ในวันที่ ‘ทรงวาด’ เป็นมากกว่าแค่ย่าน เราจะรักษาสมดุลระหว่าง ‘กลิ่นอายชุมชนเมืองเก่า’ กับ ‘มูลค่าทางเศรษฐกิจ’ ยังไงให้ยั่งยืน?
ข่าวล่าสุดที่ Maison Margiela แบรนด์แฟชั่นระดับโลกประกาศเปิดสาขาในย่านทรงวาด กำลังตอกย้ำถึงความเฟื่องฟูในย่านเมืองเก่าที่กำลังกลายเป็น ‘ย่านสร้างสรรค์’ ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีแบรนด์ทั้งหลายทยอยตัวเข้ามาเปิดช็อปเช่นกัน ทั้ง FRANK. Songwat Flagship Store, adidas Originals Store Song Wat, LE LABO, JOURNAL, % Arabica Bangkok ฯลฯ
ถ้าใครได้ไปเยือนทรงวาดแล้วคงจะได้เห็นว่าช็อปของแบรนด์เหล่านี้พยายามปรับตัวให้สอดรับกับกลิ่นอายชุมชนเมืองเก่าของทรงวาด ทั้งการตกแต่งร้านที่มีกลิ่นอายเมืองเก่า บ้างเปลี่ยนฟอนต์ของแบรนด์ให้มีความเป็นไทย บ้างออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับเอกลักษณ์ของทรงวาด
นี่คือรูปแบบทางการตลาดที่ถนนทรงวาดได้กลายเป็น ‘Brand Experience District’ และแบรนด์ดังยังใช้กลยุทธ์ glocalization หรือแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์และมาตรฐานระดับโลกปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมผ่าน experience store เราจึงเห็นแบรนด์เหล่านี้ยังคงสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณ โกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเสน่ห์ดั้งเดิมของชุมชนควบคู่ไปกับแบรนด์
แต่ถ้าพูดตามความจริง ทรงวาดก็ไม่ได้เฟื่องฟู เพราะมีแบรนด์ดังๆ เข้ามาที่นี่ตั้งแต่แรก ทว่าเพราะคนรุ่นลูกหลานในทรงวาดใช้พื้นที่ของบ้านเปิดกิจการสร้างสรรค์ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเมืองเก่าก็เข้ามาติดต่อเช่าพื้นที่เปิดร้าน จนย่านนี้ค่อยๆ ฟื้นฟูคึกคักขึ้นตามลำดับ
แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ ย่านเมืองเก่าที่ถูกปรับเปลี่ยนการใช้งาน ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นภาวะการย้ายออกของคนดั้งเดิมเมื่อทุนใหม่เข้ามา เพราะเมื่อมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามา ค่าเช่าและค่าครองชีพก็มักจะขยับขึ้นตามธรรมชาติ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีแต่ธุรกิจจากภายนอกเข้ามาก็อาจส่งผลให้สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม เสี่ยงที่จะสูญเสียเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ดึงดูดผู้คนตั้งแต่แรก
Recap ตอนนี้จึงชวนไปหาคำตอบว่า เราจะบาลานซ์วิถีเมืองเก่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไง?
