Beyblade การกลับมาของลูกข่างสะท้านฟ้า กับเหตุผลที่ยังครองใจเจนฯ Y มีปม และกลุ่มเด็กเจนฯ Z

1

2

3

Go Shoot!

ใครที่โตมากับของเล่นอย่าง ‘เบย์เบลด’ (Beyblade) หรือที่เด็กเจนฯ Y รู้จักดีในชื่อภาษาไทยว่าลูกข่างสะท้านฟ้า น่าจะพอจดจำช่วงเวลาที่ได้ดึงสายรอกส่งลูกข่างลงไปประชันแข่งกับเพื่อนบนสนาม (บ้างก็ดีไอวายเปลี่ยนกระทะของแม่เป็นสมรภูมิ) 

หรือลึกกว่านั้นหน่อยคือตื่นเช้าวันเสาร์-อาทิตย์เกาะจอทีวีรอดูการ์ตูนเรื่อง ‘เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า’ ที่ออกฉายทางช่อง 9 การ์ตูน ที่ใครเป็นแฟนตัวยงน่าจะท่องชื่อคาแร็กเตอร์มังกรฟ้า หงส์แดง พยัคฆ์ขาว และเต่าคะนอง 4 ตัวเอกได้ขึ้นใจ กระทั่งกาลเวลาค่อยๆ กลืนกินของเล่นนี้ห่างหายไปจากสารบบ เหลือไว้เพียงความทรงจำสีจางในส่วนลึกความเป็นเด็ก… 

จนเมื่อความป๊อปของเบย์เบลดถูกปลุกขึ้นมาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างหยิบลูกข่างสะท้านฟ้ากลับมาประลองฝีมือกันอีกครั้ง ที่น่าสนใจกว่านั้นคือการกลับมาครั้งนี้ถึงขั้นกลายเป็นคอมมิวนิตี้จริงจัง

อะไรทำให้เบย์เบลดกลับมาดังอีกครั้ง อะไรคือเสน่ห์ของของเล่นชิ้นนี้ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีคนหลงรัก และลูกข่างนี้สร้างอิมแพกต์ยังไงต่ออุตสาหกรรมของเล่น ว่าแล้วขอชวนชาวเจนฯ Y มีปมและชาวเจนฯ อื่นๆ กลับไปทวนเรื่องราวของเบย์เบลดอีกครั้งในคอลัมน์ Biztory ตอนนี้

ลูกข่างยอดฮิตที่ได้แรงบันดาลใจจากของเล่นพื้นบ้าน

จุดเริ่มต้นของเบย์เบลดต้องย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม ปี 1999 เมื่อทาคาระ (Takara) บริษัทของเล่นชื่อดังในญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันดี ณ ปัจจุบันในชื่อทาคาระ โทมี่ (Takara Tomy) เกิดนึกไอเดียที่น่าสนใจ นั่นคือการหยิบ ‘เบโกมะ’ (Beigoma) ลูกข่างในวัฒนธรรมการละเล่นของเด็กญี่ปุ่น ที่ทำจากโลหะหรือเปลือกหอย มาแปลงโฉมให้มีดีไซน์น่าตื่นตาตื่นใจ

ลักษณะหน้าตาของลูกข่างเบโกมะ

โจทย์ของบริษัททาคาระ คือสร้างลูกข่างที่มีวิธีการเล่นคล้ายกับเบโกมะ แต่ปรับแต่งชิ้นส่วนได้ และมีกลไกการหมุนที่ทันสมัย  เรียกว่าเป็นวิธีคิดและออกแบบคล้ายคลึงกับบีดาแมน (B-Daman) ของเล่นรูปทรงหุ่นยนต์ยิงลูกแก้วที่พัฒนามาจากการละเล่นดีดลูกแก้ว ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้ โดยตั้งชื่อว่าเบย์เบลดซึ่งมาจาก 2 คำ คือ ‘เบย์’ จากเบโกมะ และ ‘เบลด’ ที่หมายถึงส่วนแหลมคมที่ยื่นออกมา

