นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

2831
March 17, 2022

BTS PTD ON STAGE - SEOUL : LIVE VIEWING

เบื้องหลังการทำไลฟ์คอนเสิร์ต BTS ในโรงหนัง และการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ของ SF

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาหากใครได้แวะเวียนไปแถวโรงภาพยนตร์ในเครือ SF ก็จะเห็นว่าในวันนั้นมีคนมายืนรอต่อคิวด้านหน้าเยอะกว่าวันทั่วไป ไม่ใช่เพื่อมาดูหนังที่กำลังเข้าฉาย แต่เพื่อมาดู BTS PTD ON STAGE – SEOUL: LIVE VIEWING คอนเสิร์ตของ BTS โดยเป็นการถ่ายทอดสดส่งสัญญาณต้นทางจากเกาหลีไปยังโรงหนังอีก 75 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้เหล่า ‘Army’ แฟนคลับของ BTS ได้ดูไปพร้อมๆ กับที่โซล 

คอนเสิร์ตนี้จัดขึ้น 3 วันคือ 10, 12, 13 มีนาคม แม้รอบวันที่ 10 และ 13 จะเปิดให้คนได้ดูไลฟ์คอนเสิร์ตจากที่บ้านได้ แต่สิ่งที่ทำให้วันที่ 12 ซึ่งเป็นรอบไลฟ์ ผ่านโรงหนังเกือบทุกโรงของ SF เต็มอย่างรวดเร็วบัตร sold out ภายในเวลาไม่กี่นาที ก็คือการที่เหล่า Army ได้นัดมารวมตัวกันกรี๊ดถือบงหรือแท่งไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของวงเข้าโรงหนัง ทำของที่มีหน้าตาศิลปินมาแลกเปลี่ยนกัน และได้ฟังเสียงคอนเสิร์ตแบบกระหึ่มรอบทิศทาง เป็นบรรยากาศที่หากใครเคยไปดูคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีที่สนามราชมังฯ หรืออิมแพ็คอารีน่าก็จะเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมวลความรู้สึกที่หาจากการดูไลฟ์คนเดียวที่บ้านไม่ได้ 

หลังคอนเสิร์ตจบลงคนที่ฟินไม่แพ้กับเหล่า Army เห็นทีจะเป็น SF เพราะสิ่งที่พวกเขาได้ตอบแทนจากการลงแรงและลงทุนเพิ่มเป็นหลักสิบล้านเพื่อทำให้โปรเจกต์นี้ออกมา Smooth Like Butter ไม่ได้มีแค่ค่าตั๋วเข้าชม แต่คือคำชื่นชมจากเหล่า Army ที่เดินทางมาดูไลฟ์คอนเสิร์ตในวันนั้น

พิมสิริ ทองร่มโพธิ์ – Marketing Director ของ SF เล่าให้ฟังว่าอันที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ SF ได้ลิขสิทธิ์คอนเทนต์ BTS มาฉาย และก็ไม่ใช่ครั้งแรกในการถ่ายทอดสัญญาณสดมายังจอในโรงหนัง แต่สิ่งที่ทำให้ครั้งนี้ต้องลงแรงและลงทุนเพิ่ม เพราะที่ผ่านมา SF ยังไม่เคยถ่ายทอดสดคอนเทนต์ระดับโลกไปยังโรงหนังหลายๆ สาขาที่อยู่ทั่วประเทศมากขนาดนี้มาก่อน และเป็นโปรเจกต์ที่มีความท้าทายถึงขนาดต้นสังกัดของ BTS เองยังประกาศเตือนไว้ว่าการไลฟ์ครั้งนี้มีความเสี่ยงที่อาจเกิดความผิดพลาดจากสภาพดินฟ้าอากาศ จนอาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างถ่ายทอดสดได้

เธอบอกว่ากว่างานนี้จะออกมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะด้วยระยะเวลาที่มีเพียงแค่เดือนกว่าๆ กับการเตรียมงานระดับ world condition ที่ทุกอย่างจะต้องเหมือนกันทั่วโลก ไม่ใช่ว่าอยากจะเปิดกี่โรงก็ทำได้ จึงต้องมีการเชตระบบใหม่ ต้องไปเรียนรู้ศัพท์เชิงเทคนิคยากๆ ที่ใช้ในการส่งสัญญาณมากมาย

จนเมื่อมาถึงไทยก็ต้องกระจายสัญญาณไปยังโรงหนังในอีกหลายสาขาทั่วประเทศ ซึ่งระหว่างทางการเดินทางของสัญญาณก็ล้วนแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น เพราะแม้คอนเสิร์ตจะจัดขึ้นที่โซล แต่สัญญาณจะถูกส่งไปยังลอนดอนเพื่อให้ลอนดอนนำสัญญาณไปกระจายต่อให้กับทั่วโลกอีกทอดหนึ่ง  

