นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Global Citizen Fashion

tISI แบรนด์สโลว์แฟชั่นสีพาสเทลที่วางขายในร้านมัลติแบรนด์สุดอินดี้ที่ต่างประเทศ

tISI (ธิซายด์) เป็นแบรนด์สโลว์แฟชั่นจากสีย้อมธรรมชาติน้องใหม่ที่มีอายุแบรนด์เพียง 2 ปี แต่ได้วางขายที่มัลติแบรนด์ซึ่งรวมแบรนด์แฟชั่นสุดอินดี้ในต่างประเทศอย่างร้าน Rhubarb Store ที่อังกฤษ และ No Borders Shop ที่อินเดีย

แบม–ธันยพร กิจจาเสถียรพันธุ์ เจ้าของแบรนด์ tISI ได้แรงบันดาลใจในการทำแบรนด์จากความชอบในประเทศอิตาลีทั้งภาษา วัฒนธรรมและแฟชั่นจนเกิดความฝันอยากสร้างแบรนด์แฟชั่นที่ทั้งเท่ เก๋และคำนึงถึงความยั่งยืนผ่านการอนุรักษ์งานคราฟต์

“ด้วยความชอบส่วนตัวคือเราชอบพวกสินค้าออร์แกนิกที่ผลิตจากธรรมชาติมานานแล้ว พอมีโอกาสได้เรียนด้านแฟชั่นแล้วได้ทำงานคราฟต์เยอะ ทั้งปัก ทอ ถัก ก็เลยทำให้กลับไปนึกถึงตอนเด็กๆ ก่อนที่เราจะต้องเรียนหนักๆ ก็เลยอยากทำงานทำมือในนามแบรนด์ของตัวเอง ยิ่งพอได้ทดลองทำงานย้อมธรรมชาติ ก็เลยรู้สึกว่าแบรนด์เสื้อผ้าทุกวันนี้ยังไม่ค่อยมีเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติในดีไซน์ที่เราชอบเลย”

แบมบอกว่าต่อให้ไม่มีต้นทุนหรือเงินเลยก็อยากปั้นแบรนด์ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสนุกกับงานออกแบบเสื้อผ้าตรงนี้ให้ได้และอยากอยู่กับมันให้นานที่สุด เธอจึงเริ่มต้นเส้นทางการทำแบรนด์ tISI เพราะเชื่อว่าธุรกิจที่ made by hands จะทำให้เกิดความยั่งยืนที่สุดทั้งในแง่ธุรกิจและความสุขของตัวเอง   

Life Wisdom
Italian Art & Craft   

แบ็กกราวนด์ของแบมไม่ใช่สายแฟชั่นดีไซน์ตั้งแต่แรก เธอเรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาอิตาเลียนซึ่งต้องเรียนทั้งภาษาและวัฒนธรรมอิตาลี แต่การซึมซับวัฒนธรรมอิตาลีผ่านมุมมองของการเรียนภาษานี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นในความชื่นชอบด้านศิลปะจนต่อยอดกลายเป็นความรักด้านแฟชั่น

“ตอนที่เรียนอักษรศาสตร์ อาจารย์เคยยกตัวอย่าง art movement ของศิลปินต่างๆ และเล่าเรื่องการทำศิลปะในชีวิตประจำวันของคนยุคนั้น มีเคส Versace ศิลปินที่เอาแรงบันดาลใจจากงานศิลปะมาถ่ายทอดบนเสื้อผ้าลายปรินต์ เราที่ชอบการแต่งตัวอยู่แล้วก็เลยเริ่มรู้สึกว่าการเรียนศิลปะสามารถเชื่อมโยงไปสู่การทำแฟชั่นได้นะ ทำลายผ้าแล้วเอามาทำเป็นเครื่องแต่งกายได้”  