จากถนนต้นกำเนิดกิจการในไทยสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ถนนทรงวาดเริ่มต้นจากประวัติศาสตร์เมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หลังจากย่านสำเพ็งถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ พระองค์ได้จัดระเบียบพื้นที่ใหม่ในชุมชนที่มีชาวจีนอาศัยอยู่หนาแน่น โดย ‘ทรงวาดถนน’ ของย่านนี้ขึ้นมาเชื่อมกับถนนในย่านอื่นๆ จึงทำให้ประชาชนเรียกว่า ‘ถนนทรงวาด’
พื้นที่แห่งนี้ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าเรือที่คอยรับสินค้าจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะเครื่องเทศและเมล็ดพันธุ์การเกษตร นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายเจ้ามีต้นกำเนิดที่นี่ เช่น เจียไต๋จึง หรือเจริญโภคภัณฑ์, เฮียบเซ่งเชียง หรือเครือสหพัฒน์
จากคำบอกเล่าของ เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ เจ้าของแกลเลอรี Play Art House หนึ่งในผู้ประกอบการย่านทรงวาด กล่าวกับ ททท.ว่า เมื่อเข้ายุคคมนาคมทางบกเฟื่องฟู ท่าเรือเริ่มซบเซา ธุรกิจขายส่งในย่านสำเพ็งเริ่มอพยพมาเปิดกิจการในทรงวาดเพราะค่าเช่าถูกกว่า ทำให้มีรถบรรทุกเข้ามาในย่านนี้เยอะมาก จนกระทั่งภาครัฐออกกฎห้ามนำรถสิบล้อเข้ามากรุงเทพฯ ชั้นในเวลาที่กำหนด ส่งผลให้ร้านค้าต้องเลิกกิจการไป บางส่วนย้ายโกดังไปรอบนอก
แต่ทรงวาดก็ยังคงมีร้านค้าและกิจการหลายอย่างตั้งอยู่ เช่นเดียวกับโกดังรองเท้าของครอบครัวเกียรติวัฒน์ ซึ่งพ่อของเขาได้ขอให้รับช่วงต่อกิจการ แต่เจ้าตัวเลือกทำตามฝันในความชื่นชอบศิลปะ จึงรีโนเวตโกดังรองเท้ามาเป็นแกลเลอรีศิลปะ นั่นคือ Play Art House ซึ่งตอนนั้นทรงวาดยังมีผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์พื้นที่ร่วมสมัยไม่มากนัก หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนรุ่นใหม่เข้ามากรุยทางพื้นที่ในทรงวาดจากแพสชั่นของตัวเอง เช่น คาเฟ่ ร้านเบเกอรี ร้านอาหาร และอื่นๆ
เมื่อเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ย่านนี้พบกับความยากลำบากมากขึ้น ทำให้เกียรติวัฒน์ชักชวนผู้ประกอบการดั้งเดิมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่มารวมตัวกันในกลุ่ม Made in Song Wat หาทางฟื้นฟูย่านทรงวาดขึ้นมาเพื่อให้กิจการต่างๆ ยังคงไปต่อได้ในช่วงวิกฤต ด้วยการพัฒนาย่านทรงวาดให้เป็น ‘ย่านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม’ ในแนวคิด ‘Old Meets New’ ซึ่งเกิดจากความเชื่อที่ว่าธุรกิจใหม่ต้องจับมือเติบโตไปกับธุรกิจดั้งเดิมในย่าน ทำให้บรรยากาศทรงวาดยังคงรักษาวิถีชุมชนควบคู่ไปกับร้านค้า แกลเลอรี คาเฟ่ของคนรุ่นใหม่ไปด้วยกัน
เมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในกลุ่ม Made in Song Wat มีประมาณ 10-15 ร้าน ปีต่อมาเพิ่มเป็น 20 ร้าน จนกระทั่งปี 2565 ที่เพิ่มมาเป็น 80 ร้าน และในปีนี้รวมแล้วมีสมาชิกทั้งหมด 140 ร้าน
ทั้งจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้น รวมกับแนวคิด Old Meets New สำนักข่าว Posttoday จึงให้นิยามว่าทรงวาดกำลังสร้าง city branding ที่ไม่ได้มาจากภาครัฐ แต่มาจากภาคประชาชนคนรุ่นปัจจุบันที่ทำให้ทรงวาดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนปี 2566 ทรงวาดติด 1 ใน 40 ย่านที่คูลที่สุดในโลกจากนิตยสาร Time Out
