By Nerds and For Nerds

แก้วนี้ผสมควอนตัม แก้วนั้นชงกับวรรณคดีกอทิก คุยกับผู้ก่อตั้ง ‘บาร์ฐกถา’ ในวันที่ lecture bar กำลังเปลี่ยนนิยาม ‘เที่ยวกลางคืน’

ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม

ปราสาทมืดๆ เก่าๆ ในวรรณคดีกอทิก

เทพเจ้าองค์สำคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

เชื่อเหลือเกินว่าต่อให้คุณเนิร์ดหัวข้อพวกนี้จนสุดทางขนาดไหน แต่เมื่อบริบทคือขณะนี้อยู่ในร้านเหล้า ในเชิงสถิติแล้วคงยากหน่อยที่จะคาดหวังให้คนแปลกหน้าโต๊ะข้างเคียงมีความชอบความสนใจร่วมกับคุณ หลายครั้งบทสนทนาในสถานเริงรมย์จึงวนอยู่แต่กับการสมอลล์ทอล์กเพื่อหาพื้นที่ตรงกลางระหว่างกันที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่

เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า pain point หรือ? ก็คงไม่ใช่ เพราะนักดื่มส่วนมากก้าวข้ามประสบการณ์ทำนองนี้ได้ง่ายๆ แค่เลิกคาดหวังว่าจะได้เสวนาวิชาการในร้านเหล้าไปซะก็สิ้นเรื่อง แต่เรื่องของเรื่องคือวันดีคืนดีดันเกิดธุรกิจแนวใหม่ที่สามารถการันตีกับลูกค้าของพวกเขาได้ ว่าขอเพียงจองโต๊ะมาถูกวัน ถูกหัวข้อ คุณจะได้ดื่มเหล้าเคล้าบทสนทนาเรื่องที่คุณสนใจ แถมยังได้กระทบไหล่กับผู้เชี่ยวชาญศาสตร์นั้นๆ อีกด้วย

ช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา บาร์ฐกถา ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยปณิธานที่ว่า อยากจะสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ขึ้นในบาร์ โดยทีมผู้ก่อตั้งและทำงานอยู่เบื้องหลังแบรนด์นั้นประกอบด้วย เทียบตะวัน ลิ้มจิตรกร และ คล้ายจันทร์ สินเทพดล สองหุ้นส่วนที่ยืนยันกับผู้ฟังบ่อยจนเป็น inside joke ว่าไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือด แม้จะชื่อเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

เลกเชอร์ของบาร์ฐกถาพิเศษยังไง อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดใจให้คนยอมออกจากบ้านมานั่งฟังเนื้อหาวิชาการจ๋าท่ามกลางแสงสลัวในคืนวันอาทิตย์ คำถามเหล่านี้คือแรงขับที่ทำให้เราตัดสินใจชวนเทียบตะวันและคล้ายจันทร์มาสานเสวนาถึงที่มาและความสำคัญของธุรกิจนี้

ทำเลกเชอร์ แสดงว่าต้องเป็นคนชอบเรียนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

เทียบตะวัน : เราเป็นเด็กหลังห้อง โดดเรียนบ่อย เกรดไม่สวย สมัยมหาลัยเรียนนิเทศก็เน้นเรียนรู้จากการลองทำไปเลยมากกว่าจะมานั่งฟังทฤษฎี ส่วนจันทร์นี่คนละขั้ว ถ้าคำว่าเรียนในที่นี้หมายถึงในห้องเรียน คนที่ชอบมากกว่าคงเป็นจันทร์

คล้ายจันทร์ : เราก็ไม่ถึงกับเป็นเด็กหน้าห้องนะ แต่ยอมรับว่าเราชอบบรรยากาศในห้องเรียน ชอบการที่มันมีพื้นที่ให้ถามตอบได้อิสระ เลยขยันเข้าเรียนตลอด ไม่ค่อยโดด