แบมตัดสินใจบินลัดฟ้าไปอิตาลีเพื่อเรียนต่อปริญญาโทด้าน Business of Fashion ควบคู่กับการทำงานฝ่าย Fashion Buyer (นักวางแผนและจัดซื้อสินค้าแฟชั่น) ให้ร้านมัลติแบรนด์เล็กๆ ที่อิตาลีที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นลักชัวรีชื่อดัง เช่น Gucci, Prada, Valentino, Max Mara ฯลฯ มาขาย

“ตอนทำงานที่อิตาลี ด้วยความที่ธุรกิจเขาค่อนข้างเล็ก เราเลยได้เรียนรู้ว่าเขาจัดการธุรกิจยังไง คนอิตาลีเป็นคนชิลล์ๆ เหมือนคนไทยนี่แหละ แต่เรารู้สึกว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของเขามักเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่สเกลขายทั่วโลกได้ เขามักจะทำงานคราฟต์เองแล้วก็ค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ สิ่งที่ได้เรียนรู้มาเลยน่าจะเป็นเรื่องของการใส่ใจในโปรดักต์ของตัวเองจริงๆ และเชื่อมั่นว่าโปรดักต์ดีโดยที่สามารถขายตัวมันเองได้

“ด้วยความที่บริษัทที่เราทำงานตั้งอยู่ข้างหลัง Duomo di Milano ที่เป็นแลนด์มาร์กของเมืองมิลาน และตรงนั้นมีช้อปปิ้งสตรีทอยู่ เราก็จะเดินผ่านทุกวันแล้วชอบไปแวะดูตามร้านต่างๆ ว่าเขาขายอะไร จัดวางสินค้ายังไง อย่างเช่น การจัดดิสเพลย์ของห้างสรรพสินค้า La Rinascente ที่เข้าถึงง่าย แล้วมักจะชวนดีไซเนอร์หน้าใหม่สลับกันมาจัดแสดงผลงานในห้างที่เป็นระดับท็อปในมิลาน  มันมีความเข้าถึงง่ายในแง่ที่ว่าเราเดินเข้าไปเลือกซื้อของได้เลยโดยไม่ได้กั้นเป็นช็อปต่างๆ”

การเปิดโลกแฟชั่นที่อิตาลีและประสบการณ์ทำงานในบทบาท fashion buyer ทำให้แบมได้เห็นอุตสาหกรรมแฟชั่นในมุมที่กว้างมากขึ้น เมื่อกลับไทยมาก็ยังหลงใหลแฟชั่นจนลงเรียนด้านออกแบบแฟชั่นดีไซน์เพิ่มเพื่อศึกษาเรื่องเทคนิคเพิ่มเติมในการออกแบบแพตเทิร์นเสื้อผ้าจนรู้รอบและรู้ครบทั้งเชิงความรู้ในการทำธุรกิจและในเชิงปฏิบัติ

Local Wisdom
Heritage Palette from Nature 

ถึงแม้จะเคยเรียนและเคยทำงานด้านแฟชั่นมามากแค่ไหน แต่สิ่งที่เรียนในห้องเรียนใดไม่ได้ ศึกษาจากหนังสือเล่มไหนไม่ได้คือภูมิปัญญาของงานคราฟต์ และชุมชนบ้านสันดินแดง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ที่ห่างไกลข้ามทวีปจากอิตาลีแห่งนี้เองที่เป็นห้องเรียนแห่งสำคัญที่ทำให้แบมเริ่มต้นสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา 

หากเห็นเสื้อผ้าคอลเลกชั่นต่างๆ ของ tISI สิ่งที่เตะตาเป็นอย่างแรกเลยคือสีสันที่มีความละมุนจากธรรมชาติ เบื้องหลังเฉดสีเหล่านี้ล้วนเป็นเฉดที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับแบรนด์โดยเฉพาะจากชุมชนบ้านสันดินแดงแห่งนี้เอง