ทรงวาดเฟื่องฟูในวันที่คนรุ่นใหม่โหยหาอดีตและสิ่งที่ไม่ต้องปรุงแต่ง
เหตุผลที่ทำให้ย่านทรงวาดคึกคักมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ข้อแรกคือเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบชิโน-โปรตุกีส ทำให้บรรยากาศบนถนนสายนี้โอบล้อมไปด้วยความคลาสสิก สอดคล้องไปกับร้านค้าของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามานำเสนอสินค้าที่มีรสนิยม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือเซรามิก จานชาม ของใช้กุ๊กกิ๊กที่ใครเห็นก็ต้องชอบใจ
เหตุผลข้อแรกนี้เองที่ตอบโจทย์กับเหตุผลข้อที่สองคือ ในยุคที่คนรุ่นใหม่โหยหาความทรงจำในอดีต (nostalgia) และในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังเกิดเทรนด์การถ่ายภาพที่มีรสนิยม ไม่ต้องปรุงแต่งมาก (authenticity) ทำให้บรรยากาศทรงวาดเชื่อมโยงกับผู้คนได้ผ่านสตรีทอาร์ตที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอย สถาปัตยกรรมคลาสสิกที่สะท้อนถึงการเดินทางผ่านกาลเวลา รวมทั้งแสงธรรมชาติริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำให้ทรงวาดมีเสน่ห์เชื่อมโยงกับผู้คน
อีกทั้งในโลกสมัยใหม่ผู้คนต้องการ ‘พื้นที่ที่สาม (third place)’ ที่ไม่ใช่บ้านหรือที่ทำงาน แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ในยุคหนึ่งห้างสรรพสินค้าก็เป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมเหล่านั้น แต่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ห้างสรรพสินค้าทั่วโลกดูเหมือนกันไปหมด Monocle เคยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเข้าไปปรับปรุงหรือทำธุรกิจในพื้นที่เก่า เพราะด้วยสภาพแวดล้อมที่มีแต่ห้างสรรพสินค้าติดแอร์ รูปลักษณ์โอ่อ่าหรูหราแบบอาคารสมัยใหม่จำนวนมาก การเข้าไปฟื้นคืนอาคารเก่าให้ร่วมสมัยมีเสน่ห์ที่ไม่ต้องปรุงแต่ง
พอเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ที่ต้องจำกัดการเดินทางนอกประเทศ ทำให้คนหันกลับมามองความเป็นท้องถิ่น (localism) มากขึ้น ทรงวาดตอบโจทย์นี้ด้วยการมอบสัมผัสของประวัติศาสตร์การค้าไทย-จีนที่จับต้องได้จริง แปลงอาคารเก่าเป็น slow bar หรือโรงคั่วกาแฟ ปรับโกดังเก็บรองเท้าหรือโกดังเก่าให้เป็นแกลเลอรีศิลปะ สนับสนุนงานคราฟต์ สินค้าวินเทจที่อยู่ในบรรยากาศของอาคารเก่า แต่ก็ยังมีร้านค้าหรือธุรกิจดั้งเดิมที่ตั้งสลับสับเปลี่ยนกันไปบนถนนทรงวาด ทั้งร้านอาหารอายุกว่า 100 ปี หรือร้านค้าสมุนไพร การผสมผสานเก่ากับใหม่ที่ลงตัวนี้ทำให้การมาทรงวาดกลายเป็นการมา ‘ค้นพบประสบการณ์ใหม่’ ของคนที่เข้ามาเดินนั่นเอง
PostToday กล่าวว่า city branding ของทรงวาดคือ สิ่งที่ไม่ต้องปรุงแต่ง ความคลาสสิกของพื้นที่ช่วยให้ถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ ตั้งแต่อาคารเก่า สีและฟอนต์ภาษาจีนและไทยบนป้ายร้านค้าที่ทำให้เห็นการเดินทางผ่านกาลเวลา จังหวะการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ย่านที่คึกคักและเป็นแหล่งนักท่องเที่ยว (mass tourism) แบบถนนเยาวราช แต่ก็ไม่ได้เงียบเชียบแบบเมืองที่ถูกทิ้งเอาไว้ สิ่งเหล่านี้คือเมืองเก่าที่ไม่ได้ถูกจำลองมาเพื่อการท่องเที่ยวในนโยบายรัฐโดยตรง แต่คือการฟื้นฟูเมืองให้มีชีวิตชีวาด้วยผู้คนอย่างแท้จริง
