นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

kitsch ตา-โขน

Kitt.Ta.Khon แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบจับความ kitsch ของงานคราฟต์มาออกแบบให้เซ็กซี่

Kitt.Ta.Khon อ่านว่า ฆิด-ตา-โขน

ฆิด มาจากการตั้งใจล้อกับคำว่า ‘kitsch’

หากอธิบายงานดีไซน์ที่มีความ kitsch ในไทยให้นึกภาพการแต่งรถทัวร์ที่มีสีสดและลวดลายล้นๆ หรือบ้านสีเขียวสะท้อนแสงหลังคาสีฟ้า

บางคนนิยาม kitsch ว่าคือ low design ที่ไร้รสนิยมแต่สำหรับฆิด-ตา-โขน kitsch คือดีไซน์คาแร็กเตอร์จัดที่มีเสน่ห์

ส่วนตา-โขนมาจากผีตาโขน ที่สื่อถึงเสน่ห์ของความสนุกสนานทางวัฒนธรรม 

รวมคำกันกลายเป็นชื่อแบรนด์ ‘ฆิด-ตา-โขน’ ที่อยากสื่อถึงงานคราฟต์ที่มีความเป็นสากลในตลาดโลก “ตอนเปิดตัวแบรนด์ที่ฝรั่งเศสก็ตั้งใจให้การอ่านชื่อแบรนด์เป็นเเค่การออกเสียงคำคำหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามาจากประเทศไหน เวลาฝรั่งเข้ามาถามแล้วเราบอกว่าชื่อ Kitt.Ta.Khon เขาก็จะบอกว่า I don’t know where you come from. เราตั้งใจให้แบรนด์เราเป็นอย่างนั้น”

พีท–ธีรพจน์ ธีโรภาส เป็นนักออกแบบผู้มีความเป็น global citizen ที่เดินทางไปสัมผัสชุมชนงานฝีมือมาแล้วหลายประเทศทั่วโลกจนรวบรวมความ exotic ที่ได้สัมผัสจากต่างวัฒนธรรมมาออกแบบเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของตัวเองที่มีความป๊อปและสนุกสนาน มีคาแร็กเตอร์แบรนด์ที่เด็กแต่ไม่ทิ้งความประณีตของงานหัตถกรรม

Life Wisdom
Deep Empathy

เมื่อพูดถึงนักออกแบบ เรามักนึกถึงคนที่มีแพสชั่นด้านดีไซน์และความสวยงาม แต่ความจริงแล้วจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในงานออกแบบของพีทไม่ใช่งานจักสาน แต่เป็นความรู้สึกอยากสานต่อเรื่องราวของชุมชน 

“เราไม่ได้ชอบงานหัตถกรรมมาก่อน เราชอบคน ผมอาจจะไม่ได้ถนัดการออกแบบตู้เย็นหรือสินค้าทั่วไป รู้สึกว่ามันห่างไกลกับเรามาก แต่พอมีเรื่องวัฒนธรรมชุมชนและความเป็นอยู่ มันทำให้เราอินได้ง่าย พอไปอยู่กับชาวบ้านหลายอาทิตย์ ได้ไปนอนบ้านเขา คุย กินข้าว เรียนกับเขา ฟังเรื่องราวของเขาแล้วรู้สึกมีความสุข” 

การท่องโลกกว้างช่วยลับคมให้เกิดทักษะการเปิดตาให้กว้างซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักออกแบบที่ดี

“ผมคิดว่าจริงๆ แล้วงานหัตถกรรมไม่ได้เป็นแค่โปรดักต์ แต่มันพูดถึงองค์ประกอบทั้งหมด เราต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนใช้ คนทำ คนผลิต ต้องมองด้วยใจและมองให้กว้าง ไม่มองว่าเราเป็นนักออกแบบจากกรุงเทพฯ ที่จะมาพัฒนา แต่มองให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตและวิธีการพัฒนางาน”

เคล็ดลับการออกแบบผลงานมาสเตอร์พีซจึงไม่ใช่แค่ออกแบบแพตเทิร์นจักสานและสินค้าที่สวยงามเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบองค์ประกอบทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับชีวิตในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น
หนึ่ง–ออกแบบระบบนิเวศเพื่อโลกที่ดีขึ้น 

