‘Fun’damental
ตั้งต้นทำสำนักพิมพ์ด้วยความสนุก พร้อมบริหารความเสี่ยงจนได้ใจนักอ่านแบบ เบส–กิตติศักดิ์ คงคา
“เราเขียนหนังสือเพื่อความสนุก ดังนั้นทุกงานเลยออกมาสนุก จะไม่ได้มีงานที่ทำแค่พอให้เสร็จหรือทำตามสั่ง ทุกอย่างมันกลั่นมาจากชีวิตของเรา”
บทความนี้ใช้เวลาสัมภาษณ์ 1 ชั่วโมง 45 นาที 19 วินาที เบส–กิตติศักดิ์ คงคาพูดคำว่า ‘สนุก’ ไป 87 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นตัวตนและวิธีคิดในการทำงานของคู่สนทนาเราไม่มากก็น้อย
เบสเป็นที่รู้จักในหลายบทบาท เจ้าตัวเรียนจบคณะเภสัชศาสตร์ เคยทำงานเป็นเภสัชกรในโรงงานยาควบตำแหน่งทายาทกิจการยาดมสมุนไพรตราคงคา จนเมื่อถึงจุดหนึ่งก็แตกสายความสนใจไปสู่การลงทุน ถึงขั้นเคยสอบใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน เปิดเพจให้ความรู้ชื่อ ลงทุนศาสตร์ มีผู้ติดตามกว่า 9 แสนคน และการลงทุนยังทำให้เจ้าตัวใช้คำว่า ‘มีอิสรภาพทางการเงิน’ สามารถเกษียณได้ตั้งแต่วัยเลข 3
หากแต่บทบาทที่ทำให้คนรู้จักชื่อ ‘กิตติศักดิ์ คงคา’ มากที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘นักเขียน’ เจ้าสำนัก 13357 Publishing สำนักพิมพ์ที่เบสก่อตั้งขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนเพื่อพิมพ์นิยายที่ตนเขียน เผยแพร่ในรูปแบบที่เจ้าตัวพอใจ และสื่อสารโดยตรงกับผู้อ่านที่มีรสนิยมตรงกัน (13357 มาจากการนำชื่อเล่นภาษาอังกฤษของเบสมาเขียนโดยใช้ตัวเลขประกอบกัน 13 = B, 3 = E, 5 = S และ 7 = T)
จนตอนนี้งานเขียนในสังกัดปาเข้าไปกว่า 70 เล่มแล้ว ในจำนวนนี้หลายเล่มคนอ่านน่าจะรู้จักดี อย่าง กาสักอังก์ฆาต, จวบจนสิ้นแสงแดงดาว, เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น ที่ขายดีถล่มทลายชนิดพลิกวงการ อีกหลายเล่มคว้ารางวัลระดับชาติ-นานาชาติ ได้สร้างเป็นหนัง ละคร ซีรีส์อีกมากโข และเมื่อต้นปี 2025 ทีมของ 13357 ก็ได้ขยับขยายต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกรวม 9 ชีวิต
แต่ทำไมเภสัชกรนักลงทุนที่ได้อิสรภาพทางการเงินวัย 35 กะรัตถึงเลือกโดดเข้ามาในอุตสาหกรรมหนังสือ ที่ว่ากันตามตรงก็อยู่ในสภาวะกึ่งทรงกึ่งทรุดมาหลายปี ไม่ได้มีช่องทางสร้างกำไรเป็นกอบกำ แถมยังกล้าขยายขนาดองค์กร มีแผนการใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของวงการ
เราขอใช้บทสัมภาษณ์ในคอลัมน์ Play Risk หนนี้ เพื่อคลายความสงสัยที่ว่ามา และเพื่อบอกเล่าความรัก-ความสนุกที่เบสมีต่อการเขียน ให้ผู้อ่านได้รับรู้ร่วมกัน

ความเสี่ยงของกิตติศักดิ์ คงคา
จะว่าไปแล้ว แม้เราจะเห็นความสำเร็จมากมายของเบสในตอนนี้ แต่หากย้อนเส้นทางของเบส งานเขียนกลับไม่ใช่สิ่งแรกที่เป็นอาชีพของเขา ถึงอย่างนั้น ทุกเรื่องที่เขาได้พบเจอกลายเป็นเส้นทางให้เข้าใจตัวตนและบทบาทของนักเขียนได้ชัดมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่เราชวนเขาคุยถึงความเสี่ยงตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนพบเส้นทางตัวเอง
คุณจบเภสัชฯ ทำเพจลงทุน ทำไมถึงมาเป็นนักเขียนและเปิดสำนักพิมพ์ได้
เราสนใจการเขียนอยู่ก่อนแล้ว เป็นคนชอบวิชาภาษาไทยมาตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ เขียนกลอนกับเรียงความส่งประกวดด้วย จุดเปลี่ยนคือตอนเข้ามหา’ลัยที่ตอนแรกเล็งคณะอักษรฯ กับวารสารฯ ไว้ แต่ที่บ้านบอกว่าต้องให้ความสำคัญกับธุรกิจที่บ้าน คือโรงงานยาสมุนไพร ยาดมคงคา เพราะมันคือแหล่งรายได้หลัก ถ้าธุรกิจไปไม่รอดอนาคตเราก็ลำบาก เลยตกลงว่าจะเรียนเภสัชเอาความรู้ กระบวนการและขั้นตอนมาช่วยทำธุรกิจต่อ