เบย์เบลดยุคแรกจึงมีหน้าตาคล้ายดาบ โดยมีชิ้นส่วนประกอบหลัก 5 ชิ้น ได้แก่ 

Bit Chip : แผ่นชิปที่ตกแต่งด้วยรูปคาแร็กเตอร์สัตว์ในตำนาน กิมมิกที่ทำให้ตัวเบย์เบลดมีชีวิตชีวา

Attack Ring : ชิ้นส่วนด้านบนที่มีลักษณะคล้ายใบมีด 2-4 แฉกแตกต่างกันไปตามดีไซน์

Weight Disk : แผ่นวงแหวนโลหะที่ช่วยถ่วงน้ำหนักสร้างสมดุลให้กับตัวเบย์เบลด

Blade Base : บริเวณส่วนฐานที่ช่วยควบคุมการเคลื่อนที่

Spin Gear : เกียร์ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เพิ่มความแรงและควบคุมทิศทางการหมุน

นอกจากนั้นยังนำตัวเบย์เบลดมาเล่นร่วมกับ Beyblade Launcher อุปกรณ์ที่ใช้ในการดีดตัวลูกข่างเข้าสู่สนามประลอง Beystadium ที่ต้องใช้ร่วมกันกับสายดึง String Launcher หรือเพิ่มความมั่นคงในการจับด้วยการประกอบเข้ากับ Grip Launcher ด้ามจับรูปทรงคล้ายปืน 

เบย์เบลดตัวแรกที่ผลิตขึ้นอย่างเป็นทางการมีชื่อว่า ‘อัลติเมท ดรากูน’ (Ultimate Dragoon) เบย์เบลดสีขาวนวล มี Bit Chip เป็นมังกร ที่กลายเป็นไอคอนิกจนถึงปัจจุบัน 

อัลติเมท ดรากูน เบย์เบลดรุ่นแรกของโลก
Beyblade Launcher และ String Launcher อุปกรณ์พื้นฐานของเบย์เบลดยุคแรก

ฮิตถล่มทลายจากการ์ตูนเรื่อง Bakuten Shoot Beyblade

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1999 จนถึงปี 2005 ทาคาระ โทมี่มีรายได้จากการจำหน่ายเบย์เบลดเฉพาะในประเทศสูงถึง 165 พันล้านเยน (ราว 59.4 พันล้านบาทไทยในช่วงเวลานั้น) 

แน่นอนว่าเรื่องของ mechanic design คือปัจจัยที่ทำให้เบย์เบลดเป็นที่นิยม อุปกรณ์การละเล่นน้อยชิ้นไม่จำเปนต้องพึ่งพาถ่านไฟฉายเหมือนของเล่นอื่นๆ กฎกติกาก็เข้าใจง่ายคือลูกข่างของใครถูกชนออกจากสังเวียนก่อนเท่ากับแพ้ 

แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ (มากๆ) ที่ทำให้เบย์เบลดโด่งดังเป็นพลุแตก คือ ‘กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย’ (sales promotion) โดยใช้การ์ตูนเป็นสื่อกลาง 

เรื่องของเรื่องคือบริษัททาคาระ โทมี่ออกไอเดียว่า อยากทำการ์ตูนสักเรื่องที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกผูกพันกับเบย์เบลดมากขึ้น หลังก่อนหน้านี้พวกเขาเน้นขายของเล่นเพียงอย่างเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงชวนนักวาดการ์ตูนนาม ทาคาโอะ อาโอกิ (Takao Aoki) แต่งมังงะที่มีชื่อเรื่อง ‘Bakuten Shoot Beyblade’ ที่ตีพิมพ์กับโคโระ โคโระ คอมิกส์ (Corocoro Comic) นิตยสารมังงะฉบับรายเดือน และเผยแพร่ในปีเดียวกันกับที่ของเล่นวางจำหน่าย

