนธรรมรถยนต์ และแน่นอน กลุ่มมาเฟีย ก็เริ่มทำให้เวกัสโด่งดังจากการเป็นจุดพักผ่อน มีชื่อเสียงจากการพัฒนาโรงแรมที่ให้ความรู้สึกหรูหราที่มาพร้อมคาสิโน และการที่เวกัสค่อยๆ ปรับตัวไปสู่พื้นที่ท่องเที่ยวครอบครัว และการก้าวมาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่ทำให้ภาคธุรกิจอื่นๆ เติบโตตาม

ทุ่งหญ้าและการตั้งรกรากในดินแดนแสนไกล

ลาสเวกัสเป็นอีกเมืองและเป็นอีกพื้นที่ที่เศรษฐกิจต่างๆ เติบโตโดยสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การพัฒนาของอเมริกา กล่าวคือ ลาสเวกัสเป็นพื้นที่เก่าแก่และเป็นพื้นที่สำคัญของแถบแคลิฟอร์เนีย ภูมิศาสตร์ของเวกัสที่แม้จะตั้งอยู่ในทะเลทรายโมฮาวี แต่พื้นที่เดิมของเวกัสเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำ และมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้า ก่อนที่จะมีการตั้งถิ่นฐาน พื้นที่แถบทะเลมีกลุ่มชนพื้นเมืองร่อนเร่อยู่ในพื้นที่

ชื่อของลาสเวกัส เกิดขึ้นในการสำรวจดินแดนของนักเดินทางชาวสเปน คำว่าลาสเวกัสหมายถึงทุ่งหญ้า ซึ่งตั้งมาจากความอุดมสมบูรณ์และการเป็นแหล่งน้ำที่ทำให้เวกัสเป็นเหมือนโอเอซิสกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งและแสนไกล เดิมเวกัสจึงเป็นจุดผ่านและจุดพักสำคัญของเส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างนิวเม็กซิโกกับแคลิฟอร์เนีย

ในช่วงอเมริกาเริ่มมีการหักร้างถางพง และตั้งถิ่นฐานของชาวอเมริกัน ช่วงนี้เองที่เวกัสเริ่มเติบโตขึ้นโดยสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์อเมริกาที่เราเคยพูดถึงในบทความว่าด้วยร้านซักรีด คือการตื่นทองและการสร้างทางรถไฟขยายมาจนถึงแคลิฟอร์เนีย 

การตั้งถิ่นฐานที่เวกัสในฐานะพื้นที่บุกเบิกใหม่ แรกสุดมีกลุ่มมอร์มอนเข้าตั้งถิ่นฐานในช่วงปี 1855 ก่อนที่จะล้มเหลวไป หลังจากนั้นนายอ็อกตาเวียส กาสส์ (Octavius Gass) ชายหนุ่มที่เดินทางมาหาความฝันที่แคลิฟอร์เนีย ได้ลงหลักปักฐานและสร้างที่อยู่อาศัย บุกเบิกเป็นเมืองน้อยๆ ขึ้น ภายหลังอ็อกตาเวียสได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งลาสเวกัส เนวาดา และชื่อของลาสเวกัสในฐานะเมืองอย่างเป็นทางการก็เริ่มต้นจากคุณกาสส์นี่แหละ

เรื่องราวการสร้างเมืองของอ็อกตาเวียสก็มีความน่าสนใจ คุณกาสส์เป็นอีกหนึ่งอเมริกันชนตัวอย่าง เขาเป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็ง ทำฟาร์ม แต่งงาน มีลูก เลี้ยงดูตัวเองได้ แต่มีกระแสว่าน่าจะได้เรียนระดับวิทยาลัย ในภาพรวมเป็นคนมีความรู้ เป็นที่เคารพ รู้ภาษาอังกฤษและสเปน รวมถึงมีความรู้ด้านวิศวกรรมโยธา 

ในช่วงที่เกิดการตื่นทอง หรือ California Gold Rush กาสส์เป็นอีกคนที่เดินทางมาหาความฝันและความรุ่งโรจน์ที่แคลิฟอร์เนีย โดยกาสส์เองขึ้นชื่อเรื่องการสร้างบ้านเรือน ประยุกต์ ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นด้วยตัวเอง หลังจากเดินทางแสวงโชคที่แคลิฟอร์เนีย ประกอบสารพัดอาชีพ ทั้งทำเหมือง โรงเชือดทั้งในซานฟรานซิสโก และลอสเอนเจลิส กาสส์ตัดสินใจเดินทางมายังพื้นที่ลาสเวกัส ซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งที่มีป้อมเก่าที่กลุ่มมอร์มอนทิ้งไว้ 