เราเข้าเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จบมาก็บริหารโรงงานยา แต่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่เพราะมันเป็นกงสี ถ้าทะเลาะกันเรื่องงาน ปัญหาความสัมพันธ์ก็จะตามมา หรือถ้าทะเลาะกันเรื่องส่วนตัว ปัญหาเรื่องงานก็จะตามมา เลยอยากเป็นอิสระมากขึ้น ตอนนั้นเริ่มออกไปใช้ชีวิต ไปลงเรียนเยอะมาก เรียนทำอาหาร เรียนทำขนม เรียนกีฬา จนเจอว่าจริงๆ เราสนุกกับการลงทุน ตอนนั้นก็ไปศึกษาเพิ่มแล้วก็ลงทุนหุ้น พร้อมทำเพจชื่อลงทุนศาสตร์ ให้ความรู้การเงินการลงทุนควบคู่ไปด้วย ทำไปสักพักก็ถึงจุดที่เราได้อิสรภาพทางการเงิน สามารถเกษียณได้แล้ว
ต่อมาเลยอยากทำสิ่งที่มีความสุข ค้นพบจากการทำเพจว่าการเขียนก็เป็นเรื่องสนุกดี เลยเริ่มมาทำงานเขียนช่วงปี 2019 ต่อด้วยเปิดสำนักพิมพ์ 13357 เมื่อ 1 มกราคม 2020 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีเราเป็นนักเขียนหลักคนเดียว

งานเขียนให้พลังกับคุณยังไง ทำไมคนมีอิสรภาพทางการเงินที่น่าจะมีหนทางมากมายถึงเลือกเดินสายนี้
(นิ่งคิด) งานเขียนมีความหมายกับชีวิตเราหลายแบบ มีช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหนัก งานเขียนเป็นเครื่องมือเยียวยาเพราะทำให้เราหลุดไปจากความคิดตัวเอง เราจะเขียนเป็นใครก็ได้ จะแก้ปัญหาอะไรก็ได้ มันให้ sense of control คือเราควบคุมทุกอย่างได้ แต่มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว เราควบคุมใจตัวเองโดยไม่ต้องใช้งานเขียนได้แล้ว
มีช่วงที่เราเคยเขียนงานเพราะอยากได้การยอมรับ อยากพิสูจน์ว่าฉันก็เป็นนักเขียนได้ แต่เราก็พิสูจน์สิ่งนั้นกับตัวเองไปแล้ว โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรอฉันทมติจากใครอีก ปัจจุบันจึงเขียนเพื่อความสนุกอย่างเดียว เราแค่อยากจะตื่นมาเขียน อยากจะทำหนังสือ อยากจะขายหนังสือ
เราเลยเลือกรับงานง่ายมาก งานไหนไม่อยากเขียน งานไหนรู้ว่าทำแล้วไม่สนุกก็จะไม่ทำ เพราะงานเขียนให้สิ่งอื่นกับเราไปหมดแล้ว เราไม่ได้แสวงหาชื่อเสียง แสวงหาการยอมรับ หรือแสวงหาเงินจากมันอีก เราแค่อยากจะเขียนสิ่งที่เราสนุก ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำสำนักพิมพ์ตัวเอง เพราะว่ามันสนุกดี มันไม่ต้องรอคนอื่นมาตัดสินใจแทน เราอยากทำอะไรก็ทำ อยากจะเลือกอะไรก็เลือก อาจจะขายดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ก็ยังสนุก
จากความชอบในงานเขียน อะไรทำให้ตัดสินใจเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเอง
เพราะเราอยากได้สิทธิ์ควบคุมงานเขียนของตัวเอง การเขียนหนังสือเล่มหนึ่งใช้เวลาเป็นเดือน บางคนใช้เป็นปี แล้วงานยังต้องถูกตัดสินโดยบรรณาธิการ จากคนคัดสรร จากสำนักพิมพ์ว่าจะได้พิมพ์ไหม ซึ่งเราไม่อยากลุ้นทุกวันว่าสำนักพิมพ์จะตอบรับหรือจะปฏิเสธ ไม่อยากลุ้นว่าเขาจะขายหนังสือให้เราไหม จะขายเมื่อไหร่ จะขายดีไหม ขายได้กี่เล่ม มันควบคุมอะไรไม่ได้เลย เครียดโดยใช่เหตุ มันทำให้งานเขียนไม่ใช่สิ่งสนุกเหมือนเดิม
ที่ตัดสินใจเปิดสำนักพิมพ์เพราะต้นฉบับที่เรารักสุดในชีวิตคือ จวบจนสิ้นแสงแดงดาว (วรรณกรรมความสัมพันธ์กึ่งประวัติศาสตร์กัมพูชายุคเขมรแดง) ไม่ผ่านการพิจารณาของสำนักพิมพ์ไหนเลย แต่เราเชื่อว่างานเราขายได้และเราจะหาวิธีขายมัน เราเลยเลือกที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเองเราก็ยังพอจัดการกับมันได้ พอจะเอาตัวรอดได้ ทั้งหมดนี้เราทำด้วยความสนุก แพสชั่น 100% แต่ใช้แนวคิดแบบธุรกิจ เลยสัญญากับตัวเองว่าจะทำให้สนุกแต่ไม่เติมเงินเข้าไปเพิ่ม เจ๊งก็เจ๊ง เลิกก็เลิก

ถึงอย่างนั้นการทำธุรกิจก็ต้องใช้เงิน ยิ่งกับธุรกิจหนังสือที่กำไรน้อยและงานหนัก ทำไมถึงขยายสำนักพิมพ์ใหญ่โตทั้งที่ถ้าทำเอาสนุกจะทำเล็กๆ ก็ได้