แต่ก็ต้องมีเรื่องที่แต่ละคนเนิร์ดกันเป็นพิเศษอยู่ใช่ไหม

คล้ายจันทร์ : เราจบสายเทคมา พวกเรื่องแมชชีนเลิร์นนิงหรือวิศวกรรมสารสนเทศอะไรต่างๆ ก็เลยเป็นด้านที่ชอบและศึกษาลงลึกหน่อย แต่ขณะเดียวกันเราก็มีแพสชั่นอีกหลายอย่าง ชอบวรรณกรรม ชอบหนัง ชอบศิลปะ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ในความเชี่ยวชาญแขนงใดแขนงหนึ่ง 

เราว่าพื้นฐานของคำว่าเนิร์ดมันอยู่ในวิธีการที่เราใช้ศึกษาค้นคว้าและความกระตือรือร้นอยากจะทำความเข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดมากกว่า

เทียบตะวัน : คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นจุดร่วมของเราสองคนด้วยมั้ง ธรรมชาติเด็กนิเทศอย่างเรามันเป็นเป็ดอยู่แล้ว ก็ไอ้เป็ดนี่แหละที่ทำให้เรากระหายอยากจะรู้ให้รอบ รู้ซอกแซกไปหมดซะทุกเรื่อง ถ้าติดใจอยากรู้อะไรขึ้นมาแล้วก็จะต้องขุดนั่นนี่มาอ่านจนกว่าจะพอใจ เรียกได้ว่าโตมากับวิกิพีเดีย สมัยก่อนสิ่งที่เราทำบ่อยมากคือเข้าไปอ่านหน้าวิกิเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง แล้วพอเจอลิงก์หัวข้อน่าสนใจระหว่างนั้นก็จะกดเปิดแท็บใหม่อ่านต่อไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ

คล้ายจันทร์ : เออใช่ (หัวเราะ) เหมือนกัน มันติดอยู่ใน rabbit hole เนอะ

เทียบตะวัน : แล้วสมัยก่อนสำนักพิมพ์มติชนจะชอบออกหนังสือประวัติศาสตร์แนวพาไปเจาะลึกซับเจกต์ที่มันเฉพาะเจาะจงมากๆ ใช่ปะ เช่น อยากรู้เรื่องเครื่องดื่มเหรอ  มีเล่ม ประวัติศาสตร์โลกใน 6 แก้ว ให้อ่าน หรือถ้าหมกมุ่นเรื่องเครื่องเทศเครื่องปรุงอยู่ก็ต้องเล่ม ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ 

การได้อ่านหนังสือที่นำเอาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสนใจมาคลี่ออกแล้วเล่าแบบลงลึกพวกนี้มันเป็นอะไรที่มีความสุขมากนะในสมัยนั้น

พอเห็นภาพแล้วว่าทำไมถึงชอบเลกเชอร์ ว่าแต่มีเหตุผลไหมว่าทำไมต้องจัดในบาร์

คล้ายจันทร์ : เพราะสถานที่ที่เรารู้สึกมาตลอดว่ามักจะมีบทสนทนาที่สนุก หัวข้อหลากหลาย และล้วงลึกได้มากที่สุดมันคือร้านเหล้า ยิ่งเป็นนัดปิดท้ายวันที่เราปล่อยให้เวลาไหลไปได้ ไม่มีนัดต้องไปกินข้าวหรือทำอะไรต่อ เรายิ่งมีเวลาให้บทสนทนามันได้ไหลต่อไปถึงจุดที่มันลึกซึ้งและกระตุกต่อมคิด

เทียบตะวัน : ปัญหาของห้องเรียนปกติที่เราเจอมาคือมันมีบรรยากาศที่ไม่ดี ไม่ค่อยดึงดูดให้เราอยากมีส่วนร่วมเท่าไหร่ ถามว่าถ้าอย่างนั้นเราจัดห้องเรียนที่อื่นที่ไม่ใช่บาร์ไม่ได้เหรอ เช่น คาเฟ่ มันก็ได้ แต่เราชอบบาร์ตรงที่มันมีความลึกลับและเสน่ห์ดึงดูดบางอย่าง อาจจะด้วยบรรยากาศกลางคืน แอลกอฮอล์ หรืออะไรก็ตาม มันคือสถานที่ที่คนลดการ์ด ลดกำแพงที่มีต่อกันลงมาก ไม่ว่าชีวิตกลางวันใครจะมีป้ายแปะว่าเป็นคนยังไง มาจากไหน ทำมาหากินอะไร พอมาอยู่ในร้านเหล้า จู่ๆ สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ได้สลักสำคัญเท่าไหร่