ตอนนั้นหัวหน้ากลุ่มมอร์มอนระบุว่าพื้นที่ให้ผลผลิตไม่ดี ปลูกพืชไม่ได้ผล เหมืองที่อยู่ใกล้ๆ ก็ให้ผลไม่ดี ซึ่งไม่แน่ใจว่าแกไปเจอเจ้าของที่ดินไหม แต่สรุปก็เลยซื้อป้อมหรือสิ่งปลูกสร้าง และเริ่มลงมือทำฟาร์ม กาสส์เรียกพื้นที่นี้ว่า Las Vegas Rancho 

ในการดูแลของอ็อกตาเวียส กาสส์ ป้อมเดิมและฟาร์มที่มีเนื้อที่แทบจะเท่ากับทั้งหมดของเวกัสในปัจจุบัน ค่อนข้างเป็นฟาร์มที่อุดมสมบูรณ์ มีผลผลิตดี แถมเป็นพื้นที่หยุดพักของคณะเดินทางตามเส้นทางเชื่อมเม็กซิโกกับแคลิฟอร์เนีย แต่กิจการของกาสส์กลับมีหนี้สิน จนกาสส์ตัดสินใจขายฟาร์มและย้ายไปอยู่ที่อื่นในราวปี 1881 ปัจจุบันกาสส์ นอกจากได้ฉายาที่คนบางส่วนจดจำ และมีชื่อเป็นถนน Gass Avenue และสวน Gass Peak ในเวกัสปัจจุบัน กาสส์เองเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของพื้นที่ที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมืองที่เติบโตด้วยรถไฟ

จากการหักร้างถางพงและทำฟาร์มในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ลาสเวกัส ในฐานะเมือง เริ่มต้นในทศวรรษ 1900 เมืองแบบเวกัสบูมขึ้นโดยสัมพันธ์กับบริบทการพัฒนาของอเมริกา เวกัสคล้ายกับหลายเมืองคือเกี่ยวข้องกับการมาถึงของรถไฟ และตัวเวกัสเองก็มาบูมอย่างแท้จริงอีกครั้งในการลงทุนสร้างเขื่อน

ในปี 1905 การสร้างรถไฟเชื่อมระหว่างซอลต์เลค ไปจนถึงลอส แอนเจลิส เมืองชายฝั่งสร้างเสร็จ พื้นที่เวกัส ที่ขณะนั้นมีการถือครอง จากเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ก็มีกระทั่งการสร้างระบบท่อน้ำคือมีระบบประปาแล้ว ในยุคนั้นรถไฟยังใช้หัวจักรไอน้ำ ลาสเวกัสจึงกลายเป็นจุดพักรถไฟและใช้สำหรับเติมน้ำให้กับหัวรถจักร 

ภาพของเวกัสในยุคนั้นเริ่มเจริญ และเริ่มเป็นพื้นที่การลงทุนที่โตไปพร้อมกับกิจการรถไฟซึ่งเป็นบริษัทเอกชน มีการขายที่ดิน ขยายเมือง และเพิ่มสายรถไฟ ซึ่งในปี 1905 มีการขายที่ดินแปลงใหญ่ของเวกัส และกลายพื้นที่เมือง (town) น้อยๆ ก่อนกลายเป็นเทศมณฑลในปี 1911 และมีการแต่งตั้งเทศมนตรีคนแรก

หลังจากปีที่เวกัส กลายเป็นพื้นที่เมืองเต็มตัวในปี 1905 ก็ได้เกิดเมืองหรือดาวน์ทาวน์ เวกัสมี โรงแรม-คาสิโนแห่งแรกเปิดบนถนนเฟรมอนต์สตรีท ภาพกว้างด้านกิจการการพนันและเมืองเวกัสในฐานะเมืองสถานีรถไฟ ค่อนข้างเรียบๆ ค่อนไปทางเงียบเหงา เนื่องจากในปี 1910 รัฐเนเวดาร์ซึ่งเป็นรัฐที่ลาสเวกัสตั้งอยู่นั้นเองได้แบนการพนัน ก่อนจะกลับมาถูกกฎหมายในปี 1931 ตอนนั้นเวกัสเริ่มถูกครอบครองและพัฒนาโดยกลุ่มมาเฟียแล้ว