(หัวเราะ) ถ้าเราสนใจเรื่องเงิน เราคงไม่เลือกทำงานเขียนตั้งแต่ต้น เพราะเอาเวลาไปลงทุนหรือทำธุรกิจอย่างอื่นคงหาเงินได้มากกว่า ที่จริงวันแรกๆ ก็กังวลนะว่าจะไปไม่รอด เพราะถ้าเจ๊งเท่ากับเราเอาเงินมาเผาทิ้ง แต่เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าจะรอด เราเชื่อในศักยภาพของตัวเองเพราะเรามีความรู้ด้านการบริหารธุรกิจอยู่ด้วย ทำให้พอจะมองภาพออกว่างานในมือเราวิกฤตขนาดไหน ควรบริหารจัดการยังไง
ถ้าดูแล้วว่าขายไม่ได้จนยังไงก็เจ๊ง มันควรจะเลิกทำไปตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกแล้ว แต่มันอยู่ได้ (นิ่งคิดสั้นๆ) ได้แบบคาบลูกคาบดอก ไม่ถึงขั้นขายไม่ออกเลย แต่มันต้องลุ้น มันต้องพยายาม จัดการต้นทุนหรือหาวิธีการใหม่มาลองอยู่ตลอด แต่เราผ่านจุดนั้นมานานมาก เรามีแผนสำรองให้ชีวิตเสมอ ต่อให้ธุรกิจนี้ล้มเหลวมันก็ไม่ใช่จุดจบ เพราะเราไม่ได้เอาไข่มาใส่ตะกร้านี้ใบเดียว เรายังมีชีวิตด้านอื่น ยังมีพอร์ตการลงทุน เรายังมีธุรกิจที่บ้านที่ช่วยกระจายความเสี่ยงกัน ดังนั้นเรารู้ตัวตลอดว่าทำอะไรอยู่ และจะไม่เครียดกับอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป
ช่วงที่ยังคาบลูกคาบดอก คุณมีวิธีรับมือยังไง
ช่วงแรกเราพยายามจะถอดรหัสงานเขียนว่างานแบบไหนขายดี เช่น 1. ชนะเลิศการประกวดวรรณกรรม 2. ได้ดัดแปลงไปทำสื่ออื่น หรือ 3. เกิดจาก personal branding ของคนเขียน เราตามหาสูตรลับเหล่านั้น ว่าต้องใส่อะไรมันถึงจะไปรอด ดูคนอื่นที่ขายได้ เขาดัง แมสมากได้ยังไง แล้วก็กลับมาพัฒนาแนวทางของสำนักพิมพ์ตัวเอง
ก็ลองผิดลองถูกมาเยอะ เราส่งประกวดจนได้รางวัลวรรณกรรมระดับชาติบ้าง นานาชาติบ้าง ได้ทำละครหลายเรื่อง แล้วก็มี personal branding จากลงทุนศาสตร์มาช่วยขาย สุดท้ายเราเจอจากการออกหนังสือกาสักอังก์ฆาต ที่แมสชั่วข้ามคืน ว่าหนังสือที่ขายดีคือหนังสือที่นักอ่านชอบ องค์ประกอบอื่นไม่ได้มีผลมากเท่ากับนักอ่านชอบ ทำยังไงก็ได้ให้คนอ่านหยิบหนังสือไปโดยปราศจากอคติ แล้วความชอบนั้นจะพานักอ่านกลับมาหาเราเพิ่มเอง พอเราเข้าใจตรงนี้เราก็ทำงานต่อง่ายขึ้น ก็โฟกัสอยู่กับสิ่งที่เราเชื่อมั่นจนกลายเป็นแนวทางหลักของสำนักพิมพ์เรามาตลอด
แล้วคุณมองว่าต้องเขียนงานแบบไหนถึงจะได้ใจนักอ่านไทย
เทรนด์การอ่านเปลี่ยนไปเสมอ สมัยเรายังไม่เข้าวงการมูราคามิดังมาก ถัดมาก็จะเป็นยุคนิยายวาย ต่อด้วยแนวร้านวิเศษ แล้วก็แนวสืบสวน ตอนนี้ก็จะเริ่มเป็นวรรณกรรมไทยดราม่า นักอ่านเปลี่ยนรสนิยมไปเรื่อยๆ ดังนั้นงานของเราคือเชื่อมเรื่องที่เราอยากเล่ากับเรื่องที่คนอยากอ่าน แล้วเขียนออกมาให้พอดี ถ้าเราอยากเขียนแนวร้านวิเศษ เราก็จะไปถอดมาก่อนว่าคนอ่านงานร้านวิเศษทำไม มันสนุกตรงไหน มีวิธีการเขียนยังไงให้สนุก พอเข้าใจนักอ่านว่าชอบอะไรก็เขียนสิ่งนั้น ยังไม่คิดว่าจะส่งประกวด จะทำละคร มองเรื่องตัวบทก่อนว่าสนุกพอหรือยัง ทำงานกับนักอ่านพอหรือยัง ถ้ากลุ่มเป้าหมายหยิบไปอ่านเขาจะชอบไหม
สิ่งสำคัญคือการหาตรงกลางให้เจอ ถ้าเขียนแต่เรื่องที่เราอยากเล่าก็อาจไม่มีคนฟัง แต่ถ้าเราเล่าเฉพาะเรื่องที่มีคนฟัง เราก็จะสูญเสียตัวตนไป ซึ่งเราว่านักเขียนหลายคนยังหาสมดุลไม่เจอ ทำให้งานออกมาไม่ได้ตอบโจทย์นักอ่านเท่าที่ควร หรือไม่เป็นตัวตนเขาเท่าที่ควร

ความเสี่ยงของสำนักพิมพ์ 13357
จริงอยู่ที่เมื่อนักเขียนมีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง ทำให้มีอิสระในการทำงาน และความคล่องตัวในการตีพิมพ์ผลงานตัวเองมากขึ้น แต่นั่นก็แลกมาด้วยบทบาทหน้าที่การบริหารจัดการที่ต้องแบกรับ แต่อะไรที่ทำให้เบสยังคงบริหารความเสี่ยงนั้นได้ นี่คือสิ่งที่เราชวนเขาคุยในบทสนทนานี้
