นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

การลงทุนมีความเสี่ยง

Chicago Express : นักบริหาร vs นักลงทุน

เส้นทางสู่ความมั่งคั่งในโลกธุรกิจสมัยใหม่มีมากมายหลายเส้นทาง แต่ถ้าจะนับอย่างหยาบๆ เราอาจแบ่งเส้นทางทั้งหมดออกเป็นถนนสองสายใหญ่ๆ คือ สาย ‘นักบริหาร’ กับสาย ‘นักลงทุน’ 

‘นักบริหาร’ สนใจด้านการบริหารธุรกิจ คิดค้นสินค้าและบริการ ขยายตลาด หารายได้ใหม่ๆ ให้กับองค์กร ยิ่งสามารถบริหารบริษัทให้เติบโต มีกำไรดีเพียงใด ยิ่งได้ค่าตอบแทนสูงเป็นเงาตามตัวเท่านั้น ส่วน ‘นักลงทุน’ ไม่ได้ชอบการบริหารจัดการเท่ากับการแสวงหาผลตอบแทนจากการเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่มีแนวโน้มดี (ซึ่งส่วนหนึ่งก็น่าจะดีเพราะนักบริหารบริหารเก่งนั่นแหละ!) 

เมื่อคนแบบ ‘นักบริหาร’ และ ‘นักลงทุน’ มาอยู่ในองค์กรเดียวกัน พวกเขาอาจขัดแย้งกันก็ได้เพราะมองจากคนละมุม แน่นอนว่านักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทย่อมอยากได้คนเก่งๆ มาเป็นนักบริหาร และจ่ายค่าตอบแทนสูงพอที่จะดึงดูดนักบริหารเก่งๆ ให้อยู่กับบริษัทไปนานๆ แต่พวกเขาย่อมไม่อยากจ่ายเยอะเกินจำเป็น เพราะยิ่งนักบริหารได้ค่าตอบแทนและโบนัสต่างๆ มากเพียงใด ยิ่งแปลว่านักลงทุนยิ่งมีโอกาสได้เงินปันผลน้อยลงเพียงนั้น (เพราะปันผลจ่ายจากกำไรสุทธิของบริษัท หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งค่าตอบแทนผู้บริหาร) 

นอกจากนี้ นักบริหารกับนักลงทุนอาจมองไม่ตรงกันเรื่องแผนการลงทุนเพื่ออนาคตของบริษัท นักบริหารอาจอยากนำเงินเก็บสะสมของบริษัทไปเสี่ยงลงทุนสร้างโครงการใหม่ๆ เพราะเชื่อว่ามันจะสร้างกำไรได้ดี ขณะที่นักลงทุนอาจไม่อยากให้นำเงินของบริษัทไปเสี่ยงขนาดนั้น อยากให้นำกำไรสะสมออกมาจ่ายเป็นปันผลให้นักลงทุนมากขึ้น หรือไม่อยากให้กู้เงินมาลงทุนเพราะมองว่าเสี่ยงสูงเกินไป เป็นต้น

ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ค่อยเกิดในบริษัทแบบธุรกิจครอบครัวที่นักลงทุนกับนักบริหารมักเป็นคนกลุ่มเดียวกัน (แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ว่าคนในครอบครัวอาจบริหารได้ไม่เก่งเท่ากับผู้บริหารมืออาชีพ) แต่ในบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนในหมวกผู้ถือหุ้นย่อมไม่อยากปล่อยให้นักบริหารมีอำนาจกำหนดค่าตอบแทนของตัวเอง ผู้ถือหุ้นจะอยากแต่งตั้งกรรมการบริษัทอิสระ (independent director หมายถึงกรรมการที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไม่ได้มีตำแหน่งบริหารใดๆ ในองค์กร และดังนั้นจึงน่าจะเป็นอิสระจากอิทธิพลของคณะผู้บริหาร) มาเป็นคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน มีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราเงินเดือน โบนัส และค่าตอบแทนอื่นๆ ของผู้บริหารสูงสุดในองค์กร 

