นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

The Coca-Cola’s Santa

ซานตาคลอสที่คุ้นตามาจากไหน? จากมาร์เก็ตติ้งของ Coca-Cola สู่ไอคอนประจำเทศกาลคริสต์มาส

เมื่อเอ่ยถึงเทศกาลคริสต์มาส คุณจะนึกถึงอะไรกันบ้าง

เพลย์ลิสเพลงคริสต์มาสที่เปิดขึ้นตามห้างสรรพสินค้า หรือต้นคริสต์มาสที่ประดับดาไปด้วยแอ็กเซสเซอรีมากมาย หรืออาจจะนึกถึงเทศกาลแลกของขวัญที่แสดงถึงการเดินทางเข้าใกล้ช่วงสิ้นปีอีกครั้ง ไปจนถึงเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่มักชวนให้รู้สึกเฟสทีฟ ตลอดจนสัญลักษณ์สุดไอคอนิกประจำเทศกาลคริสต์มาสหรือที่รู้จักกันในชื่อเรียกอย่าง ‘ซานตาคลอส’ (Santa Claus) กันหรือเปล่า

หลายครั้ง ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของทุกปี เรามักจะเห็นหน้าค่าตาของซานตาคลอสบนสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะทั้งสื่อออนไลน์อย่างในโซเซียลมีเดียก็ดี หรือจะเป็นสื่อออฟไลน์ตามถนนหนทางและในห้างสรรพค้าเองก็เจอ 

อาจกล่าวได้ว่าซานตาคลอสที่เราพบเจอในช่วงเทศกาลคริสต์มาสแต่ละปีจนกลายเป็นภาพจำน่าจะเหมือนกันทุกคน นั่นคือเป็นคุณลุงซานตาคลอสหนวดเคราสีขาว รูปร่างอ้วนท้วน ลุคเฟรนด์ลี่ที่มักจะมาพร้อมกับสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แก้มแดงก่ำ สวมยูนิฟอร์มสีแดง และแบกถุงของขวัญใบโตๆ ไว้บนบ่า นับว่าเป็นภาพจำแซนตาคลอสสุดแสนจะคลาสสิกของใครหลายๆ คนเลยก็ว่าได้ 

แต่เมื่อค้นลึกลงไปในประวัติศาสตร์ ไอคอนประจำเทศกาลคริสต์มาสอย่างคุณลุงซานตาคลอสที่เราคุ้นตานั้นอาจไม่ใช่ซานตาคลอสในแบบฉบับออริจินอล เพราะแต่เดิมซานต้าคือนักบุญตัวผอมกะหร่องที่คอยปลอบโยนผู้ยากไร้ในช่วงฤดูหนาว จนในปี 1882 กวีชื่อ ‘เคลเมนต์ คลาร์ก มอร์’ (Clement Clarke Moore) นั้นจะเขียนบทกวี A Visit from St. Nicholas ขึ้นมา โดยในบทกวีชิ้นนี้ได้ระบุเอาไว้ว่าเซนต์นิโคลัสหรือซานตาของเราเป็นคนอ้วนท้วนดูอบอุ่นใจดี อีกทั้งยังแต่งกายด้วยขนสัตว์และมีหนวดเคราสีขาวนั่นเอง และนั่นถือเป็นครั้งแรกๆ ที่บรรยายลักษณะของซานตาคลอสได้ใกล้เคียงภาพในยุคปัจจุบัน

ส่วนรูปวาดซานตาคลอสในเวอร์ชั่นการ์ตูนนั้นเกิดขึ้นจากนักเขียนการ์ตูนล้อเลียนชื่อดังสัญชาติอเมริกันอย่าง ‘โทมัส นาสต์’ (Thomas Nast) สมญานามบิดาแห่งอเมริกันกับการรังสรรค์ภาพวาดซานตาคลอสให้ออกมาในเวอร์ชั่นที่คล้ายคลึงกับซานตาคลอสในบทกวี  A Visit from St. Nicholas ของมอร์ โดยภาพวาดซานตาคลอสชิ้นนี้ถูกบันทึกลงในนิตยสาร Harper’s Weekly ใน ค.ศ. 1862 โดยนับแต่นั้นเป็นต้นมา ซานต้าที่สวมชุดสีแดงก็ได้กลายมาเป็นภาพจำของผู้คนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น 