กิจการการแต่งงานและภาพลักษณ์เมืองเสรี

ในปี 1931 นี้เองที่เป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญซึ่งทำให้เวกัสเจริญขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเป็นรากฐานของเวกัสในปัจจุบัน จุดเปลี่ยนและรากฐานแรกเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ค่อนไปทางเสรีนิยมที่ว่าด้วยการแต่งงานและการหย่าร้าง 

สมัยก่อนการแต่งงานในสหรัฐฯ ต้องมีกระบวนการ มีทั้งการยื่นขอ มีระยะเวลาการรอเพื่อแสดงผลตรวจเลือดซึ่งคือการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย รวมไปถึงการหย่าร้างซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่มีการจดทะเบียนหย่าได้โดยง่าย การหย่าร้างถือเป็นการขัดต่อประโยชน์สาธารณะ การแต่งงานและการหย่าเป็นเรื่องยาก ซึ่งเนวาดาเป็นรัฐที่คู่รักสามารถยื่นขอหย่าร้างได้

สำหรับเวกัสเองก็ขานรับนโยบายของเนวาดา ในตอนนั้นตามกฎหมายคือ ประชาชนที่เดินทางมาพำนักในเนวาดา รวมถึงที่เวกัสเพียง 6 สัปดาห์ ก็ใช้สิทธิตามกฎหมายของรัฐได้ทั้งในการแต่งงานที่ง่าย และการหย่าร้างที่ไม่ลำบาก ในทศวรรษ 1930 เวกัสกลายเป็นเมืองที่เกิดกิจการการท่องเที่ยวเชิงหย่าร้าง (divorce tourism) 

การเปิดกฎหมายที่มีความเสรีจากการแต่งงานและหย่าร้าง ถือเป็นการที่รัฐรวมถึงเวกัสเองปกป้องกิจกรรมส่วนตัวของประชาชน มีงานศึกษาเสนอว่าการโปรโมตเมืองด้วยกฎหมายสมรสที่มีความอิสระเป็นความตั้งใจจากทางการ 

ทั้งงานศึกษายังเสนอว่าการเดินทางมายังเมืองจากการเปลี่ยนกฎหมายส่งผลกับการเติบโตของเศรษฐกิจของเมืองในภาพรวม และสนับสนุนทำให้เวกัสกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ผลเชิงบวก แต่ความเฟื่องฟูนี้ก็เริ่มสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อรัฐอื่นๆ ปฏิรูปกฎหมายไปในทำนองเดียวกันกับที่เนวาดา​ทำ

เขื่อน แรงงาน ไฟฟ้า และคาสิโน

เรายังอยู่ในปี 1931 ซึ่งเวกัสก่อรากฐานจากเหตุการณ์สำคัญนอกจากการเป็นเมืองหย่าร้าง 

ในปี 1931 เวกัสเริ่มกลายเป็นเมืองคาสิโนและสถานบันเทิงเต็มรูปแบบ เนื่องจากการลงมือสร้างเขื่อนชื่อ Boulder Dam ปัจจุบันคือเขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam) โปรเจกต์การสร้างเขื่อนที่เริ่มต้นขึ้น ทำให้แรงงานชายที่ไร้พันธะทะลักเข้าสู่เวกัส ในปีนั้นเอง พลเมืองของเวกัสเพิ่มขึ้น 5 เท่า จาก 5,000 คน กระโดดไปที่ 25,000 คน

เมื่อมีแรงงานหนุ่มก่อตัวขึ้น พร้อมๆ กับจังหวะที่เวกัสเริ่มมีกลุ่มมาเฟียและนักธุรกิจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ ย่านกลางเมืองเวกัสจึงเริ่มเห็นโอกาสของการเปิดตลาดความบันเทิงให้กับแรงงานชายหนุ่มที่เหน็ดเหนื่อย กลุ่มอิทธิพลจึงเริ่มลงทุนสร้างคาสิโนและโรงละครที่มีนางโชว์แสดง

อันที่จริง เมืองเช่นเวกัสเป็นพื้นที่ที่รัฐเข้ามาดูแลและควบคุมตั้งแต่ก่อนลงมือก่อสร้างเขื่อน เช่น มีเจ้าหน้าที่ตรวจพื้นที่และพบว่าแรงงานบางคนมีกลิ่นเหล้า ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงแบนเหล้า แต่ทางรัฐพบว่ากิจการคาสิโนและความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจให้ประโยชน์กับท้องถิ่น