เทรนด์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนพื้นที่เมืองเก่าให้เป็นย่านสร้างสรรค์ทั่วโลก
ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่เข้าไปฟื้นฟูเมืองเก่า โดยนำเสน่ห์ของประวัติศาสตร์มาผสมผสานกับรสนิยมร่วมสมัยเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว
เช่น ในอีสต์ลอนดอน ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่มีผู้อพยพและชนชั้นแรงงานอยู่เยอะมาก เพราะเคยเป็นเขตอุตสาหกรรม เต็มไปด้วยมลพิษ มีสารเคมีตกค้าง แต่ค่าเช่าที่ดินราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ในลอนดอน คนที่มาแสวงหาโอกาสของปากท้องจึงอาศัยอยู่ในย่านนี้ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า พื้นที่ละแวกนี้เต็มไปด้วยอาชญากรรม การลักขโมย และยาเสพติด
แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยราคาที่ดินไม่แพงมาก ศิลปินที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่อยากสานฝันของตัวเองก็เลือกจะมาเช่าพื้นที่แห่งนี้เพื่อตั้งต้นทำงาน เมื่อคนกลุ่มเหล่านี้ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนให้อีสต์ลอนดอนเฟื่องฟูขึ้น โดยเฉพาะย่าน Hackney ที่กลายเป็นพื้นที่ที่มีศิลปินมาอาศัยอยู่เยอะมาก ทั้งยังมีงานศิลปะอย่างกราฟิตี้ มีร้านพิซซ่า แกลเลอรี ร้านขายแผ่นเสียง จนทำให้ย่านแฮกนีย์กลายเป็น ‘พื้นที่ฮิปสเตอร์’
ประกอบกับในปี 2012 รัฐบาลอังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิก จึงมีการสร้าง อุทยานโอลิมปิกควีนเอลิซาเบธ (Queen Elizabeth Olympic Park) ในเขตอีสต์ลอนดอน ช่วยฟื้นฟูให้ย่านแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น คนก็หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ รวมถึงแบรนด์ดังต่างๆ ห้างสรรพสินค้าเจ้าใหญ่ รวมทั้งมีการสร้างที่พักอาศัยขึ้นใหม่ ส่งผลให้ค่าเช่าพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว จนคนที่เคยอยู่ดั้งเดิมต้องอพยพออกไป
นักวางผังเมืองและนักสังคมวิทยาจะเรียกปรากฏการณ์นี้ด้วยคำศัพท์สำคัญหลายคำ ตั้งแต่ urban regeneration / adaptive reuse แนวคิดและกระบวนการพัฒนาเมืองและการใช้ประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างเดิม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย adaptive reuse คือกระบวนการนำอาคารกลับมาปรับปรุงและเปลี่ยนการใช้งานให้สอดคล้องกับความต้องการยุคปัจจุบัน โดยยังรักษาโครงสร้างเดิมหรือคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้
ส่วน urban regeneration คือการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ย่านหรือเมืองในระดับมหภาค (macro level) ไม่ใช่แค่ตึกใดตึกหนึ่ง แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจชุมชน คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เสื่อมโทรม หรือพื้นที่เศรษฐกิจตกต่ำให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
