‘Sustainomy’ กรอบแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ท่ามกลางความผันผวนของกติกาโลก

ในวันที่โลกกำลังป่วย ทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม สงคราม เงินเฟ้อ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจแบบเดิมกำลังถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังว่ายังเหมาะกับศตวรรษที่ 21 และอนาคตระยะยาวอยู่หรือไม่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ประเทศไทยจะเติบโตยังไง แต่คือเราจะออกแบบเศรษฐกิจแบบไหนที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีโลกพร้อมกับเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นี่คือจุดตั้งต้นของ Sustainomy กรอบแนวคิดเศรษฐกิจใหม่โดยปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BiOST ที่ต้องการผลักดันให้การเติบโตและความยั่งยืนเดินไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเปิดตัวหนังสือ SUSTAINOMY ในงาน FUTUREADY 2026 ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของคนไทยที่ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Penguin Random House

เตรียมรับมือกับโลกที่กำลังป่วย

ปิยะชาติเปรียบโลกวันนี้เหมือนคนไข้ที่กำลังป่วยหลายระยะ ต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และมองว่าสิ่งที่โลกกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คืออาการกำเริบแบบเฉียบพลัน โดยสรุปความท้าทายหลักออกมาเป็นกรอบที่เรียกว่า ‘4 ต.’

– ตื่นตูม : การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาและจีนที่ทำให้เกิดความแพนิกไม่ว่าจะเป็นจากนโยบายของทรัมป์และเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด เช่น AI

– แตกแยก : ความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศที่ทำให้โลกแตกแยกเรียกว่า fragmentation

– ตกต่ำ : ภัยธรรมชาติจากโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศที่คาดเดาไม่ได้ โดยหากมนุษย์รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสุดความสามารถ ใน scenario ที่ทำได้ดีที่สุด อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 1.8°C ภายในปี 2050

– ตีบตัน : การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจาก 3.3% ไปถึงแค่ 4%
ในสถานการณ์ที่โลกเผชิญกับอาการป่วยที่ซับซ้อนและเรื้อรังเหล่านี้ การแก้ปัญหาระยะสั้นแบบเดิมๆ ที่เปรียบเทียบกับการกินยาพารานั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและโครงสร้างในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด

4 วิธีปรับโครงสร้างใหม่ในกติกาใหม่

กรอบแนวคิดของ Sustainomy มองว่าโครงสร้างที่หายไปในระบบเศรษฐกิจคือการคำนึงถึงมิติที่นอกเหนือจาก profit คือ planet, people, peace ดังนั้นเพื่อก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ จึงควรมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

– การนิยามทุนใหม่ (defining capital) : การมองทรัพยากรในรูปแบบนอกเหนือจากเงิน แต่รวมถึงคนและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้คาร์บอนเครดิตเป็นทุน

– การเพิ่มมูลค่าทุน (developing capital) : ไม่มองแค่การทำตลาดให้เติบโตทางธุรกิจ แต่มองถึงการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ เช่น การเปลี่ยน NPL(หนี้เสีย) ให้เป็น RPL (หนี้ปกติ)

– การกระจายทุน (distributing capital) : ไม่ใช่แค่สนับสนุนธุรกิจภาคบนกับล่าง แต่ต้องเสริมแกร่งตรงกลางด้วย ดังเช่น ประเทศเยอรมนีที่ 99% ของธุรกิจเป็น SME หรือธุรกิจขนาดเล็ก

– การสร้างตลาดใหม่ (deploying capital) : ออกแบบกลไกเชื่อมโยงภาคใหญ่ (macro) สู่เล็ก (mircro) รวมถึงเปลี่ยนจากแค่การผลิตเป็นการสร้างแบรนด์