“สีย้อมธรรมชาติของที่นี่จะเป็นโทนพาสเทลจากพืชท้องถิ่นแถบนั้นหมดเลย ซึ่งเรามองว่ามันมีความสวยในตัวของมันเอง เป็นสีที่ได้มาจากการเก็บเปลือกไม้ในป่า กะเทาะออกมา เสร็จแล้วเอามาล้างแล้วแช่ในถังไว้ ซึ่งความเข้ม-อ่อนบางทีก็ขึ้นอยู่กับเปลือกไม้ด้วย แช่เสร็จแล้วก็เอามาต้มในหม้อ เอาเปลือกไม้ไปกรองออก นำผ้าฝ้ายมาย้อมและบีบน้ำออก มันจะติดสี แต่ถ้าอยากได้สีที่เข้มขึ้นก็ต้องมาทำใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราตากไว้แล้วย้อมกี่รอบ กี่สี เอาหลายสีมาผสมกันได้”  

ชื่อสีเหล่านี้จึงมีเอกลักษณ์ บางสีเป็นคำศัพท์ภาษาปกาเกอะญอ อย่างสีฟ้านางแมวป่า สีเขียวจากเปลือกเพกา สีแดงจากฝาง สีชมพูตุ่นจากฝางและใบสัก

หลังจากย้อมสีธรรมชาติจากป่าเขาเสร็จ ชาวบ้านจะนำผ้ามาทอเป็นผืนด้วยกี่เอว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทอเฉพาะของชุมชนบ้านสันดินแดงที่ใช้กี่ขนาดเล็กพิเศษ โดยในชีวิตประจำวันชาวบ้านจะใช้การทอลักษณะนี้ในการทอเสื้อผ้าผืนเล็กให้ลูกใส่ไปโรงเรียนหรือทอเป็นผ้าผืนพิเศษสำหรับงานแต่งงาน

แบมบอกว่าเธอไม่ได้เปลี่ยนกระบวนการทำงานของชาวบ้านเท่าไหร่เลย แค่เป็นคนเริ่มต้นออกแบบคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชั่น ตั้งต้นไอเดียเฉดสีที่อยากทำแล้วร่วมพัฒนากับชาวบ้านในชุมชน โดยชาวบ้านเป็นคนต่อยอด แกะลวดลายและพัฒนาสีเฉพาะสำหรับแบรนด์ออกมา

“เรารู้สึกว่าความพิเศษของที่นี่คือชาวบ้านพร้อมที่จะทดลองไปกับเรา เขาเป็นเหมือนศิลปินหรืออาร์ทิสต์ที่ชอบทดลองเรื่องสี ไม่ว่าเราจะดีไซน์อะไรไปเขาก็จะไปทดลองให้ได้ ชุมชนที่นี่มีกันประมาณ 30-40 คนและอยู่กันแบบเรียบง่ายมากๆ ทุกคนรู้จักกัน ช่วยเหลือและพึ่งพากัน“

เช่น สมมติว่าเดี๋ยวเราจะต้องทอผ้าสีชมพู เขาก็จะมาช่วยกันทำทั้งหมู่บ้าน ใครทำอะไรได้ เช่น ปักเก่ง ก็จะอาสาเป็นคนปักให้ ผู้หญิงจะทอผ้า ตากผ้า ผู้ชายก็จะไปหาพืชสำหรับย้อมสีมาให้เพราะต้องเข้าไปในป่า ก็ช่วยเหลือกันตลอด”

นอกจากย้อมผ้า ชาวบ้านสันดินแดงยังปักผ้าลายพิเศษได้ เช่น ลายปักเกล็ดนิ่ม ซึ่งจะเห็นลวดลายเหล่านี้ในบางคอลเลกชั่นของแบรนด์ โดยแบมยังชวนชุมชนอื่นๆ มาทำงานร่วมกันในบางคอลเลกชั่นเพื่อผสานหลายเทคนิคของชุมชนให้เกิดแฟชั่นที่สนุก เช่น การใช้เทคนิค Indian Block Print ไปจนถึงการพัฒนาเฉดสีจากชุมชนแถบอีสานที่ทำให้โทนสีและเนื้อผ้าออกมาไม่เหมือนกัน เป็นต้น