การที่เป็นนักเขียนหลักคนเดียวของสำนักพิมพ์ตั้งแต่วันแรกจนถึงเมื่อต้นปี คุณทำงานด้วยวิธีไหนให้ได้ตามความคาดหวัง
เราว่าตัวเองเป็นคนที่มีเซนส์ด้านการบริหารจัดการสูงพอควร เพราะโตมาในครอบครัวผู้ประกอบการ ต้องวางแผนองค์กร จัดการทรัพยากรมนุษย์ ดูแลเงินทุนตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเวลาทำงานเราก็จะตั้งเป้าหมายไว้แต่แรกและซีเรียสกับการทำตามแผนนั้นมาก เช่นจะออกหนังสือกี่เล่ม วางกำหนดว่าเวลาที่เหลือจนถึงวันวางขายเราต้องทำการตลาดกี่เดือน ต้องขายกี่เดือน ทำเล่มกี่เดือน เหลือเวลาเขียนจริงๆ กี่เดือน พร้อมกับแบ่งงานไปด้วยว่าถ้าเขียนต้นฉบับเสร็จแล้ว งานอื่นๆ ในองค์กรต้องบริหารจัดการยังไงให้ไปถึงเป้าหมายได้
แน่นอนว่าพอทำงานจริงก็จะเจอปัญหาหลายอย่าง เช่น กะเวลาผิดบ้าง มีงานแทรก หรือปัญหาสุขภาพทำให้เขียนได้ช้า ก็ต้องแก้ไขตามหน้างาน ดังนั้นถึงเราจะยึดตามแผน แต่เราไม่ได้มีแค่แผนสำเร็จ เราต้องมีแผนเผื่อล้มเหลวด้วย เพื่อให้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรายังทำงานได้ตามมาตรฐาน

แล้วมีวิธีวางเป้าหมายแต่ละปียังไง
วางด้วยความสนุก (ตอบทันที)
อย่างงานหนังสือรอบมีนาคมรู้สึกว่าบูทเล็ก แน่นเกินไป คนมาซื้อ มาต่อแถวขอลายเซ็นก็ยืนแออัดกัน ทำให้คนไม่มีเวลาเดินดูหนังสือเลยเพราะทุกคนเบียดกัน ไม่สนุกกับการมาเดิน 13357 เราก็ตั้งเป้าเลยว่าปลายปีเราอยากเปิดเพิ่มจาก 5 ล็อกเป็นสัก 10 ล็อก ขอแบบใหญ่ๆ เดินกันสบายๆ มีหนังสือเยอะๆ ไม่ต้องมาแย่งชิงต่อสู้กัน มีแถวขอลายเซ็นแยก ไม่ต้องไปบังบูทคนอื่น
พอตั้งเป้าแบบนี้ เราก็ต้องกลับมาดูว่าต้องออกหนังสือกี่เล่ม ขายได้เท่าไหร่ ถึงจะครอบคลุมค่าเช่าบูท ครอบคลุมต้นทุนการผลิต มีรายได้กลับมาดูแลพนักงานทั้งหมดได้ ก็ค่อยๆ ถอดกลับมาเป็นตัวเลข แล้วก็ปรับเป้าหมายไปตามหน้างาน

มีแผนการออกหนังสือที่แน่นอนไหม หรือขึ้นกับเป้าหมายแต่ละปี
มีแบบหลวมๆ เป็นการวางแผนเพื่อตอบรับความต้องการของนักอ่าน อย่างงานหนังสือปลายปีนี้ (รอบตุลาคม 2569) นักอ่านของเราคาดหวังจะได้ให้มีงานสืบสวนฝาแฝดยอดนักสืบ (ชุดกาสักอังก์ฆาต) เล่มใหม่ทุกรอบก็ต้องมี 1 ปกละ แล้วส่วนตัวเราอยากเขียนเรื่องใหม่แนวระทึกขวัญแต่ยังหาจังหวะออกไม่ได้ เผอิญงานสืบสวนเล่มใหม่ของปีนี้จะเป็นแนวดราม่า คดีไม่เข้มข้นมาก เลยเป็นจังหวะให้เราเขียนระทึกขวัญมาช่วยเพิ่มสมดุล ก็กลายเป็นปกที่ 2
ต่อมาเป็นแนวความสัมพันธ์ที่เราเรียกว่า ‘เกย์ขม’ ซึ่งเป็นนักอ่านกลุ่มใหญ่มาก เป็นหนึ่งในนักอ่านหลักก็ว่าได้ จากการพูดคุยทำให้รู้ว่ากลุ่มนี้มักจะเจาะจงซื้อแค่แนวเดียว ดังนั้นก็ต้องสนองความคาดหวังของเขาที่ตั้งตารอ เท่ากับทุกงานหนังสือเราต้องเขียน 3 เล่ม 3 แนวเป็นอย่างน้อย
ที่เหลือจะเป็นแนวรองออกใหม่ปีละครั้ง มีแนวนิติเวชบ้าง แนวรักโรแมนติกบ้าง แนวไซไฟบ้าง ด้วยเวลาจำกัดก็ต้องเลือกตัดบางแนวเพื่อให้มีเวลาเขียน 3 แนวหลัก ส่วนแนวที่เหลือดูจากความถี่ในการออกสลับกันไปให้ไม่ซ้ำกัน นอกจากนี้ก็ขึ้นกับการพิจารณางานในมือละ สมมติว่ารอบไหนไม่มีรักโรแมนติกชายหญิงเลย แต่เรามีเล่มเก่าแนวนี้ที่รีปรินต์ รีไรต์ได้ ก็จะเอามาเติมให้สมบูรณ์ขึ้น
ทำทั้งหมดทันด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง
เราเขียนหนังสือมาตั้งแต่ปี 2011 หรือถ้านับแค่เขียนลงเพจลงทุนศาสตร์ก็ตั้งแต่ปี 2015 ที่เขียนลงเพจทุกวัน วันละ 3-5 หน้า รวมแล้วเรามีงานเป็น 4,000-5,000 หน้า A4 พอมาเขียนหนังสือเต็มตัวก็น่าจะเกิน 50 เล่ม ดังนั้นที่ทำได้เพราะสั่งสมทักษะมาเป็น 10 ปี ถ้าคนอื่นทำหนังสือมา 10 กว่าปี คุณก็ทำได้เท่าเรานั่นแหละ (ขำเบาๆ)