เริ่มจากการเปลี่ยนบทสนทนาในประเทศเรา

ในช่วงเสวนาร่วมกับโจ้–ธนา เธียรอัจฉริยะ และกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล ได้พูดถึงความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่เรื่องระบบ แต่หนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดคือคน ปิยะชาติให้ความเห็นว่า ทุกอุตสาหกรรมล้วนมีโจทย์ซับซ้อนให้ต้องแก้ โลกความจริงไม่ใช่สีขาวหรือดำ แต่เป็น fifty shades of grey พื้นที่สีเทาหลากเฉดที่ควรถ่วงดุลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนให้สมดุล ตัวอย่างเช่น การพัฒนาโครงการร่วมกับชุมชน ควรเริ่มจากโจทย์ของชุมชนเอง จึงจะนำไปสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง

ด้านกระทิง ผู้เป็น Godfather of Start Up เสริมว่า หัวใจของช่วงเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกใหม่คือการเข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างลึกซึ้ง หรือ empathize stakeholder โดยในการก้าวออกจากระบบพลังงานโลกแบบเดิมต้องมีทัศนคติที่คำนึงถึงผลกระทบต่อทุกฝ่าย เช่น คนที่ตกงานจากเศรษฐกิจใหม่จะได้รับการดูแลยังไงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนบทสนทนาในประเทศของเราเอง ผู้นำในแต่ละภาคส่วนควรมีแรงจูงใจจากภายในเพื่อสร้างผลกระทบที่มีคุณค่าในระยะยาว กล้าคิดและริเริ่มสิ่งใหม่ด้วยตัวเองโดยไม่ยึดติดเพียงตำแหน่ง มิเช่นนั้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ก็ยากจะเดินต่อได้

ผลักดัน thought leader ผู้นำทางความคิดคนไทย

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่โลกกำลังร่างกติกาใหม่นี้ จะเห็นได้ว่า thought leader หรือผู้นำทางความคิดคนไทยยังแทบไม่มีบนเวทีโลก ซึ่งปิยะชาติมองว่า หากไม่มีตัวแทนจากไทยเข้าไปร่วมในบทสนทนา โลกก็จะถูกเขียนกติกาโดยประเทศอื่น ทำให้ไทยต้องเป็นผู้ตามเสมอในยุคที่ไทยก็ไม่แข็งแรงพอจะเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดีได้  จึงควรผลักดันให้คนไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางความคิดมากขึ้น โดยการเขียนหนังสือ SUSTAINOMY ครั้งนี้ยังเริ่มจากความตั้งใจจะสร้าง thought in print หรือความคิดที่ถูกบันทึกไว้เพื่อนำเสนอมุมมองเศรษฐกิจจากไทยออกไปสู่โลก

ปิยะชาติเล่าว่า คำถามที่มักถูกถามคือ ทำยังไงถึงจะได้มีโอกาสเขียนหนังสือกับสำนักพิมพ์ระดับโลกอย่าง Penguin คำตอบคือ ต้องถามตัวเองก่อนว่ามีผู้อ่านระดับโลกหรือไม่ ใครในโลกนี้จะสนใจสิ่งที่เราพูดบ้าง การสร้างเส้นทางผู้นำทางความคิดจึงต้องเริ่มจากการสั่งสมเครดิต โดยก่อนจะมาเป็นหนังสือ SUSTAINOMY ปิยะชาติเคยเขียนบทความลง Time Magazine และยังกล้าสร้างผลงานที่พิสูจน์ตัวเอง ไม่กลัวทางใหม่ กล้าแบกชื่อคนไทย บริษัทไทยที่ไม่มีใครรู้จักไปแนะนำตัวบนเวทีโลกในฐานะคนธรรมดาจากประเทศขนาดกลาง

กระทิงปิดท้ายว่า เสน่ห์ของประเทศไทยอยู่ที่การเป็นประเทศตรงกลาง หรือ beauty of being in the middle แม้ไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่หากเราปรับมุมมองและวางบทบาทตัวเองใหม่ให้เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะสามารถสร้างพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่และบทบาทสำคัญบนเวทีโลกได้

Writer

Culture-Centric Consultant, Cultural Decoder, Brand strategist, Narrative Designer, Craft Curator & Columnist, Design Researcher // Instagram : @rata.montre

Illustrator

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ

You Might Also Like