นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Drink industry

เข้าสู่ High Season ธุรกิจน้ำอัดลม โค้ก – เป็ปซี่ – เอส โคล่า อัดงบ หวังแย่งมาร์เก็ตแชร์

ซัมเมอร์ของทุกปีคือช่วงเวลาที่เหล่าแบรนด์น้ำอัดลมออกมาอัดงบการตลาดทำแคมเปญกันมากเป็นพิเศษ เพราะนี่ถือเป็นช่วง high season ของธุรกิจนี้ที่ผู้คนมักจะมองหาเครื่องดื่มเย็นๆ ซ่าๆ มาช่วยดับร้อน 

ยิ่งกับซัมเมอร์ปีนี้ยิ่งคึกคักเมื่อสถานการณ์หลายอย่างกลับสู่สภาวะปกติหลังจากติดชะงักกับช่วงโควิด-19 ระบาดจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เหล่าแบรนด์จึงต้องเร่งเครื่องมาร์เก็ตติ้งกันอย่างร้อนแรง เพื่อแย่งชิงยอดขายในช่วงเวลาที่อากาศร้อนสุดๆ ให้ได้มากที่สุด 

เริ่มตั้งช่วงกุมภาพันธ์ที่เป๊ปซี่ได้เปิดตัว PROXIE วง T-Pop ที่กำลังอยู่ในกระแสเจ้าของเพลง ‘คนไม่คุย’ มาเป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ และผลักดันแบรนด์ด้วย music marketing ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เป๊ปซี่ทั่วโลกใช้ในการทำการตลาดมาอย่างยาวนาน มาช่วยกระตุ้นยอดขายในซัมเมอร์นี้

ถัดมาในเดือนมีนาคม เอส โคล่าก็ได้แถลงข่าวรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ ตั้งแต่การปรับโลโก้ใหม่ให้ดูมีความทันสมัยมากขึ้น ทั้งยังดึง ชา อึน-อู, โบกี้ไลอ้อน, Yes Indeed และ 3 สาวนักวอลเลย์บอลนิวเจนฯ มาเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเจนฯ Z โดยหากเทียบกับผู้เล่นรายอื่นในตลาด เอส โคล่าถือเป็นแบรนด์น้ำอัดลมที่ใช้พรีเซนเตอร์จำนวนมากที่สุด

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการที่เอส โคล่ากล้าเอาสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นจุดอ่อนของแบรนด์อย่าง ‘รสชาติ’ มาทำเป็นการตลาด ด้วยการประกาศปรับสูตรครั้งใหม่ซึ่งเป็นการปรับจากคอมเมนต์ของผู้บริโภค ทั้งยังจัดแคมเปญให้ผู้บริโภคโหวตความรู้สึกที่มีต่อรสชาติใหม่ด้วย 

หลัง เอส โคล่าแถลงข่าวไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ ก็มาถึงคิวของโค้กที่กระตุ้นตลาดด้วยการเปิดตัวโค้กสูตรไร้น้ำตาลรสชาติใหม่อย่าง Coca Cola Move ซึ่งเป็นรสชาติพิเศษที่โค้กไปคอลแล็บกับ Rosalia ศิลปินชื่อดังชาวสเปนมาช่วยออกแบบรสชาติให้ พร้อมเปิดตัว พีพี-กฤษฏ์ อํานวยเดชกร เป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดของแบรนด์ 

หากย้อนดูมูลค่าตลาดน้ำอัดลมย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา 

ปี 2563 มีมูลค่าอยู่ที่ 55,000 ล้านบาท

ปี 2564 มีมูลค่าอยู่ที่ 53,000 ล้านบาท

ปี 2565 มีมูลค่าอยู่ที่ 57,000 ล้านบาท

มูลค่าของตลาดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้ สอดคล้องกับการที่ผู้คนออกมาใช้ชีวิตตามปกติเนื่องจากสถานการณ์โควิดที่เริ่มคลี่คลายเพราะน้ำอัดลมเป็นสินค้าที่ผู้คนมักจะกินตอนอยู่นอกบ้านมากกว่าในบ้าน และอีกส่วนก็เป็นผลมาจากการเติบโตของ ‘น้ำอัดลมสูตรไร้น้ำตาล’ ที่เริ่มกินส่วนแบ่งในตลาดน้ำอัดลมมากขึ้น สะท้อนได้จากตัวเลขของเป๊ปซี่ที่บอกว่าเฉลี่ยใน 5 ปีที่ผ่านมาเป๊ปซี่ไม่มีน้ำตาลสามารถเติบโตได้ 19% หรือสะท้อนจากสิ่งที่เราเห็นกันในชีวิตประจำวันคือบนเชลฟ์น้ำอัดลมในร้านค้านั้นมีพื้นที่สำหรับน้ำอัดลมไร้น้ำตาลมากขึ้นเรื่อยๆ 

ภายในมูลค่าตลาดน้ำอัดลมกว่า 70% คือน้ำอัดลมที่เป็นโคล่าหรือที่เรียกกันว่า ‘น้ำดำ’’ ส่วนอีก 30% ถึงค่อยเป็นน้ำอัดลมสีต่างๆ เช่นน้ำเขียว น้ำแดง เป็นต้น 

โดยผู้นำในปัจจุบันคือโค้ก รองลงมาคือเป๊ปซี่ และอันดับที่ 3 คือ เอส โคล่า ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีก่อนหน้า เป๊ปซี่คือผู้นำในตลาดนี้ แต่ที่มาถูกโคคา-โคล่าแซงหน้าก็เพราะเหตุการณ์เมื่อปี 2554 ที่เป๊ปซี่ได้แยกทางกับเสริมสุขทำให้เป๊ปซี่มีปัญหาเรื่องสายส่งสินค้า และจากนั้นอีกไม่นานก็โดน โคคา-โคล่าแซงหน้ามาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันบริษัทโคคา-โคล่า (ประเทศไทย) เจ้าของแบรนด์โคคา-โคล่า, สไปรท์, แฟนต้า มีส่วนแบ่งในตลาดน้ำอัดลมอยู่ที่ 51%

บริษัท เป๊ปซี่ – โคล่า (ไทย) เจ้าของแบรนด์เป๊ปซี่, เซเว่นอัพ, มิรินด้า มีส่วนแบ่งในตลาดน้ำอัดลมอยู่ที่ 37%

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของแบรนด์เอส โคล่ามีส่วนแบ่งในตลาดน้ำอัดลมอยู่ที่ 8%

ส่วนการอัดงบมาร์เก็ตติ้งในซัมเมอร์นี้จะทำให้มาร์เก็ตแชร์ในตลาดน้ำอัดลมขยับปรับเปลี่ยนไปได้มากน้อยขนาดไหน เป็นสิ่งที่ต้องมารอดูกันต่อไปในช่วงปลายปีนี้ 

อ้างอิง

  • งานแถลงข่าวเอส โคล่า
  • ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย)
  • NielsenIQ

Writer

บรรณาธิการธุรกิจ มีความสนใจเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ-การตลาด และชื่นชอบการเข้าโรงงานเพื่อดูเบื้องหลังการผลิตเป็นอย่างยิ่ง

You Might Also Like