เนื้อหาของ Bakuten Shoot Beyblade มีเส้นเรื่องที่เข้าใจง่ายเหมือนการ์ตูนแนวโชเน็นทั่วไป ทว่ากิมมิกที่น่าตรึงใจและเป็นภาพจำของแฟนๆ คือการหยิบ Bit Chip มาผูกโยงกับตำนานสัตว์เทพผู้พิทักษ์ทิศทั้ง 4 ของจีน (วัฒนธรรมร่วมกับญี่ปุ่นและเกาหลี) ได้แก่ 

มังกรเขียว (ภาษาจีน : ชิงหลง, ภาษาญี่ปุ่น : เซริว)

นกฟีนิกซ์ (ภาษาจีน : จูเชวี่ย, ภาษาญี่ปุ่น : ซูซาคุ)

เสือขาว (ภาษาจีน : ไป๋หู่, ภาษาญี่ปุ่น : เบียคโกะ) 

เต่าดำ (ภาษาจีน : เสวียนอวู่, ภาษาญี่ปุ่น : เกนบุ) 

โดยให้ตัวเอกทั้ง 4 อย่าง คิโนมิยะ ทาคาโอะ, ฮิวาตาริ ไค, คอน เรย์ และมิซึฮาระ แมกซ์ เป็นผู้ครอบครอง

เบย์เบลดสัตว์เทพผู้พิทักษ์ทั้ง 4

ในปี 2002 ความโด่งดังของเบย์เบลดเพิ่มขึ้นทวีคูณจนถูกอนุมัติสร้างเป็นอนิเมะในชื่อเดียวกัน โดยออกฉายผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทีวี โตเกียว (TV Tokyo) และเผยแพร่ไปยัง 15 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่ใช้ชื่อออกอากาศว่า ‘เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า’ พร้อมปรับชื่อสัตว์ในตำนานให้จดจำได้ง่ายขึ้น คือ มังกรฟ้า, หงส์แดง, พยัคฆ์ขาว และเต่าคะนอง รวมถึงมีเพลงแปลงเวอร์ชั่นภาษาไทยที่เด็กๆ ในยุคนั้นร้องตามได้แทบทุกคน

อานิสงส์จากการ์ตูนทีวีส่งผลให้ทาคาระ โทมี่ขายเบย์เบลดเฉพาะในญี่ปุ่นมากถึง 160 ล้านชิ้น และในปีเดียวกันนี้ ฮาสโบร (Hasbro) บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์นำเบย์เบลดไปจำหน่ายในสหรัฐฯ ที่สร้างยอดขายเฉพาะปี 2003  ได้ถึง 5 ล้านชิ้น แซงหน้าของเล่นแบรนด์อื่น อาทิ เฟอร์บี้ ทั้งถูกยกให้เป็น Toy of the Year ในปีดังกล่าวจากผลสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดและเทคโนโลยี The NPD Group ก่อนที่ฮาสโบรจะส่งออกเบย์เบลดไปยัง 80 ประเทศทั่วโลกในปีต่อมา

ในช่วงต้นปี 2002 เป็นต้นมา เบย์เบลดจึงกลายเป็นไอเทมติดตัวของเหล่าเด็กเจนฯ Y ที่ระฆังพักเที่ยงดังเป็นต้องท้าประลองกันตามลานกิจกรรมของโรงเรียน บนห้างดังไปจนถึงร้านโชห่วยแถวบ้านมีขายให้เห็นจนเป็นเรื่องปกติ หนักข้อหน่อยคือของปลอมทำเหมือนจากประเทศอื่นที่ทำออกมาเนียนขาย หรือจะกงจักรเหล็กอันใหญ่ขนาดฝ่ามือที่ถูกผู้ใหญ่สั่งแบนห้ามเล่นเป็นอันขาด  

ใดๆ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาดังกล่าวคือยุคทองของลูกข่างเบย์เบลดอย่างแท้จริง