“ตัวอย่างเช่น จันทบุรีจะดังเรื่องการทอกก กกของที่นี่ปลูกจากนาน้ำกร่อยทำให้กกไม่ขึ้นราและมีเส้นเล็ก สวย นอกเหนือจากนี้นากกยังกรองไม่ให้น้ำเสียลงทะเลทำให้สิ่งแวดล้อมแถวนั้นยังอุดมสมบูรณ์อยู่
ดังนั้นความสำคัญของนากกไม่ได้มีแค่เรื่องหัตถกรรมที่เราต้องสืบทอด แต่มันคือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 

“ตอนนั้นชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนจากปลูกนากกเป็นทำนากุ้งที่ใช้สารเคมี สุดท้ายแล้วถ้าชุมชนตรงนั้นทำนากุ้งทั้งหมด ทุกวันนี้พื้นที่ชายทะเล ป่าโกงกางอาจไม่มีแล้วก็ได้ การสนับสนุนการใช้กกก็เลยสำคัญ”
สอง ออกแบบคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวบ้านในชุมชน 

“ผลงานของฆิด-ตา-โขนเกือบทุกชิ้นสามารถน็อกดาวน์แล้วแยกชิ้นส่วนให้ชาวบ้านขนขึ้นมอเตอร์ไซค์กลับไปสานที่บ้านได้ซึ่งจะช่วยให้เรากระจายชิ้นส่วนของเฟอร์นิเจอร์แล้วนำมาประกอบที่โรงงานได้

“เราเคยทำงานกับฝรั่ง เขาบอกว่าคุณต้องสานเส้นยาว 10 เซนติเมตรจำนวน 10 เส้นให้ได้ ซึ่งคิดว่ามันไม่ได้ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์เท่าไหร่ ก็เลยตั้งใจทิ้งความป็นมนุษย์ไว้ในงานของตัวเองมากกว่าแบรนด์อื่นๆ คือการทำงานฝีมือที่ละเอียดไปตามความรู้สึกของคนสาน สมมติวันนี้ทะเลาะกับเมียมาหรืออีกวันลูกรับปริญญา ผลงานอาจจะออกมาไม่เหมือนกันก็ได้” 

สาม ออกแบบของใช้ที่คนทั่วไปใช้ได้จริง 

“ความท้าทายที่สุดในการออกแบบงานฝีมือคือทำยังไงให้ใช้ได้จริง เหตุผลที่งานหัตถกรรมค่อยๆ ตายไปเพราะมันไม่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้ เราจึงไม่ทำของที่สวยงามอย่างเดียวแต่ออกแบบของที่มีฟังก์ชั่นด้วย” 

การใส่ใจองค์ประกอบเล็กๆ ของผู้คนทั้งหมดนี้เองที่นำไปสู่ผลงาน one-of-a-kind ที่ถึงแม้จะผลิตซ้ำเป็นหัตถอุตสาหกรรมแต่สุดท้ายงานฝีมือแต่ละชิ้นก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันเลย

“บางทีไอเดียในงานออกแบบอาจจะมาจากจุดเล็กๆ ก็ได้ เช่น การปรับกระบวนการจัดไม้ไผ่ให้ง่ายขึ้น สวยขึ้น หรือการใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติดีกว่าที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกวัตถุดิบที่มีต้นสูงกว่าปกติหรือใช้วัตถุดิบที่อยู่ในน้ำกร่อยก็สามารถใช้จุดแข็งเหล่านี้เป็นคอนเซปต์ดีไซน์ได้” 

Borderless Cultural Essence  

หนึ่งในประสบการณ์ล้ำค่าของพีทคือการมีโอกาสทำงานกับธุรกิจแถวหน้าของวงการงานคราฟต์อย่างอโยธยา (Ayodhya Trade 93) ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชนในโครงการ T-STYLE : ISAAN OBJECT ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

หน้าที่ของพีทคือคัดเลือกผลงานของปราชญ์ชาวบ้านจาก 10 ชุมชนและต่อยอดดีไซน์สำหรับไปแสดง

ผลงานที่งานดีไซน์แฟร์ Maison & Objet ที่ฝรั่งเศสในทุกปี นั่นทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี พีทได้ออกเดินทางตลอดและมีโอกาสสัมผัสวิถีและเสน่ห์ของงานฝีมือมากถึง 60 ชุมชน