“สุดท้ายแล้ว เราอยากจะโชว์ว่านี่คือ heritage ของเมืองไทยและโชว์ว่าเราทำอะไรได้บ้าง เพราะว่าคีย์ของเราคือเราต้องการ speak out ว่านี่คือแบรนด์ของเมืองไทยที่ไปขายต่างประเทศได้”

Business Wisdom
It’s Me & We 

ชื่อแบรนด์ tISI (ธิซายด์) มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณที่มีความหมายว่า ‘It’s me’ ที่แปลว่า ‘ตัวตนของฉันเอง’ เพราะแบมต้องการสื่อสารให้ลูกค้าและคนที่ชื่นชอบแบรนด์เห็นว่าเมื่อใส่เสื้อผ้าของ tISI แล้วมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ใส่แล้วสามารถเป็นตัวของตัวเองได้

“เราใส่ความชอบของตัวเองลงไปในแบรนด์ อย่างความชอบในงานคราฟต์ เสื้อผ้าออร์แกนิกจากสีธรรมชาติที่ทำด้วยมือแบบ slow-made, slow-fashion เรายังเป็นคนที่ชอบยีนส์เดนิมและเสื้อผ้าวินเทจแบบที่ผู้ชายใส่ แต่ส่วนใหญ่แล้วเสื้อผ้าแนวนี้จะมีสไตล์ที่มีความเป็นผู้ชายสูงมากและใครๆ ก็ใช้ผ้าเดนิมเหมือนกันหมดเพราะมีตัวเลือกของผ้าให้ใช้ไม่ค่อยเยอะ พอใส่ออกมาแล้วบางทีจะมีปัญหาว่าใส่แล้วดูแน่น อัดอัด ใส่ออกมาแล้วไม่ค่อยสวย เลยคิดว่าถ้าเราทำเสื้อผ้าเดนิมออกมาอีก ตลาดก็มีขายอยู่แล้ว

“ตอนเริ่มต้นคิดแค่ว่ายังไม่มีแบรนด์เสื้อผ้าแบบที่ตัวเองชอบ เลยคิดว่าถ้าเราทำเสื้อผ้าที่คล้ายยีนส์แต่มีลูกเล่นมากขึ้น ไม่ได้มีแค่สีฟ้า สีน้ำเงินจะเป็นยังไง ดังนั้นถ้าเห็นเสื้อผ้าของ tISI มันเลยจะเป็นสไตล์ military wear หรือ workwear ต่างๆ ที่มีฟังก์ชั่นและออกแนวคล้ายยูนิฟอร์ม”

แม้ความหมายของแบรนด์จะสื่อถึงคอนเซปต์ It’s Me แต่กระบวนการทำงานหลังบ้านของชุมชนคือ It’s We ที่ไม่ยึดติดกับวิถีดั้งเดิมของตัวเอง แต่พร้อมเปิดกว้างและปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกัน เพราะเมื่อแปรเปลี่ยนงานคราฟต์มาเป็นแบรนด์แฟชั่นเต็มตัวก็ต้องเพิ่มกระบวนการบันทึกเฉดสีที่ย้อมในแต่ละครั้งเพื่อให้ผลิตซ้ำได้ในเฉดเดิมและสื่อสารกันง่ายขึ้นจากที่แต่เดิมย้อมสีแบบครูพักลักจำ  

แบมบอกว่าความท้าทายในการทำงานคราฟต์กับชุมชนคือทุกอย่างต้องใช้เวลา โจทย์สำคัญคือจะทำยังไงให้กระบวนการทำงานคราฟต์ที่เนิบช้าสามารถผลิตตามดีมานด์ของลูกค้าได้ทัน ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของ tISI คือการวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียดตั้งแต่แผนสต็อกสินค้าจนถึงดีไซน์คอลเลกชั่นต่างๆ เช่น ออกแบบคอลเลกชั่นสำหรับซีซั่น fall/winter และ sping/summer ล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ถึงซีซั่นนั้นๆ เพื่อให้ชุมชนยังคงวิถีชีวิตสโลว์ไว้ให้ได้มากที่สุด    