คำถามที่ว่า ‘ใคร’ ควรมีอำนาจควบคุมบริษัทมากกว่ากัน ระหว่าง ‘นักบริหาร’ ที่มีฝีมือแต่ไม่ได้ออกเงินลงทุน กับ ‘นักลงทุน’ ที่อาจไม่มีประสบการณ์บริหารแต่เป็นคนออกเงินลงทุน ไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ง่าย และแรงตึงเครียดระหว่างนักบริหารกับนักลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะขจัดได้ง่ายๆ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมองคนละมุมตามบทบาทหน้าที่ของตัวเอง สถานการณ์ที่ดีที่สุดอาจเป็นการใช้แรงตึงเครียดนี้อย่างสร้างสรรค์ ต่างฝ่ายต่างเคารพในบทบาทหน้าที่ของกันและกัน

บอร์ดเกม Chicago Express เป็นเกมเศรษฐศาสตร์เล่นง่ายที่ทำให้เราเข้าใจแรงจูงใจที่แตกต่างกันระหว่าง ‘นักบริหาร’ และ ‘นักลงทุน’ ได้ดีมากภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เกมนี้สร้างจากประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมรถไฟของอเมริกายุคบุกเบิก ยุคที่บริษัทสร้างทางรถไฟชื่อดังอย่าง B&O, C&O, Pennsylvania,  New York Central และน้องใหม่ไฟแรง Wabash แข่งกันวางทางรถไฟเชื่อมระหว่างชายฝั่งตะวันออกของอเมริกาไปยังชิคาโก ที่มาของชื่อเกม เราสวมบทบาทเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่สนใจจะลงทุนในบริษัทรถไฟต่างๆ เหล่านี้ 

เรียกว่าเราจะสวมหมวกเป็น ‘นักลงทุน’ ตั้งแต่ต้น

Chicago Express

ผู้เล่นทุกคนเริ่มต้นด้วยเงินทุนตั้งต้นจำนวนเท่ากัน ก่อนเริ่มเกมต้องนำเงินนั้นมาประมูลหุ้นของบริษัทรถไฟชุดแรก 4 บริษัท ถ้าไม่มีหุ้นในบริษัทอะไรเลย เราก็จะทำแอ็กชั่น (สวมบทเป็น ‘นักบริหาร’) บริษัทนั้นๆ ไม่ได้

เงินที่เราจ่ายซื้อหุ้นของบริษัทจะเข้ากระเป๋าของบริษัท ไม่ใช่กระเป๋าส่วนตัวของเรา การแยกแยะระหว่าง ‘เงินส่วนตัว’ กับ ‘เงินของบริษัท’ เป็นเรื่องที่สำคัญมากในเกมไม่แพ้ในโลกจริง และเป็นจุดที่ทำให้ Chicago Express ขับเน้นความแตกต่างระหว่าง ‘นักบริหาร’ กับ ‘นักลงทุน’ ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน การตัดสินแพ้-ชนะ ในเกมนี้ตัดสินจากความมั่งคั่งส่วนตัวของเราตอนจบเกม ไม่ใช่ความมั่งคั่งของบริษัท 

หลังจากที่จบการประมูลซื้อหุ้นแล้ว เราก็จะสลับกันเล่นคนละ 1 แอ็กชั่น แอ็กชั่นที่เลือกได้มี 3 อย่างเท่านั้น คือ หนึ่ง–สร้างทางรถไฟบนแผนที่ (ต้องใช้เงินของบริษัท ไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้ถือหุ้น) ผลลัพธ์คือเพิ่มรายได้ของบริษัท ยิ่งสร้างทางเชื่อมเมืองและเมืองอุตสาหกรรม บริษัทยิ่งทำรายได้เยอะ สอง–พัฒนาที่ดินตามทางรถไฟ ผลลัพธ์คือเพิ่มรายได้ของบริษัทเช่นกัน หรือสาม–ประมูลซื้อหุ้นเพิ่มจากบริษัทไหนก็ได้ในเกม (เราได้หุ้น บริษัทได้เงิน) ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นจากบริษัทเริ่มต้นของเราเพียงบริษัทเดียว 