ความสนุกในการออกเดินทางและได้สัมผัสวัฒนธรรมไม่ได้หยุดอยู่แค่ในไทยเท่านั้นแต่ยังพานักออกแบบอย่างพีทออกเดินทางไกลไปต่างแดนเพื่อเข้าร่วมโครงการ artist residency (ศิลปินในพำนัก) ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและนักออกแบบได้ริเริ่มไอเดียสร้างสรรค์ของตัวเอง

พีทได้ออกแบบสนามเด็กเล่นจากไม้ไผ่ให้ชุมชน Pendaki เปลี่ยนป่าไผ่และสุสานซึ่งเป็นที่ทิ้งขยะสูงหลายเมตรให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนในชุมชนเพื่ออนุรักษ์ป่าไผ่และยังได้เรียนรู้งานหัตถกรรมพร้อมซึมซับวัฒนธรรมในพื้นที่ชุมชนแออัดที่โมร็อกโก

การสัมผัสความหลากหลายทางวัฒนธรรมทำให้ค้นพบว่าสุดท้ายแล้วเราทุกคนต่างมีสิ่งที่เหมือนกัน 

“สมัยเด็กตอนเพิ่งเรียนจบ เราโดนสอนมาให้มองหาความเป็นไทย แต่พอได้เดินทางไปทั่วโลก ไปงานแฟร์ที่ฝรั่งเศส ไปชุมชนที่อินโดนีเซียและโมร็อกโก ทำงานกับชุมชนกะเหรี่ยงที่ชายขอบ สอนหนังสือที่บางมด

ก็พบว่าแต่ละที่มีเทคนิคการสานเหมือนกัน วิธีการก็คล้ายกัน 

“เลยคุยกับตัวเองว่าจริงๆ แล้วความเป็นพม่าและความเป็นไทยมันถูกแบ่งกันแค่เส้นเส้นเดียวเอง ในเชิงสไตล์ก็มีความต่างแต่ถ้ามองลึกๆ อย่างชายกระโปรงอีสานกับกระโปรงโมร็อกโก หรือลายของอเมริกันกับไทยก็เป็นลายเดียวกัน มันมีความซ้ำอยู่แต่อาจจะต่างกันด้วยวัสดุหรือสีสันในแต่ละวัฒนธรรม

“ถ้าไม่มีเส้นกั้น งานคราฟต์ก็มีความเป็น borderless ที่มีความเป็นสากลของทุกคน ก็เลยปิ๊งขึ้นมาว่าการอนุรักษ์หัตถกรรมไม่จำเป็นต้องสื่อสารแค่ความเป็นไทยก็ได้ การผลิตโดยคนไทยนี่แหละก็สื่อถึงความเป็นไทยแล้ว ก็เลยปลดล็อกตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราออกแบบอะไรก็ได้ หน้าที่ของเราคือการสื่อสารว่างานคราฟต์จะเดินหน้าต่อไปยังไงได้บ้าง แล้วใครจะตีความงานออกแบบยังไงก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน” 

ฆิด-ตา-โขนเลยเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้ขายคอนเซปต์ความเป็นไทยแต่มีความสากลทั่วโลก “แต่ทุกอย่างที่เราออกแบบก็เริ่มต้นจากการเป็นคนเอเชียด้วย เราชอบความมีเส้นสายที่ดู oriental มีความโค้ง ความนุ่มสบายจากเส้นสายของหวาย งานจะเด่นที่การพันเชือก ใช้เชือกไนลอนและเชือกพลาสติกรีไซเคิล โครงหวาย โครงอะลูมิเนียม

“แล้วเราจะทำเฉพาะ accent chair เท่านั้น ผมชอบเปรียบเทียบ accent chair ว่าเหมือนผู้หญิงใส่ตุ้มหู เวลาใส่ตุ้มหูปุ๊บหน้าจะเด่นและสวยขึ้น เหมือนเวลาแต่งห้องมินิมอลเรียบๆ แค่วางเฟอร์นิเจอร์ของเราตัวเดียวก็ทำให้ห้องมีคาแร็กเตอร์ขึ้นมาแล้ว” 