Thomas Nast

แม้ซานตาคลอสสวมชุดสีแดงฝีมือของนาสต์จะสร้างภาพจำให้แก่ผู้คนในยุค 1860s ก็จริง ทว่าสำหรับผู้คนที่เติบโตมาในช่วง 1930s แล้ว เมื่อเอ่ยถึงคาแร็กเตอร์ซานตาคลอสหรือไอคอนประจำเทศกาลคริสมาสต์นั้น พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้นึกถึงซานต้าในเวอร์ชั่นของทั้งมัวร์และนาสต์ กลับเป็นซานต้าในฉบับของ ‘โคคา-โคล่า’ (Coca-Cola) แบรนด์น้ำอัดลมสัญชาติอเมริกาหรือคาแร็กเตอร์คุณลุงรูปร่างอ้วนท้วมไว้เคราขาวๆ หน้าตาใจดี สวมใส่ชุดสีแดงเดียวกันกับสี CI ของแบรนด์ ทั้งยังถือขวดโค้กอยู่ในมือต่างหากล่ะ

Biztory ในคอลัมน์นี้จึงอยากชวนทุกคนไปทำความรู้จักกับ Coca-Cola ให้มากขึ้น รวมไปถึงที่มาที่ไปของ Coca-Cola’s The Santa หรือคุณลุงซานตาคลอสที่เรารู้จักในทุกวันนี้กัน

1. จุดเริ่มต้นของ Coca-Cola มาจากการปรุงไซรัปของเภสัชกรท้องถิ่น

ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคมของ ค.ศ 1886 ณ เมืองแอตแลนตา (Atlanta) ประเทศจอร์เจีย (Georgia) จุดเริ่มต้นของแบรนด์โคลา-โคล่า หรือที่เรารู้จักในชื่อเรียกสั้นๆ ว่า ‘โค้ก’ (Coke) ได้เกิดขึ้นจากเภสัชกรท้องถิ่นคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘จอห์น สติธ เพมเบอร์ตัน’ (John Stith Pemberton) กับการผลิตไซรัปโคล่าหรือไซรัปที่ประกอบไปด้วยสมุนไพรมากมายบรรจุลงในเหยือกใบหนึ่ง ก่อนเขาจะตัดสินใจหอบหิ้วโปรดักต์ใหม่ที่ยังคงเป็นเพียงแค่แซมเปิ้ลเหยือกนี้ ออกเดินทางไปยังร้านขายยา ‘Jacob’s Pharmacy’ เพื่อทำการทดลองขายไซรัปที่ผสมด้วยน้ำโซดาในราคา 5 เซ็นต์ต่อหนึ่งแก้วด้วยชื่อเรียกของเครื่องดื่มอย่าง ‘excellent’ ที่แปลว่า ‘ยอดเยี่ยม’

เมื่อโฮมเมดไซรัปผสมเข้ากับโซดา เครื่องดื่มรสชาติใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เพราะไม่ว่าใครที่ได้ลิ้มลอง ก็ต่างรู้สึกว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ทั้ง ‘อร่อยและสดชื่น’ (Delicious & Refreshing) ไปในคราเดียวกัน

เพราะฉะนั้นแล้ว คีย์เวิร์ดอย่าง ‘Delicious & Refreshing’ จึงเปรียบเสมือนธีมหลักของแบรนด์ Coca-Cola สู่การพัฒนาเครื่องดื่มของแบรนด์เรื่อยมา จวบจนในปัจจุบัน

2. เพราะชื่อแบรนด์สำคัญต่อการโฆษณา การเลือกใช้ C สองตัวจึงน่าสนใจ

เมื่อการผลิตไซรัปคือหน้าที่หลักของเพมเบอร์ตัน การคิดชื่อแบรนด์อย่าง Coca-Cola ที่มีตัว C เชื่อมกันถึง 2 ตัวเลยเกิดจากแนะนำจากพาร์ตเนอร์คนสนิทและฝ่ายบัญชีของ Jacob’s Pharmacy อย่าง ‘แฟรงก์ เมสัน โรบินสัน’ (Frank M. Robinson) โดยโรบินสันนั้นคิดว่าการมีตัวอักษรตัวเดียวกันในชื่อแบรนด์ จะสามารถทำให้ฟ้อนท์หรือโลโก้ของแบรนด์ดูดีขึ้นได้อีกระดับเมื่ออยู่บนสื่อโฆษณา

หลังจากที่เพมเบอร์ตันและโรบินสันได้ตัดสินใจใช้ชื่อแบรนด์อย่าง Coca-Cola แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง เครื่องงดื่มตัวใหม่ที่ทั้งอร่อยและสดชื่นของ Coca-Cola ก็ได้ปรากฎตัวบนหน้าหนังสือพิมพ์ The Atlanta Journal เป็นครั้งแรก ชวนให้เหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณละแวกเดียวกันนี้ อยากแวะเวียนเข้ามาลองซื้อเครื่องดื่มน้ำอัดลมสุดฮิต ณ ช่วงเวลานั้นกันไปเลยด้วย  