ดังนั้นก่อนจะประกาศออกไปว่า SF เปิดฉายคอนเสิร์ตของ BTS ในครั้งนี้ จึงต้องมีการทดสอบระบบก่อน 2-3 รอบ เพื่อดูว่ามีอะไรติดขัดตรงไหน ดูว่า worst case ที่จะเกิดได้นั้นมีอะไรบ้าง คิดถึงเผื่อไปถึงขนาดว่าถ้ารถชนเสาไฟฟ้าถ้ามีหนูกัดสายไฟจะต้องทำยังไง มีการทำวอร์รูมในวันที่ฉาย มีแผน A แผน B สำรองเอาไว้เผื่อในวันงานมีปัญหา 

จัดการเรื่องระบบเสร็จ ก็ต้องมาดูเรื่องมาร์เก็ตติ้งและการสื่อสารต่อ โดยประกาศทุกชิ้นของโปรเจกต์นี้ล้วนแต่ต้องผ่านสายตาของพิมสิริก่อนปล่อยออกไปทั้งสิ้น 

“ที่ต้องดูให้ละเอียดมากๆ เพราะนี่เป็นคอนเสิร์ต World Tour ครั้งแรกในรอบสองปีของ BTS ตั้งแต่มีโควิด ดังนั้นเหล่า Army เขาจะตั้งตารอกันมาก เราก็เลยต้องเตรียมพร้อมกันมากๆ เพราะหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เดี๋ยวดราม่าในทวิตเตอร์จะตามมาทันที เราทำอะไรแบบที่เล่นกับความรู้สึกคนไม่ได้

“แอบสารภาพว่ามีทำระบบคืนเงินเผื่อเอาไว้ด้วย จริงๆ ก็ไม่ได้อยากใช้หรอก แต่เราก็ต้องคิดเผื่อเอาไว้ให้มันครอบคลุมมากที่สุด”

นับว่านี่เป็นโปรเจกต์ที่มีการลงทุนเยอะพอๆ กับความเสี่ยง แต่พิมสิริก็บอกถึงเหตุผลที่ทำให้ SF ตัดสินใจทำงานนี้ขึ้นมาว่าอันที่จริงแล้ว live viewing เป็นสิ่งที่ SF ศึกษามาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่มีคอนเทนต์ไหนที่จะตอบโจทย์ได้เท่าที่ควร 

กระทั่งมีคอนเสิร์ตของ BTS ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่ลงตัวกับสิ่งที่ SF คิดไว้อยู่พอดิบพอดี จึงเป็นการเปิดตัวที่ทำให้ค่ายอื่นได้เห็นว่า SF นั้นสามารถที่จะทำ live viewing ฉายไปทั่วประเทศได้ และอาจนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจอื่นๆ ได้อีกมากมาย เพราะไม่ใช่แค่ BTS แต่ที่ผ่านมา SF เองก็เคยฉายสารคดีของวงดังๆ อย่าง BLACKPINK, BNK48 หรือ Monsta X มาแล้วเช่นกัน 

และหากว่ากันในเชิงธุรกิจเพลงแล้ว คอนเสิร์ตถือเป็นอีกหนึ่งขาสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับค่ายและศิลปิน แต่เมื่อโควิดยังทำให้มีข้อจำกัดในการจัดคอนเสิร์ตอยู่มากมาย การทำ live viewing ในโรงภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสกับบรรยากาศความเป็นคอนเสิร์ตได้มากที่สุด ก็อาจเป็นอีกทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับค่ายเพลงที่สนใจไม่น้อย 

นอกจาก live viewing อันที่จริงแล้วเราเห็นโปรเจกต์หลายๆ อย่างจาก SF มาโดยตลอด ทั้งป๊อปคอร์นเดลิเวอรี่, ทำไดร์ฟอินซีนีม่าที่ให้คนได้นั่งดูหนังใหม่กันในรถ, เอาเตียงที่มีมูลค่าหลักแสนจากแบรนด์ Omazz มาให้คนได้นอนดูหนัง, เปิดให้เหมาโรงหนังในราคาเริ่มต้น 5,000 บาท, เปิดให้ดูซีรีส์ในโรงหนังที่แต่ละตอนจะมีนักแสดงในเรื่องมานั่งดูด้วย และอีกหลายต่อหลายโปรเจกต์ที่แม้จะไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องตัวเลขไปเสียทั้งหมด แต่ก็นับเป็นการหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ ไม่หยุดอยู่กับที่ และที่สำคัญก็คือทำให้ชื่อของ SF ยังอยู่ในการรับรู้ของผู้คน

เพราะในวันที่สตรีมมิงเข้ามา สิ่งที่ทำให้ธุรกิจโรงหนังยังอยู่ได้ก็คือ Cinematic Experience หรือการได้ดูหนังบนหน้าจอใหญ่ เสียงกระหึ่มรอบทิศทาง ตามองจอ มือซ้ายหยิบป๊อปคอร์น มือขวาจับมือคนข้างๆ

หรือถึงจะไม่มีมือใครให้จับ มันก็ยังเป็นประสบการณ์ที่การดูในจอทีวีที่บ้าน ยังไม่สามารถมาทดแทนความรู้สึกนี้ได้อยู่ดี

Tagged:

You Might Also Like