อธิบายง่ายๆ ว่า accent piece หมายถึงงานออกแบบที่มีความสะดุดตา ซึ่งสำหรับพีทความสะดุดตานี้ออกแบบจากประสบการณ์ร่วมกับชุมชนทั้งหมดโดยใช้เทคนิคการนำคอมโพซิชั่นของลวดลายมาเรียบเรียงใหม่ จัดวางองค์ประกอบใหม่ และเล่าเรื่องใหม่

ไม่ว่าจะเป็นการพลิกแพลงรูปแบบการวางแพตเทิร์นใหม่ วางสัดส่วนใหม่ให้เสื่อกลายเป็น placemat ที่ฝรั่งใช้ได้ เอากระติ๊บสานมาทำเป็น wall decoration ปรับรูปทรงหมอนลายขิดให้มีฟังก์ชั่นใหม่กลายเป็นเก้าอี้สตูล 

Business Wisdom
Kitsch is the New Niche 

นอกจากการเดินทางสัมผัสหลากวัฒนธรรมของชุมชนจะทำให้พีทถ่ายทอด cultural essence ออกมาเป็นงานออกแบบ accent piece ที่มีดีไซน์เก๋ไก๋ได้แล้ว สิ่งสำคัญที่พีทตกตะกอนได้คือการพัฒนาชุมชนให้ได้ผลดีไม่ใช่แค่การไปเยี่ยมชาวบ้านแค่ครั้งเดียวแต่อาศัยการพัฒนาร่วมกันในระยะยาว 

หากอยากสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างแบรนด์ของตัวเองที่มีโมเดลธุรกิจมั่นคง สามารถยืนระยะอย่างแข็งแรงในตลาดโลกได้ก็จะทำให้ชุมชนมีโจทย์ที่สนุกในการพัฒนางานฝีมือต่อไป   

“ทุกวันนี้มองเทรนด์ว่าประเทศยุโรปจะไม่ซื้อเฟอร์นิเจอร์เป็นคอนเทนเนอร์ทีละร้อยตัวเหมือนเดิมแล้ว เลยมองเห็นโอกาสการขาย accent chair เก้าอี้คาแร็กเตอร์จัดที่คนอื่นไม่ค่อยทำเพื่อเจาะตลาดยุโรปที่มีร้านกิฟต์ช็อปเล็กๆ”

โมเดลธุรกิจของฆิด-ตา-โขนเน้นที่การส่งออกสินค้าคอลเลกชั่นลิมิเต็ดในราคารีเทล โดย 3 ปีแรกเป็นช่วงขยายหมวดหมู่สินค้าให้ครบมากขึ้น “เวลาทำเฟอร์นิเจอร์ต้องขยาย range ให้ครบเพราะจะได้เพิ่มโอกาสขายเวลาเจอลูกค้า เช่น บางทีมีคนชอบสตูลแต่เราไม่มี เรามีแต่อาร์มแชร์ก็ต้องทำเพิ่ม”

คำว่า ‘คาแร็กเตอร์จัด’ ที่พีทกล่าวถึงคือความ kitsch ที่เล่นกับสีสัน ลวดลาย แพตเทิร์นอย่างไม่เหมือนใคร ทุกผลงานเป็นสินค้ารุ่นพิเศษ one-of-a-kind ที่ดูออกว่ามาจากแบรนด์ boutique ของนักออกแบบ ตั้งแต่เก้าอี้ Libra ที่ได้แรงบันดาลใจจาก African Ashanti stool, เก้าอี้ Hula ที่ได้ไอเดียมาจากความพลิ้วไหวของกระโปรงฮาวาย, ม้านั่ง Kaanso ที่ได้แรงบันดาลใจจากแมลงปอ

ในช่วงโควิด-19 ที่ตลาดต่างประเทศซบเซาก็มีการแตกสินค้าหมวดที่ขายง่ายและเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับกลุ่มลูกค้าคนไทยในตลาดที่แมสมากขึ้น เช่น เก้าอี้ BoaBoa สีฉูดฉาดที่ออกแบบจากทรงเก้าอี้ dinning chair ดีไซน์คลาสสิก, wall art และตู้ที่นิยมใช้ในโรงแรมอย่างแพร่หลาย, โต๊ะคอนโซลสไตล์จีนผสมแอฟริกัน

ความพิเศษของการทำคอลเลกชั่นเฟอร์นิเจอร์แบบลิมิเต็ดคือการใช้วิธีเปิดตัวสินค้าใหม่คล้ายแบรนด์แฟชั่นด้วยการขายเป็นดร็อปหรือขายเฉพาะรอบพิเศษในเวลาจำกัด