ในปีเดียวกันนั้นเอง ทั้งกฎหมายหย่าร้าง คนงานที่เข้ามาสร้างเขื่อน และการที่รัฐเนวาดาตัดสินใจทำให้การพนันกลับมาถูกกฎหมาย ดึงเอากิจการของมาเฟียเข้าสู่พื้นที่และเริ่มมีการให้ใบอนุญาตธุรกิจการพนัน เวกัสจึงเกิดคาสิโนที่ได้รับอนุญาตแห่งแรกในปี 1931 คือ The Northern Club และตามมาด้วยคาสิโนอื่นๆ บนถนนเฟรมอนต์ ตรงนี้แม้ว่ารัฐจะให้ใบอนุญาตกับคาสิโน แต่รัฐเองยังเข้ามากีดกันการเข้าใช้บริการคาสิโนของแรงงานสร้างเขื่อนอยู่ 

เมืองแห่งแสงไฟ ทางหลวง และกิจการท่องเที่ยวครบวงจร

จากคาสิโนที่เน้นบริการแรงงาน รวมถึงรัฐที่พยายามกีดกันแรงงานออกจากสถานบันเทิง ทำให้กิจการยังไม่เฟื่องฟู ทว่าเมื่อเขื่อนสร้างเสร็จในปี 1935 ตัวเขื่อนทำให้เกิดกิจการผลิตไฟฟ้าในปี 1937 และแน่นอนลาสเวกัสกลายเป็นพื้นที่แรกๆ ที่ซื้อไฟฟ้าซึ่งผลิตขึ้นจากเขื่อน

ถนนสายหลักของเวกัสที่เต็มไปด้วยโรงแรม คาสิโนและพื้นที่สันทนาการจึงเริ่มสว่างไสวด้วยแสงไฟจากไฟฟ้า ในเวลาเดียวกัน เขื่อนฮูเวอร์ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ ในปี 1940 ทางหลวงสาย 95 ก็ขยายมาถึงลาสเวกัส ทั้งหมดนี้ทำให้เวกัสกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของโรงแรมที่มีระดับและคุณภาพสูงขึ้น ในเมืองแห่งแสงสีนี้เองที่กลุ่มมาเฟียเริ่มเฟื่องฟูขึ้นในเวกัส

ช่วงทศวรรษ 1940 เป็นช่วงที่เวกัสเฟื่องฟู และแน่นอนได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มมาเฟียหลายกลุ่ม ถนนสายหลัก (Las Vegas Strip) เกิดขึ้นในปี 1941 แม้ในช่วงที่เวกัสกำลังจะพุ่งทะยาน การพัฒนาบางส่วนก็ไม่ได้มีคาสิโน แต่เป็นการพัฒนาที่รองรับการมาถึงของทางหลวง เป็นการลงทุนในโรงแรมสำหรับคนขับรถทางไกลและต้องการพักผ่อน โดยมีคาสิโนและสิ่งบันเทิงอื่นๆ ให้บริการเสริม

ด้วยการลงทุนพัฒนาในกลุ่มมาเฟีย ในท่ีสุดกลุ่มมาเฟียเริ่มปรับปรุงจนเกิดเป็นภาพโรงแรมและพื้นที่ความบันเทิงครบวงจรซึ่งเรียกว่าเป็น ‘ประสบการณ์แบบเวกัส’ เป็นความบันเทิงชั้นเยี่ยมที่มาพร้อมกับคาสิโนคุณภาพสูง ทั้งหมดนี้มีความหรูหราฉูดฉาดอย่างที่เราจะนึกภาพเวกัสออก

ในแง่การพัฒนา เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเวกัสเกิดขึ้นจากกลุ่มมาเฟียนอกกฎหมาย แต่กระแสที่เกิดขึ้นมีความน่าสนใจ เช่น ในความเจริญที่สร้างด้วยเงินนอกกฎหมาย ในที่สุดทศวรรษ 1950-1960 เริ่มมีเงินทุนอื่นๆ เข้ามาร่วมทุน เช่น มีเงินจากวอลล์สตรีท กระทั่งจากกลุ่มศาสนาคือศาสนจักรของมอร์มอน ไปจนถึงเงินทุนจากกองทุนของมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน

ผลคือภาพของเวกัสเริ่มเปลี่ยนจากดินแดนคนบาป เมืองคาสิโนอาชญากรรม กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ในปี 1954 เวกัสมีตัวเลขนักท่องเที่ยวสูงถึง 8 ล้านคนต่อปี ด้วยสาธารณูปโภค ทำให้เวกัสกลายเป็นเมืองที่แสดงคอนเสิร์ตของนักร้องระดับตำนานคือแฟรงก์ ซินาตร้า และเอลวิส เพรสลีย์ เกิดธรรมเนียมบริการของคาสิโนเช่นการบริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้เล่นฟรี รวมถึงเกิดสถาปัตยกรรมน่าตื่นตาตื่นใจของคาสิโน ที่มักจำลองความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมต่างๆ จากทั่วโลก มาไว้ในพื้นที่เดียว

หลังทศวรรษ 1960 ภาพของคาสิโนและโรงแรมที่มีมาเฟียเป็นเจ้าของเริ่มคลายตัวลง หันเหไปสู่พื้นที่ท่องเที่ยวของครอบครัวซึ่งเป็นรากฐานการท่องเที่ยวในปัจจุบัน นอกจากนั้นเวกัสยังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของกิจการเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ซึ่งมาเด่นชัดในช่วงปลายทศวรรษ 2010

ในยุคที่เกิดการปฏิวัติดิจิทัล เกิดซิลิคอนแวลลีย์ สิ่งที่น่าสนใจคือ เวกัสกลายเป็นอีกพื้นที่สำคัญที่ใช้บริการบริษัท สตาร์ทอัพ และคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เทคโนโลยี บทความ Las Vegas doesn’t have to become the next Silicon Valley ในปี 2022 ชี้ให้เห็นการเริ่มก่อตัวของกลุ่มบริษัทฟินเทคในลาสเวกัส คือกิจการคาสิโน ซึ่งเป็นทั้งกิจการเกมมิ่งและกิจการโรงแรมมูลค่าสูง เป็นพื้นที่ที่ใช้บริการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทั้งความปลอดภัยไซเบอร์ ไปจนถึงเป็นลูกค้าที่จะใช้ AI หรือความก้าวหน้าใหม่ๆ ในการพัฒนากิจการให้รุดไปข้างหน้า

ตรงนี้เองที่ดูเหมือนว่าทำเลของเวกัสจะดึงดูดคนรุ่นใหม่ๆ จากแถบแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ลอสแอนเจลิส ให้เข้าไปตั้งถิ่นฐานด้วยหลายสาเหตุ ทั้งโอกาสทางธุรกิจ ราคาอสังหาฯ ที่ไม่สูง บรรยากาศเมืองที่ล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงผลประโยชน์เกี่ยวกับภาษี และเมื่อเกิดการย้ายเข้าของแรงงานกลุ่มใหม่ๆ ที่มีฝีมือและศักยภาพ ภาคธุรกิจอื่นๆ ของเวกัสคือภาคอสังหาริมทรัพย์ บริการสุขภาพ ก็เติบโตขึ้นตามกลุ่มประชากรใหม่ๆ 

ประวัติศาสตร์ที่ยาวยืดของเวกัส อันที่จริงยังมีความซับซ้อนและรายละเอียดอีกมาก ทั้งๆ ที่ถ้าเราดูปีและระยะเวลาการพัฒนา เวกัสถือเป็นเมืองที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและเฟื่องฟูได้ราว 100 ปีเท่านั้น 

เวกัสจึงเป็นอีกตัวอย่างเมืองที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ใต้ดิน การบริหารจัดการของรัฐ การออกกฎหมายที่เปิดกว้าง รวมไปถึงการคลี่คลายขยายตัวซึ่งมีความซับซ้อน สัมพันธ์กับกิจการอื่นๆ ต่อเนื่องกัน และบางส่วนเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม จากกฎหมาย การลงทุนเมกะโปรเจกต์ และการมาถึงของโครงข่ายถนนรถไฟ

อ้างอิงข้อมูลจาก

Writer

ชื่อว่านครับ ทำงานรับจ้างทั่วไปด้านงานเขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องการเขียน การอ่าน และวัฒนธรรม เชื่อว่าพื้นที่นามธรรมเป็นสินทรัพย์ที่จะพาเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Illustrator

ชื่อกล้วยค่ะ banana blah blah เป็นนักวาด บางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ สนใจ Art therapy และการวาดภาพเพื่อ Healing เชื่อว่าการทำงานที่ดีต้องทำให้เราอิ่มทั้งกายและใจ ได้มองเห็นตัวเองเติบโตภายใน

You Might Also Like