ในช่วงปีแรกของการขายเครื่องดื่มโคล่าเป็นเพียงแค่การตั้งขายในร้านขายยา Jacob’s Pharmacy พร้อมๆ ไปกับการแขวนป้ายผ้าดิบที่ถูกละเลงด้วยสีน้ำมันสีแดงสด เขียนคำว่า ‘Coca-Cola’ ด้วยลายมือสุดคลาสสิกห้อยอยู่ตรงหน้าร้าน และด้วยยอดขายเฉลี่ยของเครื่องดื่มน้ำอัดลมชนิดนี้ที่เพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 9 แก้วต่อวันเท่านั้น เพมเบอร์ตันจึงยังคงนึกภาพไม่ออกว่าเครื่องดื่มที่เขาคิดค้นขึ้นมา จะมี potential ในการขายต่อไปในอนาคตได้อย่างไร

เช่นนั้นแล้ว เพมเบอร์ตันจึงค่อยๆ ทยอยขายหุ้นบางส่วนของ Coca-Cola ให้กับพาร์ตเนอร์ธุรกิจของเขาหลายๆ ราย และก่อนที่เพมเบอร์ตันจะเสียชีวิตลงในปีค.ศ. 1888 ซึ่งนับเป็นระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีจากจุดเริ่มต้นของการผลิตไซรัปโคล่าเอง เพมเบอร์ตันก็ได้ขายหุ้นทั้งหมดและสูตรไซรัปโคล่าของ Coca-Cola ให้กับ ‘อาซา กริกส์ แคนด์เลอร์’ (Asa Griggs Candler) นักธุรกิจชาวอเมริกันในราคาประมาณ 2,300 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา

 ก่อนในปีค.ศ. 1892 แคนด์เลอร์จะก่อตั้งบริษัท Coca-Cola ขึ้น ทั้งยังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเริ่มแบ่งเงินปันผลให้แก่เหล่าผู้ถือหุ้นทั้งหมดในปีค.ศ 1893 อีกด้วย

โดยในปีศ.ศ.1893 เครื่องดื่มของ Coca-Cola ก็ได้ถูกวางขายไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะถูกส่งออกไปยังประเทศคิวบาในอีก 4 ปีให้หลัง รวมไปถึงยังมีการส่งออกไปยังยุโรปในเวลาถัดมาอีกด้วย  

3. ขวดแก้วบรรจุน้ำอัดลม ไอคอนของแบรนด์ Coca-Cola จากอดีตสู่ปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงโค้ก ภาพจำคือน้ำอัดลมสีน้ำตาลที่ถูกบรรจุอยู่ในขวดแก้ว-ฝาจีบ แช่เย็นเจี๊ยบกับเสียงเปิดฝา ‘ป๊อก ซ่า’ พร้อมให้ยกกระดกขวดดื่มรับความสดชื่นและดับกระหายน้ำกันแล้วใช่หรือเปล่า 

แต่รู้หรือไม่ว่าโค้กขวดแก้ว (Contour Bottle) ในเวอร์ชันต่างๆ นับตั้งแต่ขวดแก้วในยุค 1900s เป็นต้นมา ต่างก็มีลักษณะ 3 ประการที่ทาง Coca-Cola ตั้งใจพัฒนาออกมาเพื่อคงเอกลักษณ์ของขวดแก้วเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสีของขวดที่ใสแต่เหลือบสีเขียวของจอร์เจียกรีน (Geogia Green), โลโก้หรือฟ้อนท์ของชื่อแบรนด์อย่าง Coca-Cola ที่ต้องมีสัมผัสนูนเด่น และรูปร่างที่จะต้องโค้กสอดรับกับมือของผู้ดื่มได้ดี (Contour Shape)

โดยลักษณะทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่ได้เป็นแค่การทำแบรนด์ดิ้งของ Coca-Cola เพียงอย่างเดียวแน่นอน แต่ว่ากันว่าการดื่มโค้กในขวดแก้วนี่แหละที่จะทำให้ผู้ดื่มได้รับอรรถรสในการดื่มที่มากขึ้นและได้รสชาติที่ดีขึ้น เพราะในทุกๆ ครั้งที่เราตัดสินใจเลือกดื่มโค้กขวดแก้ว เราจะสามารถสัมผัสประสบการณ์ของการดื่มได้ครบด้วยประสาททั้ง 5 ได้แก่ รูปทรงที่มีเอกลักษณ์ (รูป), รสชาติหวานและซ่าสดชื่น (รส), กลิ่นหอมของตัวเครื่องดื่ม (กลิิ่น), เสียงเปิดฝาขวด (เสียง) และสัมผัสของขวดที่เว้านูน (สัมผัส) มากไปกว่านั้นการจะดื่มโค้กให้ได้อรรถรสมากที่สุด (Perfect Serve) คือการดื่มโค้กขวดแก้วที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส โดยขวดแก้วที่เราพบเห็นกันในปัจจุบัน ก็คือโค้กขวดแก้วทรงที่ผ่านการออกแบบในปี 2015

4. ปรับแต่ไม่เปลี่ยนการตลาดอันชาญฉลาดของ Coca-Cola ที่อยากเข้าถึงผู้คนได้ทุกยุคทุกสมัย

แม้แบรนด์คู่แข่งตัวท๊อปอย่าง Pepsi จะมีจุดเริ่มต้นในยุค 1900s เช่นเดียวกับ Coca-Cola แต่เมื่อย้อนดูถึง positioning แบรนด์และกลยุทธ์ในการทำมาร์เก็ตของทั้งคู่จะพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

ไม่ว่าจะเป็น brand identity ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานสักแค่ไหน เจ้าตัวโลโก้ ฟอนต์ของ Coca-Cola รวมไปถึงการพัฒนาแพ็กเก็จจิ้งของขวดแก้ว และสีแดง CI ของแบรนด์ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากสักเท่าไหร่ ซึ่งด้วย identity เหล่านี้ของ Coca-Cola จึงทำให้กลุ่มลูกค้าทุกยุคทุกสมัยยังจดจำโค้กได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ Coca-Cola ยังใช้กลยุทธ์ทางมาร์เก็ตติ้งที่กระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมไปกับแบรนด์ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็นตัวกลางในการสื่อสารกับทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมและขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ในคราเดียวกัน 

ยกตัวอย่างแคมเปญระดับโลกที่ถูก localized เข้ามายังประเทศของเราในช่วงเดือนธันวาคมของปี 2013 ซึ่งถ้าหากใครยังจำกันได้ นั่นก็คือ ‘ต้องกล้า ต้องซ่า ต้องส่งโค้กให้’ (Share a Coke) ซึ่งเป็นแคมเปญที่ทาง Coca-Cola ร่วมกับกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ประเทศไทยตั้งใจผลิตฉลากสุดพิเศษลงบนโค้กขวดแก้วและโค้กแบบกระป๋อง โดยฉลากสุดพิเศษเหล่านั้น ก็อาจจะเป็นชื่อของตัวเราเอง เพื่อน หรือใครบางคนให้ได้ลุ้น ได้คอยตามหากันกว่า 150 ชื่อ อีกทั้งยังมีฉลากที่ระบุข้อความสำคัญ ชวนให้เราอยากส่งมอบแก่ผู้อื่นเป็นของขวัญสุดครีเอทีฟในช่วงสิ้นปีกันอีกด้วย

ถ้าพูดถึงการโฆษณาในสื่อต่างๆ Coca-Cola มีการเลือกใช้กลุ่มคนทั่วไป รวมไปถึงสัญลักษณ์ที่เป็นดั่งไอคอนของยุคสมัยนั้นๆ เช่น ซานตาคลอส ทหารในช่วงยุคสงคราม คาแรกเตอร์การ์ตูนต่างๆ ตลอดจนการเชิญชวนศิลปินชื่อดังมาร่วมกันออกแบบผลงานที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับโฆษณาแต่ละชิ้นมากไปกว่าการใช้อินฟลูเอนเซอร์กับเหล่าเซเลบริตี้หรือก็คือการโฆษณาสินค้าแบบ Pepsi นั่นเอง

5. แม้ Coca-Cola จะไม่ได้สร้างซานตาคลอส แต่กลับสร้างภาพจำของซานตาคลอสให้ผู้คน

ความตั้งใจในการทำโฆษณาแต่ละชิ้นของแบรนด์ Coca-Cola คือการเน้นย้ำถึงข้อความสำคัญของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นทั้งคุณภาพของสินค้า ทาร์เก็ตของลูกค้า หรือแม้แต่สโลแกนที่ได้ถูกคิดขึ้นมาให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงโอกาส บรรยากาศ และเทศกาลที่ Coca-Cola ต้องการจะเกาะเกี่ยวเพื่อโปรโมทแบรนด์ 