ประเด็นคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำถึงขนาดนี้ ถึงเราจะมองว่าสำนักพิมพ์เป็นงานอดิเรก แต่เราก็เต็มที่ เราวางแผนขยายขนาด มีค่าแรงที่ต้องจ่ายทุกเดือน มีความกดดันที่ทำให้เราต้องเรียนรู้ ต้องเติบโตเลยต้องฝึกทักษะอยู่เสมอ ถ้าลองไปดูในตลาดอีบุ๊กหลายคนเขียนหนังสือออกเดือนละเล่ม บางคนออกเดือนละ 2 เล่มกันเป็นปกติ เพราะว่าเขาต้องกินต้องอยู่ มันเป็นรายได้หลักของเขา
ดังนั้นเราจะไม่ให้เครดิตตัวเองเท่ากับประสบการณ์ที่สั่งสมมาแล้วกัน เพราะโดยเนื้อแท้เราไม่ได้เป็นคนมีพรสวรรค์มากมาย เราแค่เป็นคนที่อยู่ในวงการมานานและทำมาต่อเนื่องเท่านั้นเอง

ถึงจะทำได้ดี แต่เขียนแบบเดิมซ้ำไม่รู้สึกจำเจบ้างเหรอ
ที่ทำซ้ำได้ก็เพราะสนุกอีกนั่นแหละ ทุกวันนี้จะชอบมีคนแซวว่าทำไมทำงานเยอะขนาดนี้ ติดหนี้เหรอ (หัวเราะ)
การทำเพราะความสนุกกลายเป็นจุดแข็งของเรา พอไม่มีใครบังคับ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีปัญหามาบีบคั้น เราสนุกกับทุกเรื่องได้อย่างง่ายมากเพราะทำให้ไม่กดดัน ให้ความสนุกพาเราไป ถ้าเห็นเราไม่เขียนแบบนี้ เห็นเราออกหนังสือน้อยหรือเลิกทำสำนักพิมพ์ก็เพราะเราไม่สนุกแล้ว แค่นั้นเอง (ยิ้ม)
ทำคนเดียวได้ดีมาตลอด ทำไมจู่ๆ ต้นปี 2025 ถึงเปิดรับพนักงานเพิ่ม
ที่จริงเรามีพนักงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 2017 ช่วงนั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าค่อนข้างหนัก รู้ตัวว่าไม่สามารถบริหารจัดการลงทุนศาสตร์ได้เอง เลยชวนเพื่อนคนหนึ่งที่คบกันมายี่สิบกว่าปีมาช่วยดูแลเพจ จนปี 2018 เราเริ่มเขียนนิยายออนไลน์ด้วย ทำให้มีงานจุกจิกเพิ่มขึ้น เลยต้องหาผู้ช่วยมาจัดการหลังบ้าน ก็คือเพื่อนคนเดิม คราวนี้เราไปขอให้เขาลาออกจากราชการมาทำประจำกับเราเลย ซึ่งเป็นเดิมพันที่ใหญ่มาก เพราะงานเดิมมันเลี้ยงเขาไปได้ทั้งชีวิต เราตั้งใจเลยว่าต้องดูแลเขาให้ดี
หลังจากนั้นสำนักพิมพ์เราก็อยู่อย่างนั้นมาพักใหญ่ จนต้นปี 2025 ที่ยอดขายจากนิยายชุดฝาแฝดนักสืบทำให้งานมากขึ้นจนสองคนเอาไม่อยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดรับสมัครเพิ่ม ปัจจุบันเรามีพนักงานประจำ 9 คน ทำให้ออกหนังสือได้หลากหลายขึ้น

งานของ 13357 มีหลายประเภท ทั้ง กิตติศักดิ์ คงคา, กิตติศักดิ์ คงคา และคณะ, งานคอลแล็บ แถมบอกว่ามีรีไรต์ รีปรินต์ด้วย แต่ละแบบต่างกันยังไง
ขอไล่ให้ฟังทีละประเภทละกัน 1. งานเขียนคนเดียวก็ตรงตัว คือเป็นเรื่องใหม่ที่เราเขียนเอง
2. รีไรต์คือการนำงานที่เคยตีพิมพ์ไปแล้วแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนเนื้อหา เพิ่มเชิงอรรถ เรียบเรียงบางตอนใหม่ ปรับสำนวนภาษา เข้าบรรณาธิกรใหม่ ที่ต้องรีไรต์เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราก็เล่าเรื่องไม่เหมือนเดิม บางครั้งตอนที่เขียนเรายังไม่เก่ง ใช้ตัวละครทิ้งขว้าง เก็บปมไม่ครบ เยิ่นเย้อ ยืดเกิน เราก็มาปรับ เก็บบรรยากาศที่นักอ่านชอบในเล่มไว้ แต่ทำให้สะดวก เข้าถึงง่ายขึ้น เหมาะกับอารมณ์ เหมาะกับระยะเวลา เหมาะกับเนื้อหาของคนในยุคสมัยนี้ แต่งานเขียนส่วนใหญ่ก็รีไรต์ไม่ได้นะ ยิ่งเป็นเล่มใหม่ๆ เรามักจะวางโครงค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว มันถูกตัดสิ่งที่ไม่ใช้ออกไปจนหมดแล้ว ดังนั้นงานที่มันสมบูรณ์มากๆ ถ้าเติมเข้าไปจะกลายเป็นส่วนเกิน แต่ถ้าตัดออกก็จะไม่ครบ เราเลยไม่ค่อยรีไรต์เล่มที่ออกในปีหลัง