รีแบรนดิ้งต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด 

ในโลกของธุรกิจมีกราฟขึ้นก็ต้องมีกราฟลง และกราฟความนิยมของเบย์เบลดจากที่พีคสุดในปี 2003 ก็ค่อยๆ ปักหัวลงต่อเนื่องจนถึงปี 2006 

กล่าวคือเบย์เบลดเจเนอเรชั่นแรกถึงจุดอิ่มตัวทั้งในแง่ของดีไซน์ การตลาดที่หมดมุกหลังจากการ์ตูนฉายจบ ต่อยอดเป็นวิดีโอเกมบ้างประปราย แต่ไม่อาจดึงความนิยมคนกลุ่มมากได้เหมือนคราวเปิดตัว  หนำซ้ำตลาดของเล่นพลาสติกยังถูก disrupt จากยุคเฟื่องฟูของตลาดของเล่นดิจิทัลและเกมออนไลน์

แต่ใช่ว่าทาคาระ โทมี่ จะยอมแพ้ยกธงขาว ให้หลังในปี 2008 พวกเขารีแบรนดิ้งเบย์เบลดให้กลับมาอีกครั้งในชื่อ ‘เบย์เบลด เมทัลไฟท์’ (Beblade Metal Fight) พร้อมกับปล่อยการ์ตูนเรื่อง Beyblade: Metal Fight Fusion ออกมาตีคู่สร้างกระแสดังในอดีต

จุดเด่นของเบย์เบลด เมทัลไฟท์ คือการยกเครื่อง mechanic design แทบจะทั้งหมด ภายใต้ระบบ Hybrid Wheel ปรับเปลี่ยนอะไหล่ทั้ง 5 ชิ้นของเบย์เบลดได้อย่างอิสระ ได้แก่ Face Bolt (ตัวยึดลูกข่างรูปร่างคล้ายน็อต), Clear Wheel (หน้ากากพลาสติกส่วนบน), Metal Wheel (วงแหวนโลหะ), Spin Track (ฐานพลาสติกสำหรับเพิ่มพลังโจมตี) และ Bottom (ส่วนปลายที่ประกอบกับ Spin Track สำหรับช่วยทรงตัว) เพื่อสร้างเบย์เบลด 3 สาย คือสายโจมตี ป้องกัน และสมดุล 

ชิ้นส่วนประกอบของเบย์เบลด เมทัลไฟท์

เอาเข้าจริงยอดขายของ Beyblade Metal Fight อาจไม่ได้เปรี้ยงปร้างเท่ากับภาคแรก แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือคอมมิวนิตี้ของคนรักแบรนด์ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการที่เบย์เบลดมีลูกเล่นที่เอื้อต่อการปรับแต่งฝึกทักษะการวางแผน ชิงไหวชิงพริบจากระบบ Hybrid Wheel เช่นในปี 2012 ที่มีการจัดการแข่งขัน Beyblade World Championship ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา 

นั่นทำให้การมีอยู่ของเบย์เบลดเปลี่ยนจากของเล่นในกระแส สู่ของเล่นเฉพาะกลุ่มที่มีฐานแฟนมั่นคง

แมสอีกครั้งจากกระแสนอสทัลเจียในหมู่คนเจนฯ Y และในฐานะกิจกรรมที่เด็กเจนฯ Z ยอมรับ  

หลังจากยุคเมทัลไฟท์ เบย์เบลดผลัดเปลี่ยนใบสู่ยุคเบย์เบลด เบิร์สต์ (Beyblade Burst) และเบย์เบลด เอ็กซ์ (Beyblade X) ตามลำดับ ระหว่างทางมีการปรับเปลี่ยนกติกาการเล่นให้สนุกเร้าใจ และปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้ร่วมสมัยมากขึ้น 

ที่น่าสนใจคือบริษัทออกมาเปิดเผยว่า ระหว่างปี 2024-2025 บริษัทของพวกเขาเติบโตขึ้นถึง 20% จากผลิตภัณฑ์เบย์เบลด อย่างในปี 2025 ที่เบย์เบลด เอ็กซ์ มียอดส่งออก 28 ล้านชิ้นทั่วโลก และมีวี่แววจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026 