เช่นเดียวกันกับภาพวาดโฆษณาช่วงเทศกาลคริสต์มาสในปีค.ศ. 1930 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของคาแรกเตอร์ซานตาคลอสที่เป็นภาพจำในปัจจุบัน ก่อนจะขยับขยายการรับรู้ไปสู่วงกว้างอย่างทรงพลังหลังจากนั้น

ในอดีตช่วงฤดูหนาวของเทศกาลคริสต์มาส ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องดื่มเย็นๆ ของแบรนด์ Coca-Cola มักจะมียอดขายสินค้าลดลงตามสภาพอากาศ จนช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีค.ศ 1930 ทาง Coca-Cola ตัดสินใจทำการตลาดด้วยการหยิบเอาคาแรกเตอร์อย่างซานตาคลอส ฝีมือของศิลปินอย่าง  ‘เฟรดเดอริค ไมเซน’ (Frederic Mizen) มาใช้ในการโปรโมตสินค้าอย่างจริงจังในปีนั้น โดยคาแรกเตอร์ซานตาคลอสที่ว่าเป็นภาพวาดของซานตลาคลอสที่กำลังยกขวดโค้กขึ้นดื่มกลางห้างสรรพสินค้าท่ามกลางเด็กๆ ที่ยืนห้อมล้อมเขาอยู่ด้วย

ก่อนในอีกหนึ่งปีถัดมาหรือปีค.ศ. 1931  ซานตาคลอสเวอร์ชันใหม่ก็เกิดขึ้นจากการที่บริษัท Coca-Cola มีความพยายามจะขยายภาพซานตาคลอสกับโค้กของไมเซนให้ออกมาเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยทางบริษัทได้ว่าจ้างเอเจนซีโฆษณาแห่งหนึ่งชื่อ D’Arcy Advertising ก่อนจะเลือกให้จิตรกรจากรัฐมิชิแกนอย่าง แฮดดัน ซันด์บลอม (Haddon Sundblom) วาดภาพซานตาคลอสสำหรับแคมเปญโฆษณาของ Coca-Cola ซึ่งอิงจากภาพซานต้าในเวอร์ชันของทั้งมัวร์และแนสต์เข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นคุณลุงรูปร่างอ้วนท่วม ท่าทางร่าเริง ใบหน้าใต้หนวดเปื้อนยิ้มตลอดเวลา และแน่นอนว่าจะต้องสวมใส่ชุดสีแดงเพื่อภาพลักษณ์ใหม่ที่ดูเป็นมิตรและเป็นที่น่าจดจำของผู้คน 

ซึ่งการที่ซันด์บลอมได้วาดภาพซานตาในงานโฆษณาของบริษัท Coca-Cola ต่อเนื่องกว่า 30 ปี คาแรกเตอร์ซานตาของโค้กจึงกลายมาเป็นภาพซานตาคลอสที่อยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลกไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนมากพอจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดกันอยู่ว่า Coca-Cola’s The Santa คือคาแรกเตอร์ซานตาสุดคลาสสิกที่มีมานานนม ทั้งที่ความจริงแล้ว บุคลิกและชุดสีแดงของซานตาคลอสมีที่มามาจากภาพวาดการ์ตูนของนาสต์ต่างหาก

โดยภาพวาดซานตาคลอสในครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในแคมเปญมาร์เก็ตติ้งอันชาญฉลาดของแบรนด์ Coca-Cola ที่นอกจากจะสามารถสร้างภาพแบรนด์เครื่องดื่มเย็นๆ ให้สามารถอยู่คู่กับความอบอุ่นของเทศกาลนี้ได้แล้ว ก็ยังทำให้ใครหลายๆ คนนึกถึงซานตาคลอสของโคคา-โคล่าจากสีของแบรนด์ที่ลิงก์ไปกับเทศกาลคริสต์มาสได้อย่างพอดิบพอดีอีกด้วย

และถึงแม้ Coca-Cola อาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเทศกาลคริสมาสต์เลย ทั้งยังไม่ได้เป็นคนคิดค้นซานตาเคราขาวๆ ในชุดสีแดงด้วย แต่ก็ต้องขอบคุณ Coca-Cola ที่ช่วยทำให้ภาพจำซานตาแสนใจดีในแบบฉบับโมเดิร์นเป็นที่จดจำจวบจนทุกวันนี้

ภาพ: The Coca-Cola Company, The Coca-Cola Thailand,The Atlanta Journal

อ้างอิง

Writer

นักเขียน ผู้ซึ่งมี ‘มัทฉะ’ เป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต

You Might Also Like