3. งานคอลแล็บ คืองานที่ร่วมเขียนกับเพื่อนนักเขียนหรือคนนอกวงการ จะมีไม่เยอะเพราะไม่ได้ทำยอดขายให้กับสำนักพิมพ์มาก แต่ทำเพราะอยากทำกับคนที่เราชื่นชม ทำงานด้วยแล้วคงสนุก ก็ชวนมาเพื่อเขาจะได้มีพื้นที่ออกผลงานเพิ่ม ได้โอกาสเจอนักอ่านกลุ่มใหม่ เราพยายามทำให้สำนักพิมพ์ตัวเองเป็นฐานเชื่อมนักอ่าน นักเขียน คนหลายกลุ่มเข้าด้วยกันผ่านหนังสือ
4. งานแบบ ‘กิตติศักดิ์ คงคา และคณะ’ เราอยากขยายจักรวาลเรื่องเล่าออกไป เลยเปิดซีรีส์กลุ่ม Non-fiction เพิ่มเข้ามา เช่น สืบศาสตร์ฆาตเกม ที่เป็นเรื่องแนวเกมสืบสวนสอบสวน หรือ จาก 1-100 ล้านด้วยตลาดหุ้น ที่เป็นแนวเล่าประสบการณ์ลงทุน เป็นต้น งานเหล่านี้เรามีทีมนักเขียนของสำนักพิมพ์ที่เป็นพนักงานประจำเข้ามาช่วย ร่วมคิดด้วยกัน ทำด้วยกัน
จริงๆ กระบวนการก็เหมือนเขียนนิยาย คือต้องถอดโครงสร้างเรื่องที่จะเขียน ว่ามีความรู้กี่ก้อน ก้อนไหนสำคัญมาก-น้อย แบ่งเป็นองค์ประกอบต่างๆ แล้วเอาองค์ประกอบมาเล่าเชื่อมกัน
สังเกตได้ว่างานวิชาการส่วนใหญ่ของเราจะมีวิธีการเล่าที่เฉพาะตัว เพราะเราจะเขียนหนังสือก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าเข้าใจมันมากพอที่จะเห็นโครงสร้างในการเล่าเรื่อง เรื่องไหนยังไม่รู้จักโครงสร้างดีพอเราก็จะไม่เล่า
ที่เราใช้คำว่า ‘และคณะ’ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร เพราะแต่ละเล่มมีคนช่วยเยอะและทุกเล่มเป็นชื่อคนละชุดกัน พร้อมกันนั้นเราใส่ชื่อทุกคนในหน้ารองปกด้านในตามตำแหน่งที่เขาทำ เพราะไม่ว่าเขาจะทำมากหรือน้อยก็ควรได้รับเครดิตทุกคน ซึ่งเราจะพยายามผลักดันให้เขามีงานเขียนของตัวเองในอนาคต แต่ระหว่างที่เขายังต้องการความช่วยเหลือใกล้ชิด ต้องคิดร่วมกัน ทำด้วยกัน มันก็จะเป็น ‘และคณะ’ ไปก่อน เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการเนื้องาน

การขยายองค์กรน่าจะทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น แล้วคุณบริหารเรื่องนี้ยังไง
ผ่านมาปีครึ่งเราขยายขนาดธุรกิจมาเรื่อยๆ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายประจำแต่ละเดือนมีประมาณ 500,000 บาท มีค่าจ้างพนักงานประจำ นอกจากนั้นจะเป็นค่าสปอนเซอร์ประจำ พวกช่องที่เราขอไปลงโฆษณาหรืออินฟลูฯ ประจำที่เราทำงานด้วย ทำให้ต้องคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจ แต่เราเลือกโตในวันที่เราพร้อม กำไรสะสมมากพอที่จะผิดพลาดได้อีกหนึ่งหรือสองปีโดยยังไม่ลำบาก ดังนั้นงานทุกวันนี้ไม่ใช่การคุมค่าใช้จ่าย แต่เป็นการหาวิธีบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโต
สุดท้ายเราเชื่อว่าการตัดสินใจจะขยับขยายเติบโตครั้งนั้นถูกต้อง เพราะวันนี้กับเมื่อ 18 เดือนที่แล้วมันเป็นคนละภาพเลย ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำสำนักพิมพ์มาก ขนาดทีมกำลังดี พอดีทุกอย่าง ทำให้ทำงานแบบมีความสุข
เขียนงานสนุกแล้ว หนังสือขายดีก็แล้ว ได้ขยายทีมอีก แล้วเป้าหมายถัดไปของสำนักพิมพ์คืออะไร
ง่ายที่สุดก็คือไม่ขาดทุน (หัวเราะ) เพราะขาดทุนแล้วเครียด ไม่สนุก
ถัดมาคือไม่อยากโดนด่า ถ้าเลือกได้ขอกำไรน้อยลงแล้วไม่โดนด่าดีกว่า เพราะเราไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ไม่อยากตกเป็นเป้าของความรู้สึกไม่ดี
อย่างที่ 3 คือยังอยากทำงานอย่างสนุกไปเรื่อยๆ มีงานเขียนออกใหม่สม่ำเสมอ มีคุณภาพดีตามมาตรฐานของเรา ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ดีเด่นหรือสุดยอดที่สุดแต่อยู่ในระดับที่คนอ่านชอบ เพราะถ้าเราสนุก พลังงานที่เราส่งให้นักอ่านก็สนุกตามไปด้วย ถ้าเขาได้สนุก เขาก็จะรักเรา จะสนับสนุนเรา มีนักอ่านบอกว่าหนังสือเราไม่ใช่เล่มที่ดีหรือชอบที่สุด แต่ก็จะเป็นสำนักพิมพ์ที่เขาแวะมาตลอด เพราะสนุก ไม่ toxic ไม่ชุ่ย ทำได้ตามที่คาดหวัง ซึ่งคือภาพที่เราต้องการ (ยิ้ม)