การใช้เวลาอย่างพิถีพิถันของงานคราฟต์นี้เองที่ทำให้แบรนด์ tISI จัดอยู่ในหมวดลักชัวรีที่แบมมองว่าอยากเป็นความหรูหราที่คนยังเข้าถึงได้ในราคาไม่ถูกและไม่แพงเกินไป

“ตอนตั้งราคา เราก็จะมองว่า ถ้าลักชัวรีสุดๆ จะขายได้ที่ราคาเท่าไหร่ และถ้าขายแบบถูกและแมสสุดๆ จะอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ แล้วก็มาดูว่าถ้าเราอยากให้คนเข้าถึงแบรนด์เราได้และรู้สึกว่าของเราดี จะทำยังไงให้คนไม่รู้สึกว่าราคาสูงเกินไปจนไม่เมคเซนส์ ช่วงราคาก็เลยอยู่ที่ราว 2,000 ต้นๆ ไปจนถึง 6,000-7,000 บาท แล้วแต่ความยากในกระบวนการทำ” 

กว่าจะออกมาเป็นคอลเลกชั่นที่ออกแบบเองและทำงานร่วมกับชุมชนแบบนี้จึงต้องผ่านความใจเย็นในทุกขั้นตอน ไม่ใช่แค่ไม่ทำตามกระแสฟาสต์แฟชั่น แต่ไม่ทำธุรกิจแบบใจร้อนที่โตเร็วและจากไปเร็วด้วย  

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำแบรนด์งานคราฟต์น่าจะเป็นเรื่องของความอดทน เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลาในการสร้างแบรนด์หนึ่งขึ้นมา ถ้าจะทำอะไรขึ้นมาจริงๆ มันต้องมีความอดทนในแง่ที่ต้องอยู่กับมันให้ได้จริงๆ แบบที่เราไม่เบื่อมันไปเสียก่อน”

Global Citizen Tribe 

ความฝันของ tISI คือเติบโตทั้งในต่างประเทศและไทย อยากวางขายในห้างสรรพสินค้าและป๊อปอัพสโตร์ที่ต่างประเทศอย่างสง่างามเคียงคู่กับแบรนด์ระดับโกลบอล โดยแบมเล่าว่าที่ผ่านมาลูกค้าของแบรนด์คือชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศที่รักงานคราฟต์ ให้คุณค่ากับความยั่งยืน มีจิตวิญญาณแบบอาร์ทิสต์ รักแฟชั่น 

“ตอนนี้ที่ต่างประเทศจะมีวางขายที่ Rhubarb Store เขาเป็นร้านมัลติแบรนด์ที่อังกฤษซึ่งจะขายของเสื้อผ้าสไตล์ workwear และเขาต้องการแบรนด์คราฟต์ที่มีความยั่งยืน ซึ่งแบรนด์เราเป็น craft from Thailand ที่เขายังไม่มี ส่วนใหญ่เขาจะมีแบรนด์อินเดียเป็นหลัก มันทำให้เขารู้สึกว่าแบรนด์เราที่สไตล์มีความยูนิเซ็กซ์ ดูน่าสนใจ ส่วนอีกที่หนึ่งที่เราไปวางขายคืออินเดีย หลักๆ จะขายในแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่า ซึ่งก็จะมีไม่กี่แบรนด์ที่คราฟต์จริงๆ แล้วเราก็ได้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย” 

ด้วยความที่เน้นขายนักท่องเที่ยว ทำให้แบมเลือกช่องทางวางขายในไทยที่ทำให้ลูกค้าพบ tISI ได้ง่ายและมักเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมักแวะไปอย่างเกษรอัมรินทร์, ร้านสารพัดไทยที่ One Bangkok, ร้าน All Kinds ที่ theCOMMONS Thonglor และป๊อปอัพสโตร์ที่เซ็นทรัลชิดลม 