เบย์เบลดเอ็กซ์ที่มีดีไซน์ร่วมสมัยมากขึ้น

 ถามว่าทำไมเบย์เบลดจู่ๆ ถึงกลับมาฮิต ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มีที่มาที่ไปจับต้องได้

ประการแรกคือการมาของ ‘Nostalgia Replay’ ที่ผู้คนโหยหาประสบการณ์ในช่วงยุค Y2K หรือต้นยุค 2000s ที่ผูกโยงกับประชากรเจนฯ Y ผ่านสื่อ กิจกรรม และแฟชั่น เพื่อหนีจากความวุ่นวายในโลกที่อะไรๆ ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลฯ เบย์เบลดซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของของเล่นที่ครองโลกยุคนั้น จึงกลายมาเป็นกิจกรรมทางเลือกที่ถูกปัดฝุ่นกลับมาอีกครั้งในยุคนี้โดยปริยาย

และที่สำคัญคือเป็นโอกาสของคนเจนฯ Y ที่ในวัยเด็กยังไม่เงินมากพอ ได้หาซื้อเก็บคลายปมในใจจากอดีต

ประการที่สองคือการปรับตัวให้เข้ากับชาวเจนฯ Z อย่างที่รู้กันว่าอีกไม่กี่ปีตลาดผู้บริโภคจะถูกขับเคลื่อนด้วยชาวเจนฯ Z ทาคาระ โทมี่จึงขยายฐานแฟนกลุ่มนี้ด้วยการคอลแล็บกับเกมโรบล็อกซ์ (Roblox) สร้าง ‘เบย์เบลดซิตี้’ (Beyblade City) ที่มีจำนวนประชากรคนรักเบย์เบลดในเซิร์ฟเวอร์ถึง 58 ล้านคน โดยผู้เล่นสามารถแข่งขันและสะสมเบย์เบลดในรูปแบบ 3D 

เบย์เบลดซิตี้

เมื่อได้สัมผัสเบย์เบลดจากโลกออนไลน์ ชาวเจนฯ Z ที่หลงใหลจึงขยับตัวเองสู่โลกแห่งความเป็นจริง สะท้อนผ่านทัวร์นาเมนต์ Beyblade X World Championship 2025 ที่มีผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่อายุน้อยเพิ่มขึ้นถึง 40% ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าหลงใหลในกลยุทธ์การปรับแต่งเบย์เบลดที่จริงจังและท้าทาย

สุดท้ายคือเบย์เบลดกลายเป็นกาวใจเชื่อมความสัมพันธ์คนต่างเจนฯ ภายในครอบครัว ด้วยความเป็นกิจกรรมที่เข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย จึงไม่แปลกใจถ้าคุณมีโอกาสไปห้างสรรพสินค้าจะเห็นพ่อแม่ผู้ปกครองจูงลูกหลานท้าแข่งเบย์เบลดในโซนร้านขายของเล่น หรือบางร้านขายของเล่นที่สถาปนาตนเป็นจุดนัดพบคนรักเบย์เบลด

เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความนิยมของเบย์เบลดไม่ได้เกิดเพียงแค่ชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการสะสมและรักษา ‘คุณค่าของแบรนด์’ ให้พร้อมรอวันที่ความนิยมจะหวนกลับมาอีกครั้ง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือความ ‘กล้า’ ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันต่อโลก ดังที่มีการปรับเปรียบภาพลักษณ์แบรนด์ในแต่ละเจเนอเรชั่นที่ผ่านมา 

เบย์เบลดจึงไม่ได้มีค่าเป็นเพียงแค่ของเล่นหรือของสะสม แต่เป็น ‘เพื่อน’ และ ‘ความทรงจำอันมีค่า’ ของใครหลายคนที่เติบโตมากับลูกข่างสะท้านฟ้านี้ 

อ้างอิงข้อมูล

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like