นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

ประเพณีบะเก่าของเฮาสืบมา

‘ลูกหลานป้อจาย’ กลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนประเพณีเก่าแก่ล้านนา 

“ในสังคมชนบทของภาคเหนือ เวลาวัดจะจัดงานบุญขึ้นมาสักงาน และต้องการแรงงานมาช่วยจัด เขามักจะประกาศออกเสียงตามสายว่าขอแรง ‘ลูกหลานป้อจาย’ มาช่วยกันหน่อย 

“คำว่า ‘ป้อจาย’ เนี่ยเป็นคำเมืองแปลว่าผู้ชาย ซึ่งที่เขาต้องการให้ผู้ชายมาช่วยเนี่ย ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรง และอีกส่วนคือพอเป็นพิธีกรรมทางศาสนา บางวัดเขาจะมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าพื้นที่บางส่วน ซึ่งนั่นล่ะ พอเราคิดถึงชื่อกลุ่มในการทำงานด้านศาสนา ชื่อทีมงานลูกหลานป้อจายจึงปรากฏขึ้นเป็นชื่อแรก” แต้มเล่า

“มันน่ารักดีนะ เมื่อมองกันว่าทีมงานลูกหลานป้อจายส่วนใหญ่เป็นกะเทย” ไดซ์เล่าเสริมพร้อมรอยยิ้ม 

ทีมงานลูกหลานป้อจาย คือชื่อของทีมงานออร์แกไนซ์พิธีกรรมและประเพณีด้านพุทธศาสนา อันเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมรุ่นใหม่ นำโดย แต้ม–ทศพร นันต๊ะ นักออกแบบเครื่องประดับและเครื่องสักการะล้านนา และ ไดซ์–ดนัย วรพิศาล ครีเอทีฟจาก Indeed Creation Co., Ltd. 

ทีมงานของพวกเขาอยู่เบื้องหลังการจัดประเพณีสำคัญๆ ของวัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร และวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร สองวัดหลวงเก่าแก่คู่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งไม่เพียงเป็นประเพณีอันวิจิตรตามแบบแผนดั้งเดิม หากยังมีการผสมผสานความร่วมสมัย เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้ซึมซับขนบธรรมเนียมโบราณอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

“กลุ่มของพวกเราไม่ใช่บริษัท แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อทำงานเป็นวาระๆ ไปมากกว่า พี่ไดซ์จะทำด้านออร์แกไนซ์ ส่วนผมทำเรื่องงานออกแบบเป็นหลัก และเราก็ชวนเพื่อนที่เป็นช่างฟ้อน คนทำเครื่องสักการะ คนออกแบบเครื่องแต่งกาย ช่างแต่งหน้า-ทำผม หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านอื่นๆ มาร่วมงานด้วย หรือมองอีกมุมคือมาร่วมสังสรรค์กันมากกว่า” แต้มเล่า

จุดเริ่มต้นของทีมงาน มาจากการที่แต้มได้รับว่าจ้างจากวัดพระสิงห์ฯ ให้ออกแบบและจัดสร้างราชรถสำหรับอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ในเทศกาลปีใหม่เมือง (สงกรานต์) เมื่อ 4 ปีก่อน เมื่อราชรถเสร็จสิ้น ทางวัดก็ชวนให้เขาออร์แกไนซ์พิธีกรรมและขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำทั่วเมืองไปด้วย แต้มจึงชวนไดซ์ รุ่นพี่ที่สาขาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ ผู้เคยร่วมกับคณะอาจารย์และนักศึกษาจัดพิธีแห่พระบรมธาตุศรีจอมทองเข้าเวียงเชียงใหม่ เมื่อปี 2559 และงานอื่นๆ มาร่วมออกแบบและควบคุมกระบวนการนี้ 

ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ในปีนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พวกเขาจึงได้รับความไว้วางใจจากวัดให้รับผิดชอบการจัดพิธีกรรมสำคัญๆ ของวัดตั้งแต่สงกรานต์ ยี่เป็ง (ลอยกระทง) และอื่นๆ ตลอดปีตั้งแต่นั้น 

ชื่อเสียงของพวกเขายังไปเข้าหูคณะศรัทธาวัดดังอีกแห่งอย่างวัดเจดีย์หลวงฯ ก่อนจะชวนพวกเขาให้เป็นผู้จัดพิธีอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าในประเพณีบูชาเสาอินทขิล อีกหนึ่งประเพณีเก่าแก่ของล้านนาที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งทีมงานรับผิดชอบงานนี้ต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว

“เราอยู่กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ไดซ์เล่า “ในภาคเหนือจะมีประเพณีทางพุทธศาสนาเฉพาะของแต่ละวัดให้เราได้ซึมซับ บวกกับที่พวกเราเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ผู้เป็นหนึ่งในผู้ฟื้นฟูศิลปะล้านนาคนสำคัญของประเทศ เราเลยมีโอกาสได้เรียนรู้งานออกแบบพุทธศิลป์ล้านนาอย่างลงลึก รวมถึงได้เป็นทีมงานจัดพิธีและงานแสดงล้านนาต่างๆ มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว” 

ขอบเขตงานของทีมงานลูกหลานป้อจายครอบคลุมตั้งแต่การจัดรูปแบบพิธีกรรม การทำเครื่องสักการะ การจัดขบวนฟ้อนรำสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการแสดงประกอบงาน 

ไดซ์เล่าต่อว่าเวลาทำงานด้านประเพณีเหล่านี้ หัวใจสำคัญคือการกลับไปสำรวจรูปแบบและองค์ประกอบของประเพณีอย่างลึกซึ้ง 

“คิดว่าคนเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนเขาจะจัดงานกัน เขาต้องทำอะไรบ้าง เราก็จะทำแบบนั้นโดยประยุกต์องค์ประกอบให้มันสอดรับกับปัจจุบัน” 

พวกเขาศึกษารายละเอียดเหล่านี้จากเอกสารโบราณ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ไปจนถึงองค์ความรู้เรื่องพิธีกรรมและเครื่องแต่งกาย เพื่อทำให้ภาพของพิธีกรรมที่พวกเขาจัดตรงตามประวัติศาสตร์มากที่สุด

“บางคนมักตั้งแง่ว่าเพราะผู้จัดอย่างพวกเราเป็นกะเทย ประเพณีดั้งเดิมจึงมีความเว่อร์วังเกินจริง แต่เดี๋ยวก่อน ทุกองค์ประกอบเรามีการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้หมด ยิ่งงานเกี่ยวกับศาสนายิ่งต้องสำรวม อย่างไรก็ดี เมื่องานมันถูกจัดในบริบทปัจจุบัน เราจึงไม่ได้คิดถึงแค่เฉพาะการทำขบวนแห่เพื่อสักการะ แต่ยังคิดถึงการดึงดูดให้คนมาร่วมชมงาน รวมถึงการทำเรฟเฟอเรนซ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมสำหรับงานต่อๆ ไป” 

ไดซ์ยกเครดิตให้กับงานไหว้สาแม่ฟ้าหลวง ณ ไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ที่ริเริ่มโดยอาจารย์นคร พงษ์น้อย มาตั้งแต่ปี 2527 ในฐานะแบบเบ้าของการจัดขบวนพิธีล้านนาอันยิ่งใหญ่ อันส่งผลทำให้หลายจังหวัดในภาคเหนือหันมารื้อฟื้นศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง รวมถึงการจัดขบวนวัฒนธรรมประจำจังหวัด 

“เราว่ามันไม่ใช่แค่การจัดงานสวยๆ ตามประเพณีแล้วจบไป แต่ความที่ทรัพยากรและบุคลากรในการจัดงานทุกอย่างมาจากชุมชนเมืองของเรานี่แหละ ทั้งช่างทอผ้า ช่างฟ้อน ช่างฝีมือต่างๆ รวมถึงชุมชนดั้งเดิมที่มาช่วยกันจัดงาน 

“โดยเฉพาะในเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางของคนทำงานด้านนี้ของภาคเหนือด้วย การจัดประเพณีขึ้นมาจึงหมายถึงการหมุนเวียนรายได้ให้ผู้คนและชุมชน ที่สำคัญยิ่งมีการจัดงานต่อเนื่อง มันยังช่วยส่งต่อองค์ความรู้ไปยังคนรุ่นใหม่ไม่ให้มรดกทางวัฒนธรรมสูญหาย” ไดซ์กล่าว

“อีกเรื่องที่สำคัญคือ ถ้าไม่มีกะเทย แวดวงศิลปวัฒนธรรมของเมืองอาจมาไม่ถึงจุดนี้ก็ได้นะ” แต้มเสริม “ไม่ใช่บอกว่าพวกเราทำได้ดีกว่า แต่มันอาจไม่มีคนละเอียดอ่อนใส่ใจอย่างลงลึก และจริงจังกับการทำให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกลับมามีชีวิตชีวาในยุคปัจจุบัน เพราะกะเทยนี่แหละคือผู้นำทางจิตวิญญาณล้านนา” เขาทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม 

Writer

นักเขียนและนักแปลอิสระ บางครั้งก็หันมาเขียนวรรณกรรม ทำงานศิลปะ และบทภาพยนตร์บ้าง ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่

Photographer

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย

You Might Also Like