Creativity, Inc
ถอดรหัส Disney Pixar สตูดิโอแอนิเมชั่นที่เปี่ยมด้วย DNA นักครีเอทีฟ
Toy Story, Finding Nemo, Monsters, Inc., Cars, Inside Out และล่าสุดอย่าง HOPPERS ที่กำลังอยู่ในโรงภาพยนตร์และสร้างไวรัลบนโซเชียลฯ ทั่วโลกกับบรรดาสัตว์สุดน่ารักยียวน (อย่างเจ้าทอม กิ้งก่าตัวเขียวจอมวุ่น)
เหล่านี้คือผลงานมาสเตอร์พีซส่วนหนึ่งจาก ‘Disney Pixar’ สตูดิโอแอนิเมชั่นระดับตำนาน ที่แต่งเติมจินตนาการให้เด็กหลายคนโตมาเป็นผู้ใหญ่ ที่กล้าฝันและมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในหัวใจเสมอมา
ดีเอ็นเอที่มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือ Disney Pixar มาจากการปูพื้นฐานองค์กรที่ยอดเยี่ยมของ ‘ดร.เอ็ดวิน แคตมุลล์’ (Edwin Catmull) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Disney Pixar ที่เคยบริหารนำสตูดิโอแอนิเมชั่นแห่งนี้สู่ยุครุ่งเรือง เช่นการริเริ่มเปลี่ยนผ่านยุคแอนิเมชั่น 2D สู่ 3D ที่ในภายหลังกลายเป็นซิกเนเจอร์ของสตูดิโอแห่งนี้
การปลูกฝัง DNA ความเป็นนักครีเอทีฟให้แก่พนักงานของ Disney Pixar ดร.เอ็ดวินได้เคยเล่าไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า ‘Creativity, Inc’ ที่เล่าสรุปใจความสำคัญให้แล้วในคอลัมน์ Key Note ตอนนี้

1. กล้าที่จะล้มเหลว เพราะก่อนที่ทุกผลงานสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องผ่านความผิดพลาด
วิธีคิดที่ ดร.เอ็ดวินเชื่อมั่นตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง Disney Pixar คือก่อนทุกความสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น ย่อมต้องผ่านความ ‘ผิดพลาด’ มาก่อน ยิ่งทลายกรอบความคิดแบบเดิมเท่าไหร่โอกาสที่จะผิดพลาดก็ยิ่งมีมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเท่ากับการหยุดนิ่งจนไม่เกิดไอเดีย เหมือนอย่างที่เขากล้าที่จะคิดค้น Z-buffering เทคนิคที่เพิ่มมิติความลึกให้งานภาพ 3D ที่กว่าจะสำเร็จก็ล้มเหลวไม่น้อย
สิ่งที่ ดร.เอ็ดวินทำในฐานะผู้นำองค์กร เพื่อให้พนักงานเชื่อแบบที่เขาเชื่อคือการปลูกฝังมายด์เซตที่เป็นพลังบวกเพื่อให้พนักงานกล้าจะลงมือทำ เช่นวันที่ผลลัพธ์ไม่ตรงตามที่หวังก็ไม่ต่างจากวันที่ฝนตก วันที่ผลลัพธ์ตรงตามที่หวังก็เปรียบเสมือนวันที่พระอาทิตย์ขึ้น หรือเปรียบคำวิจารณ์ว่าไม่ต่างจากพายุ ที่หลังสงบย่อมพบกับท้องฟ้าที่แจ่มใส
ไม่แปลกใจที่แอนิเมชั่นหลายเรื่องของ Disney Pixar จะมีแก่นที่ว่าด้วยเรื่องของ coming-of-age หรือการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจนตัวละครเติบโต

2. สร้างวัฒนธรรม ‘เจ้าของร่วม’ ที่คนทำงานทุกคนคือผู้นำ
สิ่งที่ ดร.เอ็ดวินทำต่อมา คือการปลูกฝังทัศนคติที่ทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่า ตนเองเป็น ‘เจ้าของร่วม’ ที่ในที่นี้หมายถึงการกล้าคิด กล้าแสดงไอเดีย เปรียบเสมือนทุกคนเป็นผู้นำในที่ทำงาน และวิธีคิดที่ว่านี้ยังเชื่อมต่อพนักงานทุกๆ คนไปจนถึงระดับผู้บริหารจนเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนส่งเสริมกันและกัน
ดร.เอ็ดวินได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในช่วงเรียนระดับปริญญาโท ที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนได้ออกความคิดเห็นในคลาสเรียนที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง เขาพบว่าการที่ทุกคนกล้าพูดและมีคนรับฟังอย่างเต็มใจเป็นบรรยากาศการทำงานที่ดีมากๆ จนปลายทางเกิดเป็นผลลัพธ์ที่เกินคาด
3. อย่ายึดติดกับกระบวนการเดิมซ้ำๆ เพราะนั่นไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป
ดร.เอ็ดวินอธิบายว่า หลายคนมักจะคิดว่าผลงานที่สร้างสรรค์ของ Disney Pixar มาจากการกระบวนการคิดแบบเดิมๆ เขายืนกรานว่าไม่เสมอไป และการคิดแบบเดิมอาจมีผลเสียมากกว่า เพราะใช่ว่าผลงานที่ดีจะเกิดจากกระบวนการแบบเดิม สองสิ่งนี้ต้องมองแยกออกจากกัน
สิ่งที่เขาทำคือการสนับสนุนให้พนักงานคิดนอกกรอบอยู่เสมอ และบางครั้งยังอนุญาตให้ยืดหยุ่นวิธีการทำงานจากแผนเดิมที่วางไว้ หากทำแล้วได้ผลงานที่สดใหม่และดีกว่าเดิม แม้กระทั่งผู้บริหารเองหากสำรวจแล้วว่าวิธีที่กำลังขับเคลื่อนองค์กรอยู่เป็นวิธีที่ไม่ใช่ ก็ต้องรีบยอมรับและหาทางออกใหม่ให้กับทีม

4. ลดอำนาจในที่ประชุมเพื่อรับฟังถึง ‘ปัญหา’ จากเสียงพนักงานได้อย่างแท้จริง
เชื่อว่าประสบการณ์ตรงของคนทำงานที่ไม่อยากเข้าประชุม เพราะหัวหน้าไม่เปิดโอกาสหรือเฮดไม่เปิดโอกาสให้พูดถึงปัญหา หรือบรรยากาศเองก็กดดันจนเลือกที่ไม่พูดเสียดีกว่า ดร.เอ็ดวินมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีหากจะปล่อยปะละเลย เพราะนานวันเข้าอาจทำให้พนักงานไม่กล้าที่จะพูดหรือเสนอไอเดีย
วิธีแก้ของ ดร.เอ็ดวินคือการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ทุกๆ คนในองค์กรไว้วางใจกัน เช่น การริเริ่มเซสชั่น ‘วันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบ Pixar’ ที่ทุกคนระดมสมองและเสนอแนะคนในทีมไปจนถึงระดับผู้บริหารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษ
5. จงลงทุนให้กับคนที่เก่งกว่าตนเอง
เบื้องหลังความสำเร็จของ Disney Pixar คือการกล้า ‘ลงทุน’ กับคนที่เก่ง ซึ่งหมายถึงการว่าจ้างพนักงานที่มีความสามารถด้วยผลตอบแทบที่เหมาะสม เพราะการมีพนักงานที่เก่งพวกเขาจะช่วยกันสร้างแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันผู้จ้างยังได้เรียนรู้วิธีคิดจากพวกเขาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ต่อให้มีคนทำงานเก่งแต่จงอย่าลืมว่าเฮดเองก็ต้องมี ‘วิสัยทัศน์’ ที่นำคนในองค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันได้ด้วย

6. อย่าปล่อยให้พลังที่มองไม่เห็นกัดกร่อนจนองค์กรพัง
สุดท้ายอาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ แต่ ดร.เอ็ดวินกล่าวว่าเป็นอีกข้อที่ไม่ควรละเลย คือผู้นำต้องหมั่นสังเกตถึง ‘อารมณ์’ และ ‘ความคิด’ ของพนักงาน บางคนอาจกำลังเผชิญอุปสรรค บางคนประสบภาวะเบิร์นเอาต์ หรืออะไรก็ตาม
พลังงานที่มองไม่เห็นเหล่านี้หากปล่อยเป็นเวลานานไม่เพียงแต่จะกัดกร่อนพนักงานหนึ่งคน แต่เมื่อเกิดกับพนักงานหลายคนรวมกัน อาจนำพาซึ่งปัญหาให้กับองค์กร เช่น ปัญหาการเมืองในบริษัท ที่รู้ตัวอีกทีก็สายเกินแก้เสียแล้ว
ทั้งหมดที่ว่ามาคือดีเอ็นเอที่ทำให้ Pixar กลายเป็นองค์กรที่อุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และผลิตผลงานแอนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งวิธีคิดที่กล่าวมาข้างต้นยังสามารถนำไปปรับใช้กับทุกๆ องค์กร เพราะไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนล้วนต้องมีหัวใจของความคิดสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย
ที่มา