พอได้ลองยกห้องเรียนมาไว้ในบาร์ดู คิดว่าแอลกอฮอล์เป็นตัวแปรที่สำคัญแค่ไหน

คล้ายจันทร์ : ส่งผลแน่ๆ แต่ผลลัพธ์หลายแบบ แล้วแต่คน อย่างส่วนตัวเราเองเป็นคนไม่ได้ดื่มจัด ก่อนหน้านี้ตอนไปจอยตามสเปซในนิวยอร์ก เราชอบไปแบบเน้นฟังบรรยาย ไม่เน้นดื่ม ยิ่งบางครั้งแอ็กทิวิตี้ที่นู่นเขาจัดแบบน็อนแอลฯ ก็มี 

แต่กลุ่มที่เขาตั้งใจมาดื่มก็ดื่มเต็มที่ เท่าที่สังเกต ผลที่เกิดขึ้นคือฟิลเตอร์เขาจะลดลง บางทีในช่วงถาม-ตอบท้ายเลกเชอร์ก็จะได้ยินบทสนทนาที่ดุเดือดขึ้นมาหน่อย

เทียบตะวัน : ไม่ได้ตีกันนะ (หัวเราะ) คือเขาแค่ตอบโต้กันจริงจัง ยิ่งช่วงดึกคนดิสคัสกันเป็นกลุ่มเล็กลงมาหน่อยจะยิ่งเห็นชัด 

แล้วเห็นความเป็นคอมมิวนิตี้ในบทสนทนาพวกนั้นด้วยไหม หรืองานจบไปคนก็แยกย้าย

เทียบตะวัน : เห็นนะ อย่างกลุ่มที่จองมาคนเดียวแล้วถูกจัดให้นั่งโต๊ะรวม เขาก็ดูพยายามจะต่อบทสนทนาแม้จะไม่รู้จักกัน แต่ใช่ กลุ่มที่อินโทรเวิร์ตหน่อย ไม่ค่อย mingle กับคนแปลกหน้าเองก็มี

คล้ายจันทร์ : ความเป็นคอมมิวนิตี้ที่เราสังเกตเห็น บางครั้งมันเริ่มตั้งแต่เปิดประตูทางเข้า บางคู่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เขาคุยนัดแนะกันเรียบร้อยตั้งแต่ขึ้นลิฟต์ว่าจะนั่งโต๊ะเดียวกัน พอจบงานบางทีก็จะแอบได้ยินคนแลกคอนแทกต์กันบ้าง ซึ่งเป็นภาพที่ในฐานะคนจัด เราเห็นแล้วแฮปปี้มาก

ระหว่าง ‘คนอยากฟังอะไร’ กับ ‘คนควรได้ฟังอะไร’ คุณว่าอย่างไหนสำคัญกว่า

คล้ายจันทร์ : คนอยากฟังอะไรก็สำคัญ บางทีไอเดียหัวข้อครั้งถัดไปมาจากรีเควสต์ของคนฟังด้วย ส่วนเรื่อง ‘คนควรได้ฟังอะไร’ เนี่ย (หยุดคิดนิดหนึ่ง) เราไม่ได้มองว่าบาร์ฐกถาเป็นสถาบันที่มีอำนาจหน้าที่มาคอยจัดแจงว่าอะไรควรฟังไม่ควรฟัง เราแค่ทำงานโดยการมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจว่าตอนนี้มันมีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วถ้ามีโอกาสเหมาะ เจอคนที่เหมาะ ก็เชิญเขามาเล่าเท่านั้นเอง

เทียบตะวัน : พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้คนได้ฟังเรื่องที่เขาสนใจอยากฟังอย่างเดียว แต่เพื่อให้คนได้พูดเรื่องที่เขาสนใจอยากพูดด้วย ให้แสงคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