จริงอยู่ที่การปรับปรุงพื้นที่ตามแนวคิดดังกล่าวช่วยทำให้เมืองเติบโตร่วมสมัยได้ แต่ก็มีอีกแนวคิดที่นักวิชาการมองว่าต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะหากธุรกิจเข้ามาแล้วก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ได้ แนวคิดนั้นคือ commercial gentrification ที่พูดถึงกระบวนการที่ร้านค้าดั้งเดิม ซึ่งให้บริการคนในชุมชน เช่น ร้านอาหารท้องถิ่น หรือตลาดสด ถูกแทนที่ด้วยธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้มาเยือนหรือผู้อยู่อาศัยกลุ่มใหม่ที่มีฐานะดีกว่า เช่น ร้านกาแฟ แกลเลอรีศิลปะ หรือร้านเสื้อผ้าวินเทจ ทำให้ส่งผลต่อแรงกดดันด้านค่าเช่าและการถูกขับไล่ เมื่อราคาที่ดินสูงขึ้น เจ้าของธุรกิจดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการมายาวนานไม่สามารถจ่ายค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สูงขึ้นได้อีกต่อไป และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีแต่ธุรกิจจากภายนอกเข้ามาก็อาจส่งผลให้สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม เสี่ยงที่จะสูญเสียเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ดึงดูดผู้คนตั้งแต่แรก
ปรากฏการณ์นี้เป็นกระแสระดับโลกในเมืองใหญ่หลายประเทศ เช่น ย่านซองซูดงในโซล ซึ่งเคยเป็นเขตอุตสาหกรรมของโรงงานผลิตรองเท้าในยุค 1970 ทำให้มีอาคารอิฐเก่าค่อนข้างเยอะ คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปเช่าพื้นที่ทำเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าป๊อปอัพสโตร์ รวมทั้งสตูดิโอออกแบบ จนถูกเรียกว่า ‘บรูกลินแห่งกรุงโซล’ ทำให้ค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล กลุ่มช่างทำรองเท้าทำมือและโรงงานเครื่องหนังดั้งเดิม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของซองซูดง ต้องปิดตัวลงไปกว่า 90% ในช่วงปี 2019-2022 เนื่องจากสู้ราคาค่าเช่าที่พุ่งสูงขึ้นตามความนิยมของย่านไม่ไหว
คำถามสำคัญของทรงวาด เราจะบาลานซ์วิถีเมืองเก่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไง?
ย่านเมืองเก่าทั่วโลกที่ถูกปรับเปลี่ยนการใช้งาน ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นภาวะ การย้ายออกของคนดั้งเดิมเมื่อทุนใหม่เข้ามา เพราะเมื่อมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามา ค่าเช่าและค่าครองชีพก็มักจะขยับขึ้นตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันไม่ได้เลย ในต่างประเทศมีหลายย่านที่ใช้โมเดลบริหารจัดการร่วมกันเพื่อ ‘ชะลอ’ หรือ ‘ป้องกัน’ gentrification ไม่ให้กลืนกินคนในพื้นที่ โดยเน้นการคงอยู่ของคนดั้งเดิมควบคู่ไปกับความเจริญ
ในย่านแฮกนีย์ของอีสต์ลอนดอน มีศิลปินรวมตัวกันประท้วงการมาของทุนใหญ่และภาครัฐที่ปิดกั้นการแสดงออกของศิลปินในช่วงโอลิมปิก ศิลปินจึงออกมาเพนต์ข้อความด่าทอตามอาคารต่างๆ จนหน่วยงานรัฐต้องตามไปลบทุกวัน
หรือย่านคามิยามะ เป็นหนึ่งในย่านสุดชิคที่ซ่อนตัวอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตชิบูยะ ในกรุงโตเกียว ชุมชนได้ช่วยกันสร้างระบบ Work in Residence หรือ ‘การคัดสรรผู้เข้ามาใหม่’ ชุมชนไม่ได้เปิดให้ทุนใหญ่เข้ามาประมูลที่ดิน แต่จะเปิดรับเฉพาะคนรุ่นใหม่หรือบริษัทที่มีแนวคิดอยากมา ‘เติมเต็ม’ ส่วนที่ขาด เช่น ร้านขนมปังดั้งเดิมไม่มี คนใหม่ก็มาเปิดร้านขนมปัง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้วัตถุดิบและพึ่งพาคนในท้องถิ่น ทำให้การเข้ามาของคนรุ่นใหม่กลายเป็นการสร้างงานให้คนดั้งเดิม ไม่ใช่การขับไล่ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเมืองภายใต้แนวคิด Creative Depopulation (การลดลงของประชากรอย่างสร้างสรรค์) ซึ่งบริหารจัดการโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่าง NPO Green Valley