“เราไปซื้อปลายผ้า เศษผ้าของ Jim Thompson แล้วมาประกอบเป็นเก้าอี้ซักผ้าที่ซื้อเข้าบ้านได้ง่าย เบาะหนึ่งทำแค่ 3-5 ตัว หมดแล้วหมดเลย พอโปรโมตขายออนไลน์ก็ไปเข้าตาทางแบรนด์ว่าสามารถเอาผ้าของเขามาแมตช์กับสีสันของแบรนด์เราได้”

หลังจากนั้น Jim Thompson จึงติดต่อมาว่าอยากทำคอลเลกชั่นคอลแล็บร่วมกันอย่างจริงจัง จึงต่อยอดเป็นเก้าอี้จากผ้าทอเอาต์ดอร์ของ Jim Thompson ที่มีสีสดจากแรงบันดาลใจในสีสันของหมู่เกาะทั่วโลก
โดยเก้าอี้รุ่นพิเศษนี้มี 3 รุ่นที่เล่นสีและลายต่างกันออกไป 

ทั้งเก้าอี้ Pandan (เตยหอม) ที่เล่นลายแพตเทิร์นจักสานแบบคลาสสิก, เก้าอี้ Mudjai (มัดใจ) ที่นอกจากจะใช้ผ้ามัดหมี่ที่เล่นสีกราเดียนต์แล้วยังมีลูกเล่นของขาเก้าอี้ที่สะท้อนเงาเป็นลายมัดหมี่เมื่อใช้งานกลางแจ้ง และเก้าอี้ Takpha (ตากผ้า) ที่โดดเด่นด้วยลาย stripe ของผ้าขาวม้า


แผนธุรกิจของฆิด-ตา-โขนในอนาคตคือการคอลแล็บกับแบรนด์อื่นๆ โดยไม่จำกัดรูปแบบทั้งกับแบรนด์แฟชั่น ศิลปิน แบรนด์ไลฟ์สไตล์ และงานคราฟต์ โดยปีหนึ่งจะออกคอลเลกชั่นลิมิเต็ดราวสองครั้งในช่วงที่มีงานดีไซน์แฟร์ของต่างประเทศเพื่อให้ตรงกับซีซั่นที่ลูกค้า B2B อย่างโรงแรมกำลังมีแผนตกแต่งภายใน และลูกค้า B2C คนทั่วไปที่กำลังหาของขวัญปลายปี

ทุกวันนี้แบรนด์ดีไซน์ kitsch อย่างฆิด-ตา-โขนมีลูกค้าต่างประเทศหลากหลายกลุ่มทั่วโลกนอกเหนือจากยุโรป ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลาง เกาหลี ญี่ปุ่นไปจนถึงลูกค้าไทยที่ชอบแต่งบ้านและคนที่อยากสั่งทำสินค้า customize พิเศษ

“ผมคิดว่าแบรนด์เราเข้าได้กับทุกบ้านจริงๆ เป็น accent piece สำหรับใครก็ตามที่ชอบงานออกแบบ”

อาจไม่ใช่ทุกคนที่เสพงานออกแบบคาแร็กเตอร์จัด มีคนไม่น้อยที่ตีความ kitsch ว่าไร้รสนิยม แต่ที่แน่ๆ ในหลายประเทศมีตลาด niche ที่พร้อมจ่ายเงินซื้อแบรนด์ที่เป็นตัวของตัวเองและอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในมูลค่าสูง

Sexy Identity   

อีกสิ่งหนึ่งที่นักออกแบบถนัดคือการเล่าเรื่องผ่านคอนเซปต์

การสร้างแบรนด์เชิงธุรกิจในแบบของพีทคือการทำ brand presentation ผ่านแฟล็กชิปสโตร์ที่เป็นเสมือนฐานทัพสำหรับจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน สื่อสารคอนเซปต์สร้างสรรค์เพื่อหวังให้คนแวะเวียนกลับมาที่ร้านบ่อยๆ

