เจาะพฤติกรรม ‘สายมู 2026’ คนชอบขออะไร มูแบบไหน และธุรกิจจะไปต่อยังไงในกระแสความเชื่อ?
ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ‘ความเชื่อ’ ได้กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีวันตาย แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือพฤติกรรมของสายมูเวอร์ชั่น 2026 ที่ไม่ได้แค่ขอพรเพื่อโชคลาภ แต่พวกเขากำลังมองหาที่พึ่งทางใจที่ต้อง ‘สวมใส่ได้’ ‘เข้าถึงง่าย’ และ ‘สะท้อนตัวตน’ ได้ในเวลาเดียวกัน
ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผ่านเครื่องมือ dxt:360 Social Listening ในช่วงวันที่ 19 มกราคม – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเผยให้เห็นอินไซต์สำคัญว่าพฤติกรรมสายมูยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการความมั่นคง (security) และการสร้างความมั่นใจในระดับปัจเจก (personal confidence) อย่างเข้มข้น

1. มูให้จบในชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมที่ชัดเจนที่สุดคือการที่คนรุ่นใหม่มองหาความสิริมงคลที่ ‘ไม่เสียเวลาชีวิต’ อินไซต์คือ เสื้อสีมงคล ครองอันดับหนึ่งที่ 38.2% สะท้อนว่าผู้บริโภคต้องการกิจกรรมนำโชคที่ทำได้ง่ายๆ ทุกเช้า
สำหรับธุรกิจนั้นสามารถนำ ‘ศาสตร์แห่งสี’ หรือ ‘พลังงานประจำวัน’ เข้าไปแฝงในสินค้าไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่เคสมือถือ, เครื่องสำอาง ไปจนถึงแก็ดเจ็ตเพื่อสร้างความรู้สึกว่าสินค้าของคุณช่วยให้วันของเขา ‘ง่าย’ และ ‘ปัง’ ขึ้น
2. ความเชื่อที่ขยายตัวไปตามการเดินทางและอุปกรณ์ในมือ
‘กังหันแชกงหมิว’ เป็นเครื่องรางที่มาแรงเป็นอันดับ 2 สะท้อนเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อที่คนยอมเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงเพื่อ ‘พลิกร้ายกลายเป็นดี’ ในขณะที่เบอร์มงคล ตามมาเป็นอันดับ 3 ในฐานะไอเทมที่ปรับเปลี่ยนง่ายและเห็นผลชัดเจนในแง่ตัวเลข ธุรกิจท่องเที่ยวหรือโทรคมนาคมสามารถชูเรื่อง ‘พลังงาน’ หรือ ‘ชุดตัวเลข’ มาเป็นจุดขายเสริม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับบริการพื้นฐานเดิมได้

3. เครื่องรางที่บ่งบอก ‘ตัวฉัน’
หมดยุคของการห้อยพระองค์ใหญ่ที่ดูขัดกับแฟชั่น เพราะวันนี้สายมูต้องการความสวยงามที่คัสตอมได้เอง ไม่ว่าจะเป็นหินมงคล ที่ได้รับความนิยมที่ 6.9% และ เครื่องรางญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมที่ 3.5% เพราะมีดีไซน์แบบมินิมอลและเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่เลือกหินหรือความหมายที่ตรงกับดวงชะตาของตัวเอง
ดังนั้น การทำสินค้าแบบ ‘One Size Fits All’ อาจไม่ได้ผลกับกลุ่มนี้ แบรนด์ควรมีทางเลือกให้ลูกค้าได้ปรับแต่งตามพื้นดวงหรือเป้าหมายส่วนบุคคล เช่น คอลเลกชั่นเครื่องประดับตามวันเกิดที่ดูทันสมัย

4. ปากท้องต้องมาก่อน
สถิติพบว่าประเด็นที่คนมูมากที่สุดคือการเงิน 36.4% ตามมาด้วยความรัก 25.3% และโชคลาภ 17.2% โดยคนไม่ได้มูเพื่อต้องการรวยทางลัดอย่างเดียว แต่เน้นขอให้เงินไม่ขาดมือหรือยอดขายปังเพื่อความอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ส่วนเรื่องการงานและสุขภาพแม้สัดส่วนจะน้อยกว่า คือที่ 11.7% และ 9.4% แต่ก็เป็นพื้นฐานของความสบายใจที่ขาดไม่ได้
สินค้าหรือบริการที่ช่วยสร้างความมั่นใจในวิชาชีพ หรือแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงเรื่องความมั่งคั่งและโอกาสใหม่ๆ ในหน้าที่การงานจะดึงดูดใจผู้บริโภคได้ลึกซึ้งกว่าการเน้นความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว
5. ค้นหาบนออนไลน์ แต่ไปจบที่ออฟไลน์
แม้โลกจะเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แต่สัดส่วนเอนเกจเมนต์พบว่าพื้นที่ออฟไลน์ยังคงครองพื้นที่มากกว่าออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือผู้บริโภคยุค 2026 ไม่ได้เลือกทางใดทางหนึ่ง แต่มูแบบ ‘ไฮบริด’ โดยใช้ออนไลน์เป็นทางลัดในการเช็กสีมงคล หรือดูรีวิวเบอร์มงคล วอลเปเปอร์ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว แต่ยังต้องการออฟไลน์ เช่น การเดินทางไปวัด หรือเลือกหินมงคลด้วยตัวเองเพราะการสัมผัสของจริงให้คุณค่าทางจิตใจและ ‘ความขลัง’ ที่ลึกซึ้งกว่า
6. พื้นที่ใหม่ของความใกล้ชิด
ปรากฏการณ์ #TikTokดูดวง และการไลฟ์สดกลายเป็นช่องทางหลักที่เชื่อมโยงหมอดูและผู้บริโภคเข้าด้วยกัน การไลฟ์สตรีมมิงเอื้อต่อการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ ผู้ชมสามารถถามคำถามและส่งของขวัญได้ทันที สร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเชื่อมั่นมากกว่าคอนเทนต์ดูดวงทั่วไป
สำหรับนักการตลาด นี่คือพื้นที่การทำ influencer marketing รูปแบบใหม่ การร่วมงานกับหมอดูหรือนักสร้างคอนเทนต์สายมูในรูปแบบไลฟ์จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและสร้าง trust ให้กับแบรนด์ได้ในเวลาอันสั้น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้สะท้อนให้เห็นว่าสายมูปี 2026 ไม่ได้ต้องการแค่ ‘ความขลัง’ แต่ต้องการสินค้าที่ functional และ emotional คือต้องสวย ใช้งานได้จริง และช่วยปลอบประโลมจิตใจในวันที่โลกเหนื่อยล้า หากแบรนด์สามารถสอดแทรกความสบายใจลงไปในสินค้าปกติทั่วไปได้อย่างแนบเนียน คุณจะไม่ได้แค่ลูกค้า แต่จะได้ ‘สาวก’ ที่พร้อมจะสนับสนุนแบรนด์ของคุณอย่างต่อเนื่อง