คล้ายจันทร์ : ประเทศเรามีคนเก่ง มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์เยอะกว่าที่ทุกคนคิด อย่างคุณติณณ์ ทองมีอาคม นักดาราศาสตร์ที่มาบรรยายหัวข้อแรกให้เรา เขาเป็นคนร่วมค้นพบดาวพัลซาร์กลุ่มใหม่ แต่ถ้าไม่มีมีพื้นที่อย่างนี้คนทั่วไปจะไปหาฟังเรื่องราวการค้นพบของเขาจากไหน ในเมื่อเขาเป็นนักวิจัย ทำงานอยู่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาตินู่นแน่ะ

เลกเชอร์บาร์หลายเจ้าที่ผุดขึ้นมาเน้นกลยุทธ์ niche marketing อย่างบาร์แซฟฟิกก็เน้นหัวข้อผู้หญิง บางบาร์เน้นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมือง บางบาร์เน้นเวิร์กช็อป แล้วบาร์ฐกถาล่ะมีแนวทางอะไรเฉพาะเจาะจงไหม

เทียบตะวัน : ที่ตั้งใจไว้แต่แรกคือต้องเป็นเลกเชอร์ที่มีความ academic จริงๆ ไม่ใช่แค่สัมมนาเนื้อหาทั่วไป งานสำคัญอย่างหนึ่งของคล้ายจันทร์นอกจากติดต่อวิทยากร คือการพูดคุยกับเขาให้มั่นใจว่าหัวข้อบรรยายตั้งอยู่บนฐานคิดไหน มีทฤษฎีอะไรรองรับไหม

คล้ายจันทร์ : ซึ่งบางทีก็ต้องเริ่มจากการอ่านวิจัยของเขา รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ถ้าสำหรับเรามันดูน่าสนุก น่าสนใจ และน่าเชื่อถือ ก็แปลว่าน่าจะต้องมีคนอื่นที่คิดเหมือนเรา 

สิ่งหนึ่งที่เราบอกกับวิทยากรตลอดคือไม่จำเป็นต้องพยายาม simplify เนื้อหาให้มันง่ายจนเลกเชอร์เสียความลุ่มลึกของมันไป ในเมื่อคุณเชี่ยวชาญเรื่องนี้ มีอะไรน่าสนใจ อยากเล่าเล่าได้เลย

กลุ่มเป้าหมายหลากหลายไปตามหัวข้อและวิทยากรแบบนี้ ทำงานสื่อสารยังไงบ้าง

เทียบตะวัน : แต่ละขั้นตอนผ่านการคิด รีเสิร์ช และลองผิดลองถูกพอสมควร ด้วยความที่ตัวโปรดักต์คือเลกเชอร์ ต่อให้บรรยากาศเลกเชอร์เราจะผ่อนคลายกว่าในห้องเรียน แต่มันมีความวิชาการและความซีเรียสในตัวมันอยู่ ตอนคิด CI เราเลยพยายามดึงด้านที่สนุกสนาน เฟรนด์ลี่ และสดใสของแบรนด์ออกมา ทางหนึ่งคือเพื่อสื่อสารจุดยืนของเราด้วยว่า กระบวนการเรียนรู้มันไม่จำเป็นต้องทางการติดขรึมเหมือนในห้องเรียน สีแรกๆ ที่เลี่ยงเลยเป็นสีกรม สีเลือดนก หรือสีเทาที่พวกสถานศึกษาชอบใช้

ส่วนสื่อสารจะไปถึงกลุ่มเป้าหมายไหม เอาเข้าจริงก็ถึงมากกว่าอย่างที่คิด เพราะต่อให้หัวข้อจะเฉพาะทางแค่ไหน เชื่อไหมว่าจนแล้วจนรอด อย่างน้อยวิทยากรแต่ละคนก็จะมีฐานคนฟังกันอยู่ประมาณหนึ่ง

บาร์ฐกถาคือส่วนหนึ่งของมูฟเมนต์ที่บุกเบิกเลกเชอร์บาร์ในไทย คาดคิดไว้แต่แรกไหมว่าจะได้รับเสียงตอบรับดีขนาดนี้