แต่การแก้ปัญหา gentrification จะมาจากภาคประชาชนอย่างเดียวไม่ได้ หากมีภาครัฐช่วยออกแบบระบบเพื่อรักษาอัตลักษณ์พื้นที่ก็จะช่วยให้เมืองยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมได้ อย่างเช่น มาตรการเชิงรุกของสำนักงานเขตซองดง ซึ่งดูแลย่านซองซูดง หรือบรูกลินแห่งกรุงโซล พวกเขาได้ตระหนักถึงแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น จึงประกาศขยายพื้นที่ ‘โซนพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ห้ามเชนสโตร์และกลุ่มทุนใหญ่เปิดสาขาเพิ่มบนถนนสายหลักอย่าง Yeonmujang-gil เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราษฎรในท้องถิ่น เพื่อรักษาคาแร็กเตอร์ความเป็นเอกภาพของร้านค้ารายย่อยในย่านซองซูดงเอาไว้
สำนักงานเขตยังเป็นผู้ริเริ่มกฎหมายป้องกัน gentrification เป็นแห่งแรกในประเทศ โดยทำข้อตกลงร่วมมือกับเจ้าของอาคารในพื้นที่ เพื่อขอให้ช่วยกันตรึงราคาและไม่ขึ้นค่าเช่าตามอำเภอใจ
เหตุผลที่สำนักงานเขตซองดงต้องออกมาตรการนี้ เพราะพวกเขามีบทเรียนจากย่านที่เคยคึกคัก เช่น การอซู-กิล ทางตอนใต้ของกรุงโซล และซัมชอง-ดง ย่านประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของพระราชวังคยองบก ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องบ้านฮันบกแบบดั้งเดิม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ย่านเหล่านี้ซบเซาลงอย่างมาก เพราะเมื่อค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นทำให้เหล่าผู้ประกอบการและศิลปินอิสระต้องย้ายออกไป แล้วร้านค้าสาขาขนาดใหญ่และร้านค้าเชนสโตร์ต่างๆ เข้ามาแทน จึงสูญเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่น ในที่สุดก็ทำให้ผู้คนมาเที่ยวน้อยลง ส่งผลให้มีอัตราการว่างงานสูง
หรือย่านครอยซ์เบิร์ก (Kreuzberg) ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นหนึ่งในย่านที่มีชีวิตชีวา มีสีสัน และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศแบบโบฮีเมียน ฮิปสเตอร์ และเป็นศูนย์กลางของศิลปะ ดนตรีทางเลือก และกลุ่ม LGBTQ ซึ่งที่นี่ยังเป็นบ้านของชุมชนผู้อพยพจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวตุรกี มีตลาดท้องถิ่นชื่อดังอยู่ที่นี่
เมื่อย่านฮิปมากขึ้นก็เริ่มมีแบรนด์สนใจเข้ามาเปิดมากขึ้น ทำให้สภาเมืองเบอร์ลินร่วมมือกับชุมชนออกกฎหมายควบคุมค่าเช่าบ้านและพื้นที่ และกำหนดเขต Milieuschutz (สิทธิคุ้มครองวิถีชีวิตดั้งเดิม) ห้ามไม่ให้อาคารเก่าถูกรีโนเวตเพื่อเปลี่ยนเป็นคอนโดหรูหรือร้านค้าหรูหราที่เปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมของย่าน หากแบรนด์ใหม่จะเข้ามา ต้องปรับตัวให้เข้ากับสเกลและวิถีของชุมชน ไม่ใช่เข้ามาเปลี่ยนย่าน
ปรากฏการณ์ในทรงวาดตอนนี้ก็คงเผชิญคำถามเดียวกันกับหลายเมืองทั่วโลก เราจะบาลานซ์วิถีเมืองเก่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไง?