Craft is Sexy คือคีย์เวิร์ดของแบรนด์ที่อยากเปลี่ยนภาพจำว่างานฝีมือมีลุคที่เชย  

“ผมเคยไปออกงานแฟร์แล้วคนต่างชาติถามว่า ทำไมแบรนด์จากประเทศโลกที่ 3 ของคุณถึงแพง” ด้วยภาพลักษณ์ที่ต่างชาติมองประเทศไทยเป็นแหล่งรับผลิตทำให้ความสำคัญของการสร้างแบรนด์ฆิด-ตา-โขนคือการนำเสนอตัวตนของแบรนด์ว่ามีดีไซน์เซ็กซี่ที่พร้อมจะตีตลาดลักชูรีระดับโลกได้ 

“เราพยายามหา identity ของแบรนด์ให้ได้ว่าเราเป็นใครในตลาดโลกและจะโดดเด่นแตกต่างจากแบรนด์อื่นในเอเชียหรือในโลกนี้ยังไง เลยตั้งใจให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนผสมของความเป็นแบรนด์แฟชั่น

“ทั้งเพิ่มสินค้าไลฟ์สไตล์หมวดของชิ้นเล็กเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น คอลแล็บกับชาวบ้านทำสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น เช่น กระเป๋า พรม ไม้กวาด แต่ก็จะมีเลเวลของการคอลแล็บที่ต่างกัน เช่น ถ้ากลุ่มนี้ยังไม่เชี่ยวชาญเราอาจจะซื้อสินค้าเขามาก่อนแล้วก็มาทำสไตล์ลิ่งเอง หรือถ้าเห็นโอกาสพัฒนาก็ออกแบบร่วมกัน” 

พระพุทธรูปจักสาน กระเป๋าทรงกระติ๊บ พัดไม้ไผ่รุ่น PAD PAD และแทบทุกคอลเลกชั่นเด่นที่เคยทำมาเป็นสิ่งที่จะได้เจอเมื่อเดินเข้ามาที่แฟล็กชิปสโตร์รวมถึงการดิสเพลย์สินค้าที่เหมือนเดินเล่นอยู่ในแกลเลอรีศิลปะ ทั้งการนำเก้าอี้มาวางซ้อนกันและมีภาพศิลปะวางสลับกับงานดีไซน์


“เราอาจจะขายออนไลน์ไม่เก่งเหมือนคนอื่น เพราะสินค้าของเราแค่เห็นจากรูปถ่ายมันไม่เท่ากับมาสัมผัสเอง ดูรูปแล้วอาจจะไม่รู้สึกถึงความละเอียดลออ” 

วันนี้ฆิด-ตา-โขนมีอายุแบรนด์เข้าขวบปีที่ 5 แล้วและความตั้งใจในการเปิดแฟล็กชิปสโตร์ในปีนี้ก็กลับไปที่ความตั้งใจแรกซึ่งเป็นจุดตั้งต้นในการทำแบรนด์ของพีทคืออยากสนับสนุนชุมชนให้ได้มากที่สุดและทำให้คนเห็นว่างานคราฟต์มีความเซ็กซี่ยังไงบ้าง

Editor’s Note : Wisdom from Conversation

ความโมเดิร์นของ Kitt.Ta.Khon คือการเป็นงานคราฟต์ที่มีความ borderless
เบื้องหลังคอนเซปต์ดีไซน์ที่ดีไม่ใช่แค่ออกแบบแพตเทิร์นงานจักสานให้เป็นสินค้าที่สวยงาม แต่เป็นการออกแบบ pattern-of-life พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนเบื้องหลังโดยใช้ deep empathy หรือความเข้าใจชุมชนอย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งสำคัญในการคำนึงถึงทุก stakeholder ที่เกี่ยวข้องกับงานหัตถกรรมทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อม

การอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทำได้ด้วยการถ่ายทอด cultural essence ออกมาเป็นงานออกแบบ accent piece ที่ถ่ายทอดความ kitsch ให้มีความเซ็กซี่ สร้างร้าน boutique ที่ขายเฟอร์นิเจอร์แบบแบรนด์แฟชั่นและออกแบบแฟล็กชิปสโตร์ให้เหมือนแกลเลอรีศิลปะ สร้าง statement piece ที่สวยสะดุดตาจนต้องเหลียวหลังมอง 

Writer

Craft Curator, Chief Dream Weaver, Lifestyle Columnist, Editor-in-Cheese, Design Researcher 'Instagram : @rata.montre'

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like