เราไม่อยากทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเราอยู่สูงกว่า อยากเป็นแค่นักเขียนข้างบ้าน เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ แต่คนอ่านเห็นแล้วรู้สึกว่าดูตั้งใจทำงานดีนะ แล้วมันก็เขียนหนังสือออกมาเรื่อยๆ ดูสนุกดี มันคุยง่าย มันไม่ถือตัว ลองอุดหนุนสักหน่อยดีกว่า

ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการอ่าน
ในช่วงท้ายนี้เราชวนเบสถอดหมวกนักเขียนออก ถอยมามองในฐานะคนที่คลุกคลีกับอุตสาหกรรมการอ่าน-เขียนมาหลายปี ว่าในสายตาเจ้าตัวแวดวงที่เขาว่ากันว่าอยู่ในช่วงขาลงแท้จริงมีสภาพยังไง และยังมีความหวังให้ผู้เล่นใหม่เข้ามาเดินตามความฝันอยู่หรือไม่
คิดว่าวงการหนังสือไทยทุกวันนี้ยังมีอนาคตให้คนที่อยากเริ่มทำสำนักพิมพ์ไหม
เราว่ามีนะ ถึงจะค่อนข้างยาก แต่เราจะพูดเสมอทุกธุรกิจไม่ง่าย อุตสาหกรรมเรายาก คนอื่นก็ยากไม่ต่างกัน สาเหตุมาจากทั้งสภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย แล้วก็สิ่งที่ส่งผลต่อมนุษย์มาก คือการสื่อสาร เพราะโลกยุคอินเทอร์เน็ตบังคับให้เราต้องสื่อสาร คนตัดสินใจใช้เงินกับสินค้าหรือบริการด้วยความชอบส่วนตัวมากขึ้น ถ้าชอบก็พร้อมจะจ่าย ดังนั้นคนที่ไม่สามารถปรับตัวตามสิ่งนี้ได้ทัน ไม่สามารถทำคอนเทนต์ ไม่สามารถสื่อสารได้ มันก็จะยิ่งยาก แต่ถ้าคนที่เขาอยู่ได้ หรือเขาเข้าใจวิธีสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมันก็เปลี่ยนธุรกิจเขาได้
ถ้าเจาะเฉพาะอุตสาหกรรมนี้ เราว่าหนังสือเจอจุดสมดุลของตัวเองแล้ว ไม่เหมือนยุคถดถอยช่วงที่อินเทอร์เน็ตกับสมาร์ตโฟนเริ่มฮิต คนย้ายจากหนังสือพิมพ์ ย้ายจากนิตยสาร ย้ายจากหนังสือเล่มไปสมาร์ตโฟน วงการเลยซบเซารุนแรง แต่ทุกวันนี้คนที่เขาอ่านหนังสือเขาก็จะยังอ่านต่อไป ส่วนคนที่เขาไม่อ่านเขาก็จะไม่อ่าน ดังนั้นวงการมันจะไม่ขยับมากไปอีกสักพัก

เราอาจจะพูดจาใจร้ายนิดหนึ่งนะ แต่ด้วยวงการตอนนี้ นักเขียนอาจต้องลองย้อนไปตั้งคำถามว่าหนังสือที่ขายมันยังตอบโจทย์นักอ่านหรือเปล่า ยังให้ความรู้สึกหรือให้คุณค่าแบบที่นักอ่านต้องการอยู่หรือเปล่า หนังสือบางเล่มขายไม่ได้ไม่ใช่เพราะว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ แต่เพราะหนังสือเล่มนั้นให้คุณค่าแบบที่นักอ่านต้องการไม่ได้ เพราะนิยามคำว่าสนุก นิยามคำว่าความรู้ นิยามคำว่าสาระของคนในปัจจุบันนี้ อาจจะไม่เหมือนเดิม
ก่อนที่จะตั้งคำถามปัญหาภาพใหญ่ อยากให้ลองโฟกัสตรงนี้สักหน่อย ลองผลิตงานของเราให้ตอบโจทย์นักอ่าน มันอาจจะพาเราไปสู่คำตอบอะไรหลายๆ อย่าง
ถึงอย่างนั้นก็มีคนบอกว่านักเขียนไม่ได้มีหน้าที่ทำตามความนิยมนักอ่านอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนกำหนดทิศความนิยมนั้นบ้างเพื่อให้วงการเกิดความหลากหลาย คุณมีความเห็นกับเรื่องนี้ยังไง
ถ้าตอบในมุมธุรกิจ เราว่าต้องทำทั้ง 2 อย่าง คือเราต้องตามนักอ่านด้วยเพราะเรายังต้องการแรงสนับสนุนจากพวกเขาอยู่ ขณะเดียวกันเราก็ต้องพยายามสร้างเทรนด์ขึ้นมา หนังสือควรจะมีทั้งแบบขายกลุ่มเป้าหมาย กับหนังสือทดลองที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ออกมาให้ท้องตลาด เราว่าไม่มีวิธีไหนถูกไปทั้งหมด
ถึงอย่างนั้นเราก็มองว่าหนังสือที่เปลี่ยนความนิยมของตลาดได้มันคือปาฏิหาริย์นะ มันยากมากที่หนังสือเล่มเดียวจะเปลี่ยนแนวความชอบของคนทั้งวงการได้ เช่น เดนดาว Neverdie เนี่ยเป็นหนังสือที่ทำให้หลายคนกลับมาอ่านวรรณกรรมแนวความสัมพันธ์ของไทย แต่เชื่อว่าคนเขียนแดนดาวฯ ก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะเปลี่ยนโครงสร้างการอ่านในสังคมมากขนาดนี้ คำถามคือถ้าคุณคิดจะเขียนแต่หนังสือแบบเดนดาวฯ เพราะหวังจะเปลี่ยนสังคม ทั้งชีวิตคุณอาจจะไม่ได้สักเล่มเลยก็ได้เพราะนักเขียนจำนวนมากในโลกก็ไม่ได้มีหนังสือแบบนี้เป็นของตัวเองนะ