เกียรติวัฒน์ ในฐานะกลุ่ม Made in Song Wat ให้สัมภาษณ์กับ ททท.ว่า ทรงวาดคือพื้นที่ที่เลือกคน และคนก็เลือกพื้นที่ เพราะเสน่ห์ของที่นี่ดึงดูดให้คนที่ชอบสไตล์คลาสสิกแบบนี้เข้ามาทำงาน สมาชิกทุกคนในกลุ่มตระหนักว่าพวกเขาต้องเคารพสถานที่ เคารพเอกลักษณ์ของชุมชน เพราะทุกคนมองว่า ‘เก่าทำใหม่ไม่ได้ ใหม่ทำเมื่อไหร่ก็ได้’ ดังนั้นเกียรติวัฒน์จึงมองว่าพื้นที่ในทรงวาดคือ พื้นที่ของคนมีแพสชั่นและความรับผิดชอบ ทำให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาต้องปรับตัวให้เคารพชุมชน รวมทั้งแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาเปิดแฟล็กชิปสโตร์ที่นี่ก็ต้องอยู่ภายใต้อาคารเก่า และคงเอกลักษณ์ของทรงวาด
“มันก็มีบางคนที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาทำธุรกิจอย่างเดียว ไม่ได้มาปล่อยของแต่ว่ามาหาเงิน ซึ่งเห็นไหม แค่คำว่ามาหาเงินมันก็ผิดแล้ว คนที่มาตั้งแต่ปีแรกเขาไม่ได้มาหาเงิน เขามาตามหาความฝัน เอาแพสชั่นตัวเองมาลงพื้นที่ อย่างพี่เองพี่ไม่ได้เรียนศิลปะ แต่พี่ชอบศิลปะ พี่ก็มีความฝัน แล้วพี่ก็ไม่ได้คิดถึง business มาก่อนด้วย” เกียรติวัฒน์ให้สัมภาษณ์กับ ททท.
PostToday ยังเสนอแนวทางยั่งยืนที่ทำให้ทรงวาดยังเป็นย่านที่มีเอกลักษณ์ดั้งเดิมและทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจยังอยู่ได้ คือ หนึ่ง–การควบคุมค่าเช่าที่ทำให้ผู้ประกอบการตัวเล็กและคนดั้งเดิมยังคงอยู่ได้ สอง–การจัดการนักท่องเที่ยวไม่ให้ล้นเกิน เพราะด้วยโครงสร้างถนนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการค้าในอดีต ซึ่งอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวระดับ mass tourism ได้ ยิ่งหากมีคนล้นเกินจะยิ่งเกิดผลกระทบรุกล้ำพื้นที่ชุมชน เสียงรบกวน หรือความแออัดในพื้นที่ได้ สาม–การบาลานซ์ระหว่างธุรกิจคนดั้งเดิมและธุรกิจใหม่ ทำให้ชุมชนมีพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเอง และทำให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาใหม่สามารถทำงานสอดคล้องไปกับชุมชนได้
แนวทางทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาอัตลักษณ์ความเป็นทรงวาดให้ยังคงมีคุณค่าทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การค้า และวิถีชีวิตของชุมชน ควบคู่ไปกับการเติบโตร่วมสมัย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยให้ยืนระยะต่อไปได้
อ้างอิง
- monocle.com/business/south-east-asia-anti-mall-movement
- tatacademy.com/%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-made-in-song-wat-%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97
- themomentum.co/happy-travel-hackney-wick
- koreatimes.co.kr/lifestyle/travel-food/20261010/in-seouls-trendiest-district-local-leaders-push-back-against-corporate-chain-stores
- posttoday.com/smart-city/736523