ถึงแม้จะมีลูกค้าจากหลายชาติ แต่แบมบอกว่าการที่ tISI เลือกฝากขายที่มัลติแบรนด์ในอังกฤษและอินเดียเป็นสองประเทศแรกก็เพราะลูกค้าที่นั่นให้คุณค่ากับงานคราฟต์และความยั่งยืนมาก

“จากที่เราเคยไปงานเทรดโชว์ เรารู้สึกว่าคนอังกฤษกับอินเดียค่อนข้างอินกับของที่มีความคราฟต์ ลูกค้าค่อนข้างใส่ใจว่าแบรนด์คุณแคร์ถึงโลกยังไงและสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอุตสาหกรรมแฟชั่นได้บ้าง เวลาเราไปร่วมงานอีเวนต์ป๊อปอัพ ร้านพวกนี้เขาจะซีเรียสมากและมีเกณฑ์กำหนดไว้เลยว่าแบรนด์คุณต้อง sustainable นะ ถ้ายังไม่คำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนก็ไม่รับวางขายนะ มันเลยไม่ค่อยมีแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นมาขายเท่าไหร่ หรือต่อให้คุณใช้ผ้าแบบฟาสต์แฟชั่นคุณก็ต้องเอามามิกซ์กับแนวคิดยั่งยืนบางอย่าง” 

design philosophy ของ tISI จึงเป็นการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้วยหลักคิด sustainable is practical เพราะแบมมองว่าการอนุรักษ์งานคราฟต์ให้คงอยู่ยืนยาวคือการรักษาไม่ให้ภูมิปัญญาหายไป

“มองว่า heritage คือการสอนที่ส่งต่อกันมาชั่วลูกชั่วหลาน แม่ส่งให้ลูกแล้วลูกก็ส่งต่อให้ลูกหลานอีกทีหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้เป็นการสอนในเชิงของบทเรียนหรือเป็นหนังสือ แต่เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ในชุมชน ซึ่งถ้าเราแค่อนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยการวางทิ้งไว้เฉยๆ สักที่ใดที่หนึ่งมันจะเท่ากับว่าไม่สามารถรักษาไว้ให้มันคงอยู่ต่อไปได้”

การทำแบรนด์แฟชั่นให้สำเร็จสำหรับแบมจึงเป็นการออกแบบเสื้อผ้าที่อินเทรนด์และทำให้อยากใส่ทุกวัน ชวนให้คนสนใจเบื้องหลังสีสันของธรรมชาติและเรื่องราวของชุมชนที่งดงามจากแฟชั่นแม้อาจไม่ได้สนใจงานคราฟต์เลยตั้งแต่ต้นก็ตาม 

Editor’s Note : Wisdom from Conversation

แบรนด์ tISI ตั้งต้นจากการสร้างแบรนด์ด้วยมายด์เซตแบบ global citizen ที่แม้จะใช้ภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติจากชุมชนในไทย แต่ได้แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจคราฟต์แล้วขยายให้ใหญ่ไปทั่วโลกและความรู้เรื่องการทำแบรนด์แฟชั่นจากอิตาลี ไปจนถึงการตั้งมิชชั่นที่คำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งที่พลเมืองโลกกำลังให้ความสำคัญ

คำว่า It’s Me สำหรับ tISI จึงไม่ใช่แค่ชุมชนงานฝีมือในไทยหรือดีไซน์ของคนไทยเท่านั้น แต่หมายถึงการผสานองค์ความรู้หลากหลายศาสตร์ (multidisciplinary) จากหลายประเทศที่ได้สัมผัสจากหลากวัฒนธรรม เปลี่ยน heritage palette จากธรรมชาติเพื่อสร้าง signature legacy จนกลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

 

Writer

Craft Curator, Chief Dream Weaver, Lifestyle Columnist, Editor-in-Cheese, Design Researcher 'Instagram : @rata.montre'

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like