ถ้าอย่างนั้นนักเขียนกับสำนักพิมพ์ไทยควรมุ่งไปในทิศทางไหน
อย่างที่เราพูดก่อนหน้านี้เรื่องหาตรงกลางให้เจอ สร้างสมดุลระหว่างงานเขียนของเรากับความชอบของนักอ่าน จะทำให้เราเติบโตไปพร้อมอุตสาหกรรมการอ่านได้ ถ้าบอกว่าหนังสือเปลี่ยนสังคมมันเหมือนการถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เป็นโบนัสที่มาแบบคาดเดาไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือดูว่าแล้วรายได้ประจำของคุณ คืองานเขียนเล่มอื่นยังพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้หรือเปล่า หรือเป็นเลขที่พอได้ลุ้นรางวัลเล็กน้อยให้เรามีกำลังเขียนเล่มต่อไปไหม
เพราะเราไปควบคุมความชอบของนักอ่านไม่ได้แต่เราควบคุมงานของเราได้ ถ้าหาตรงกลางเจออาจจะได้ลุ้นรางวัลใหญ่บ้าง แต่ถึงไม่ถูกเลขใหญ่แล้วยังมีเลขท้ายสองตัว สามตัวติดมาทุกงวด มันก็ทำให้เรายังอยู่ได้
แล้วคุณหาสมดุลนั้นของตัวเองเจอหรือยัง
(นิ่งคิด) เราหาคำตอบมาหลายปีมากว่าเราเขียนไปทำไม แล้วก็หาไม่เคยเจอ มีช่วงที่หลงทางจนเกือบจะเลิกเขียน เราเคยเข้าใจว่าต้องได้ซีไรต์ถึงจะเป็นนักเขียน ต้องได้ทำละครถึงจะเป็นนักเขียน เราต้องมีหนังสือขายดีมากๆ ถึงจะได้เป็นนักเขียนเต็มตัว แต่ไม่ว่าจะผ่านความสำเร็จมากี่ครั้ง เราไม่เคยรู้สึกว่าเราเป็นนักเขียนจริงๆ เลย
จนกระทั่งเราเขียน ‘กาสักอังก์ฆาต’ มันพาเราไปเจอสายตาของนักอ่านที่รักและชื่นชมผลงานเรามาก เราพบว่าความรู้สึกดีที่สุดในชีวิตคือการมีนักอ่านมายืนรอเรา มาขอลายเซ็นเรา มาบอกว่าชอบผลงานเรามากแค่ไหน มันสำคัญยิ่งกว่ายอดขาย ยิ่งกว่ารางวัลวรรณกรรม ยิ่งกว่าการดัดแปลงใดๆ สายตาเหล่านั้นทำให้เราได้คำตอบ หลังจากนั้นเราไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองอีกเลย
เป้าหมายของเรานับจากนั้นคืออยากสร้างความสุขให้นักอ่าน เพราะนักอ่านทำให้เราเป็นนักเขียนทุกวัน โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก เราเชื่อว่าเราได้อยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตนักเขียนแล้ว
(นิ่งคิด) และเราจะอยู่จุดนี้ได้อีกไม่นานหรอก
เรารู้ว่านักเขียนทุกคนมีวัฏจักร สักวันหนึ่งงานของเราจะค่อยๆ ลดบทบาทลง หนังสือจะขายไม่ดีเท่าเดิม หรือต่อให้ขายดีมันก็จะน่าเบื่อ เหมือนที่เราดู YouTube ช่องหนึ่งติดกันสัก 3-4 ปี เราก็จะเบื่อไปเอง เป็นธรรมชาติของวัฏจักรธุรกิจ
ถ้าอย่างนั้นคิดจะใช้เวลาช่วงรุ่งเรืองที่เหลือแบบไหน
เราขอเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด แล้วก็เตรียมตัวเผชิญขาลงของชีวิต สิ่งสำคัญคือเราต้องหาทางออกให้เจอว่าจะบริหารพนักงานอีก 10 ชีวิตยังไง ให้เขาก้าวเดินไปต่อในเส้นทางที่เขาคาดหวังแม้เราจะอยู่ช่วงขาลง
เราอาจจะไม่ได้พิมพ์งานตัวเองแล้วก็ได้ อาจเปลี่ยนมาตีพิมพ์งานคนอื่น มาทำงานแปล หรือเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นเลยก็ได้ ตอนนี้เรายังไม่รู้ แต่เราดื่มด่ำกับทุกขั้นตอนในชีวิต คิดซะว่านี่คือชีวิตหลังความตายแล้ว เราผ่านเส้นชัยมาแล้ว
เป็นช่วงชีวิตดีที่สุดก่อนต้องเตรียมตัวแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน หรือกลับไปเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางอื่น
ขอขอบคุณร้านอาทิตย์ละเล่ม House
ที่เอื้อเฟื้อให้ยืมใช้สถานที่ในการสัมภาษณ์ และถ่ายรูปประกอบ