คล้ายจันทร์ : ตอนแรกไม่ซีเรียสเรื่องกำไรเลย แค่มันเท่าทุนไปเรื่อยๆ ก็ดีใจแล้ว

เทียบตะวัน : เรามองมันเป็น weekend project เลยไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะมีคนสนใจเร็วขนาดนี้ จริงๆ ตอนแรกกังวลว่าคนจะไม่เก็ตด้วยซ้ำ แต่ภายในเวลาสั้นๆ แค่ 3 เดือน จู่ๆ มันมาถึงจุดที่คนจองเต็มเร็ว จุดที่เริ่มมีคนทักมาบอกว่าเสียดายจังที่พลาดหัวข้อก่อนไป เขามาเห็นเราในโซเชียลช้าไปหน่อย

จังหวะนั้นเราถึงฉุกคิดว่า เออ น่าจะเพิ่มโพสต์แจ้งกำหนดการ โพสต์หยั่งกระแสหัวข้อ แล้วก็ต้องมีโพสต์เตือนอีกที เพื่อเพิ่มการมองเห็นและดันให้มันไปถึงกลุ่มเป้าหมาย ขนาดว่าเราเป็นคนโฆษณาที่คุ้นเคยกับงานสื่อสารก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรให้เราต้องเรียนรู้อีกมากในการที่จะชุบชูโปรเจกต์นี้

พอเห็นแบบนี้แล้ว คุณคาดหวังกับมันมากขึ้นแค่ไหน

เทียบตะวัน : ก็ไม่ถึงขั้นหวังว่าทำแล้วจะรวย แต่ใช่ เราเห็นศักยภาพของมันชัดขึ้นว่าบาร์ฐกถาเป็นธุรกิจที่สามารถ sustain ตัวมันเองได้ และยังมีพื้นที่ให้ขยับขยายต่อได้อีก อนาคตไม่แน่เราอาจไม่ทำแค่เลกเชอร์อย่างเดียว

หลายคนมองว่าเลกเชอร์บาร์อาจเป็นแค่กระแสชั่วคราวที่มาแล้วก็ไป คุณเห็นด้วยไหม หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่านิยามของคำว่า ‘เที่ยวกลางคืน’ กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลง

เทียบตะวัน : เรื่องกระแสก็คงเป็นไปได้ ในจังหวะที่มันกำลังนิยม ถ้ามีคนลุกขึ้นมาทำแบบเดียวกันเยอะขึ้น สักวันมันก็เกร่อได้ แต่มันก็อยู่ที่จุดยืนของแต่ละคนว่าเขาสร้างสเปซนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร 

อย่างเรา เราไม่เป็นเดือดเป็นร้อนที่จะทำให้มันไฮป์หรือเป็นกระแสไปตลอด แล้วก็ไม่ได้กลัวว่าคนจะเฟดออกไปไหม ขอแค่มันเป็นห้องเรียนของมันต่อไปอย่างนี้และมีประโยชน์กับใครสักคน เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ทุกคนก็จะต้องมีเรื่องที่ชอบอยู่ 

คล้ายจันทร์ : คิดว่าคงมีแค่เวลาที่จะสามารถพิสูจน์ความยั่งยืนของเลกเชอร์บาร์ได้ แต่อย่างหนึ่งที่เราเชื่อคือต่อให้วันหน้ายอดเอนเกจจะไม่มากเท่าเดิม หรือบัตรจะไม่ขายหมดเร็วเหมือนเดิม เป้าหมายของมันในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่อยู่ในบาร์ก็ไม่ได้หายไปไหน และมันจะยังคงตอบโจทย์ของใครสักคนได้เสมอ

เทียบกับมัทฉะก็ได้ ก่อนหน้านี้มันก็มีอยู่แล้ว แค่ช่วงหลังมานี้คนนิยมกันมากขึ้น ต่อให้อีกหน่อยกระแสมัทฉะซา คนชอบมัทฉะก็ยังคงดื่มมัทฉะต่อไปอยู่ดี

You Might Also Like