กติกาการประมูลหุ้นในเกมนี้เรียบง่ายและสะท้อนกลไกตลาดในโลกจริง ราคาประมูลขั้นต่ำคำนวณจากรายได้ของบริษัท ณ ขณะนั้น หารด้วยจำนวนใบหุ้นที่ขายออกไปแล้ว นับรวมใบหุ้นที่กำลังประมูลด้วย ปัดเศษขึ้นให้ลงตัว 

ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราอยากประมูลซื้อหุ้น New York Central ที่ตอนนี้มีรายได้ $22 และมีคู่แข่งเราถือหุ้นบริษัทนี้แล้วคนละ 1 หุ้น แปลว่าเราต้องเสนอราคาขั้นต่ำ ($22 / 3 หุ้น) = $7.33 ปัดขึ้นเป็น $8 ใครที่อยากประมูลแข่งกับเราต้องขานเลขสูงกว่าเรา การประมูลจะวนไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกคนจะผ่านหมด คนที่ชนะประมูลจะได้ใบหุ้นของบริษัทนั้นไป และต้องจ่ายเงินจำนวนนั้นเข้าบริษัท

หนึ่งตาในเกมนี้จะจบลงเมื่อแอ็กชั่น 2 ใน 3 อย่างข้างต้นหมดโควตา (โควตาดูจากหน้าปัดแอ็กชั่นบนกระดาน) จากนั้นบริษัทรถไฟทุกบริษัทในเกมก็จะจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในจำนวนเท่าๆ กัน แน่นอนว่าบริษัทไหนที่มีผู้ถือหุ้นหลายคน เงินปันผลต่อหุ้นก็จะน้อยกว่าบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นน้อยคนหรือคนเดียวที่ราคาตลาดเท่ากัน เพราะต้องกระจายเงินให้กับคนจำนวนมากกว่า 

Chicago Express สกัดแก่นสารของธุรกิจหลายอย่างลงมาเป็นกติกาที่เรียบง่าย แต่การตัดสินใจในเกมนี้ไม่ง่ายเลย เริ่มตั้งแต่การต้องประเมินว่าเราควรซื้อหุ้นบริษัทไหนตอนไหนดี และราคาหุ้นขั้นต่ำตอนที่เราจะประมูลน่าจะ ‘คุ้ม’ หรือเปล่า เราจะยอมทุ่มทุนถึงราคาไหน ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินว่าแต่ละบริษัทมีแนวโน้มดีไหม คุ้มไหมที่จะป้องกันไม่ให้ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทนี้ (และโกยปันผลเข้าตัวเองคนเดียว) และเราอยากให้บริษัทได้เพิ่มทุน (จากการขายหุ้น) เพื่อขยายทางรถไฟแค่ไหน

Chicago Express

เราจะพบความแตกต่างระหว่างวิธีคิดแบบ ‘นักบริหาร’ กับ ‘นักลงทุน’ อย่างชัดเจนด้วยการสังเกตดูพฤติกรรมผู้เล่น คนที่เป็นแนว ‘นักบริหาร’ มากกว่าจะสนใจสร้างทางรถไฟ พัฒนาที่ดินข้างทาง พูดง่ายๆ คือ บริหารบริษัทให้ก้าวหน้า รายได้เติบโต มากกว่าสนใจหาจังหวะซื้อหุ้นเพิ่ม (แต่แน่นอน เรามีสิทธิบริหารเฉพาะบริษัทที่เรามีหุ้นในบริษัทนั้นๆ เท่านั้น กติกานี้ก็คล้ายกับโลกจริงเหมือนกันตรงที่บริษัทจำนวนมากนิยมจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารบางส่วนเป็น stock option หรือสิทธิในการซื้อหุ้น เพื่อปรับแรงจูงใจของผู้บริหารให้สอดคล้องกับผู้ถือหุ้นมากขึ้น)

ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นที่เป็นแนว ‘นักลงทุน’ มากกว่าจะคอยสังเกตดูว่าบริษัทไหนมีแนวโน้มดี (หลักๆ ก็คือสังเกตผู้เล่นแนว ‘นักบริหาร’ ที่กำลังขยายทางรถไฟอย่างเมามัน!) แล้วประมูลซื้อหุ้นในจังหวะที่เหมาะสม เช่น เมื่อบริษัทยังมีรายได้น้อย และผู้เล่นคนอื่นมีเงินไม่เท่าเรา จากนั้นก็รอรับเงินปันผลงามๆ จากผลงานการบริหารของคนอื่น 

ผู้เล่นแนว ‘นักลงทุน’ อาจทำตัวเป็นนักลงทุนแนวบ่อนทำลาย หรือที่ครั้งหนึ่งในอเมริกาเคยเรียกว่า corporate raiders หรือนักจู่โจมบรรษัทก็ได้ เช่น ด้วยการซื้อหุ้น 1 หุ้นในบริษัทคู่แข่งที่กำลังสร้างทางรถไฟแข่งกับเรา เพียงเพื่อจะได้มีสิทธิในการบริหาร จากนั้นก็ ‘แกล้ง’ บริษัทนั้นๆ ด้วยการใช้เงินของบริษัทอย่างสุรุ่ยสุร่าย สร้างทางรถไฟยืดยาวไปกลางทุ่งที่ไม่สร้างรายได้อะไรเลย เพราะอยากบีบให้บริษัทนั้นขาดเงิน หมดโอกาสที่จะมาแข่งกับบริษัทที่ตัวเองอยากสนับสนุน เป็นต้น

ความสนุกของ Chicago Express อยู่ที่ความหลากหลายของกลยุทธ์ และการฟาดฟันระหว่าง ‘นักบริหาร’ กับ ‘นักลงทุน’ ในทางที่เล่นซ้ำได้เรื่อยๆ เพราะไม่มีทางที่ 2 เกมจะเหมือนกัน และ ‘โชค’ ก็ไม่มีบทบาทในเกมนี้แม้แต่น้อย 

จุดเด่นอีกอย่างของเกมนี้ก็คือ เป็นเกมเศรษฐศาสตร์ส่วนน้อยที่เล่นได้ถึง 6 คน โดยไม่ต้องใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง และประสบการณ์การเล่นก็จะแตกต่างตามจำนวนผู้เล่น แต่ไม่ว่าจะเล่นกี่คน เราก็เลือกได้เสมอว่าจะอยากเป็นอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง ‘นักบริหาร’ กับ ‘นักลงทุน’ และการให้น้ำหนักระหว่างสองแนวนี้ก็ขยับได้ตลอดเวลาระหว่างการเล่น 

เช่นเดียวกับโลกธุรกิจจริงที่เราต้องพร้อมเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่เสมอ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ใครที่เราเคยมองว่า ‘พันธมิตร’ เพราะลงทุนในบริษัทเดียวกัน อาจเปลี่ยนเป็น ‘คู่แข่ง’ หรือแม้แต่ ‘ศัตรู’ คู่อาฆาต ได้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อผลประโยชน์เริ่มไปกันคนละทาง

Writer

นักเขียน นักแปล นักวิจัย และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน ที่สนใจเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ธุรกิจที่ยั่งยืน การเงินเพื่อสังคม และสิทธิเสรีภาพออนไลน์ สฤณีเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า “เกมเมอร์” โดยเล่นเกมมาแล้วหลายพันเกมตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งเกมตู้ เกมคอมพิวเตอร์ และบอร์ดเกม ช่วงทศวรรษ 1998-2008 สฤณีมีชื่อเสียงระดับโลกในวงการเกมเมอร์ในฐานะผู้ก่อตั้งและรันเว็บไซต์ Home of the Underdogs กรุเกมเก่าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น ซึ่ง ณ จุดสูงสุดมีเกมให้ดาวน์โหลดมากกว่า 4,000 เกม ส่องประสบการณ์การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ของเธอได้จากเพจ Fringer on Computer Games และบอร์ดเกมได้จากเพจ Fringer on Board Games

Illustrator

Just another graphic designer

You Might Also Like