Be Queer, Be Protagonist
Ladys&Moonscape สำนักพิมพ์นิยายเควียร์ ที่เข้าชิงซีไรต์ และแปลกับ Penguin แล้ว 3 เล่ม
นิยายกอทิกแฟนตาซีของผู้ดูแลโรงละครที่อาศัยในหอคอยร่วมกับยมทูต, จดหมายถึงลูกสาวจากแม่ที่เพิ่งตระหนักว่าตัวเองเป็นชายข้ามเพศ เดินเรื่องในย่านเมืองเก่าทรงวาด, นักเขียนหมดไฟที่จับพลัดจับผลูไปมีความสัมพันธ์กับโสเภณีวัย 50
เรื่องย่อทั้งสามดูไปกันคนละทาง แต่ทั้งหมดคือผลงานปลายปากกานักเขียน 2 คนจากสำนักพิมพ์เดียว ที่ทั้งส่งไปชิงซีไรต์ ได้สร้างเป็นภาพยนตร์สั้น และแปลเป็นภาษาอังกฤษกับสำนักพิมพ์ใหญ่ระดับโลก
Ladys–ณชนก ยุวภูมิ เป็นชาวเพชรบุรี อดีตนักศึกษาแพทย์ที่ลาออกเพราะพบว่าไม่ใช่ทางที่อยากเดิน หันมาจับปากกากับแป้นคีย์บอร์ดทำงานในฐานะนักเขียนอิสระ ส่วน Moonscape–อภินุช เพชราภิรัชต์ สวมหมวกกุ๊กเจ้าของคาเฟ่ในตัวเมืองเพชรฯ เต็มเวลาตั้งแต่เรียนจบ พร้อมแบ่งเวลามาจับงานเขียนนิยายควบคู่ไปด้วย จนล่าสุดลาออกมาเป็นนักเขียนเต็มตัวเมื่อปีที่ผ่านมา
คนเพชรฯ ทั้งสองรู้จักกันโดยบังเอิญ คบหาในฐานะเพื่อนและมิตรร่วมวงการน้ำหมึก สุดท้ายได้ร่วมกันก่อตั้งสำนักพิมพ์อิสระ Ladys & Moonscape ที่มีนักเขียน ควบตำแหน่งฝ่ายขาย การตลาด บัญชี และแอดมินเพจอยู่แค่ 2 คน
ชีวิตและบุคลิกทั้งสองแทบจะเป็นคู่ตรงข้าม กระทั่งงานเขียนก็ต่างกัน เล่าคนละแบบ ถนัดเขียนคนละแนว แต่ก็มีร่มใหญ่ห่มคลุมผลงานทุกชิ้นรวมถึงความตั้งใจสำนักพิมพ์คือ การเล่าเรื่องของตัวละครหลักที่เป็น ‘เควียร์’ เพศหลายหลากในเนื้อเรื่องหลากหลายแนว ดังคำโปรยสำนักพิมพ์
‘Be Queer, Be Protagonist’ ไม่ว่าจะหมวดไหน ประเภทใด ตัวละคร LGBTQIAN+ ย่อมเป็นตัวละครหลักได้เสมอ’
ตัวหลักในที่นี้ไม่ใช่การสร้างภาพตัวละครเควียร์ให้สมบูรณ์แบบตามบรรทัดฐานของตัวเอกในเทพนิยายเรื่องใด หากเป็นเพียงตัวละครที่โลดแล่นและเผชิญความผาดโผนของเนื้อเรื่องในเล่ม พบสุข เศร้า เหงา รัก ผิดหวัง และบางครั้งก็ทำผิดพลาดเฉกเช่นตัวละครทุกตัวในหนังสือทุกเล่ม เพราะเป้าหมายของทั้งสองไม่ใช่การทำให้นิยายเควียร์กลายเป็นความปกติ แต่เชื่อว่าความเควียร์นั้นเป็นเรื่องปกติที่ไหลเวียนอยู่ในสังคม เป็นความปกติหนึ่งของความเป็นมนุษย์อันหลากหลายอยู่แล้ว
ปัจจุบันสำนักพิมพ์ Ladys & Moonscape อยู่มาเข้าปีที่ 4 มีผลงานตีพิมพ์รวมกัน 33 เล่ม เข้าชิงรางวัลซีไรต์ถึง 4 เล่ม อีกหลายเล่มกลายเป็นหนัง เป็นละครเวที ล่าสุด อันกามการุณย์ นวนิยายเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี 2567 ของ Ladys เพิ่งได้แปลเป็นภาษาอังกฤษพร้อมตีพิมพ์กับ Penguin Random House SEA ในชื่อ KARUNYA | The Gentle Rain From Song Wat (ตามหลัง Moonscape ที่ได้พิมพ์ไปก่อนหน้าแล้ว 2 เล่ม ได้แก่ Death and the Maiden เมื่อปี 2567 กับ Juveniles and Other Stories เมื่อปี 2568)
ที่แนวคิดในงานของทั้งคู่น่าสนใจ เพราะแม้ไทยจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมมากว่า 1 ปีครึ่ง ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการต่อสู้อันยาวนานของคนชายขอบและผู้มีความหลากหลายทางเพศจะสิ้นสุดลง แต่ความจริงยังมีประเด็นเชิงสิทธิและกฎหมายในสังคมไทยอีกมากที่ยังต้องการแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน
ทั้งความลักลั่นของการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การนิยามความหมายของบุพการีที่ยังไม่ครอบคลุมเพศหลากหลายซึ่งส่งผลต่อสิทธิในการรับมรดกของทายาท การเข้าถึงบริการสุขภาพ ไปจนถึงสวัสดิการพื้นฐานสตรีที่บริการสาธารณสุขยังไม่รองรับ ซึ่งนอกจากความสำเร็จทางวรรณกรรมของ Ladys และ Moonscape แล้ว ทั้งสองยังพยายามใช้งานเขียนของตัวเองนำเสนอและสร้างความเข้าใจต่อประเด็นที่ว่ามากับสังคมไปทีละเล็กละน้อย เพื่อหวังว่าจะช่วยก่อร่างสังคมที่ไม่หลงลืมใครไว้ข้างหลังให้เกิดขึ้น
แต่การทำสำนักพิมพ์ท่ามกลางสถานการณ์แวดวงหนังสือในประเทศที่เติบโตช้าลง ไปพร้อมๆ กับการผลักดันเรื่องสิทธิทางเพศในสังคมย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราจึงขอพาไปฟังวิธีคิดของ 2 นักเขียนเจ้าสำนัก ที่ทำให้สำนักพิมพ์วรรณกรรมเควียร์แห่งนี้ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ พร้อมขับเคลื่อนประเด็นที่เชื่อมั่นผ่านการเขียน และขยับขยายกลุ่มผู้อ่านออกไปทั้งในไทยและนานาชาติ

คำนำผู้เขียน
Ladys วางตำราแพทย์หันมาจับปากกาจริงจังได้ 5 ปี ส่วน Moonscape นับตัวเองเป็นนักเขียนอาชีพกว่า 7 ปี ฝ่ายแรกเป็นที่รู้จักจากงานแนวกระแสสำนึกที่พาอารมณ์ผู้อ่านขึ้นยอดเขาและตกลงเหวสลับกันในระยะไม่กี่หน้าตามเสียงในใจตัวละคร ขณะที่ฝ่ายหลังสร้างโลกสุดตื่นตา เขียนบทสนทนาได้มีชีวิต เป็นมนุษย์ จนเราเชื่อว่าเป็นคำพูดของตัวละครนั้นจริง
แม้จะนิยามตนเองเป็นนักเขียนเหมือนกัน ทั้งคู่กลับมีมุมมองต่ออาชีพปัจจุบันของตัวเองต่างกันโดยสิ้นเชิง
เป็นนักเขียน แสดงว่าชอบเขียนหนังสือ
Moonscape : ชอบมาก น่าจะทำไปได้ตลอดชีวิต
Ladys : กลางๆ แต่ไม่ได้คิดว่าต้องทำอาชีพที่ชอบ แค่ไม่เกลียด ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็โอเคแล้ว
ทำไมล่ะ
Moonscape : นักเขียนทำให้เราเป็นตัวเองได้ประมาณหนึ่ง เรามีจุดยืนผ่านงานเขียนของเราได้ ส่วนพนักงานบริการไม่สามารถมีจุดยืนเกินกว่านโยบายร้านได้
Ladys : สำหรับเรามันเป็นแค่อาชีพน่ะ คนเราก็ต้องมีวิธีหาเงินสักทางหนึ่ง ตอนแรกยังไม่รู้หรอกว่าจะชอบการเขียนหรือเปล่า เราแค่รู้ว่ายังไงก็จะไม่เป็นหมอ ดังนั้นแค่ตัดตัวเลือกแล้วมาเขียนหนังสือ

แล้วสำหรับคุณ งานเขียนมีความหมายกับตัวเองยังไงบ้าง
Moonscape : สำหรับเรางานเขียนพิสูจน์คุณค่าบางอย่าง หรือแสดงออกตัวตนบางมุม สำหรับบางคนถ้าเขียนงานแล้วขายไม่ได้ จะรู้สึกว่าเขียนไปทำไมใช่ไหม แต่สำหรับเราต่อให้ทำฟรีก็จะทำเพราะยังมีเรื่องที่อยากเขียน รู้สึกว่าเราจำเป็นต้องเขียนน่ะ
Ladys : ส่วนฉันไม่ทำฟรีนะ (หัวเราะ) คือแต่ละอาชีพมันมีค่านิยมอยู่ ถ้าขัดกับค่านิยมของเราก็จะไม่ทำ เราจะมองตลอดว่างานนี้มีค่าพอที่จะส่งออกไปจากตัวเราไหม ไม่เกี่ยวกับคุณภาพของงานด้วย เราจะเช็กตลอดว่าตื่นเช้ามายังอยากนำเสนอเรื่องนี้ ยังชอบที่จะเขียนไหม
สมมติวันหนึ่งเราไม่ชอบแล้วก็ไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะมีคุณค่าทั้งกับคนอ่านหรือกับตัวเองอีกแล้ว เราก็เลิก ไปขายอย่างอื่น แต่ตอนนี้การเขียนยังไม่ขัดกับค่านิยมตัวเอง ยังทำต่อได้
ปกติเขียนงานแนวไหน
Ladys : ก็ทุกแนว ตอนนี้อาจจะเขียนนิยายเยอะหน่อย เวลาสื่อสารกับตลาด เราก็ใช้คำว่านิยายเควียร์ Be Queer, Be Protagonist หมายถึงตัวละครหลักของเรื่องพวกเราเป็นเควียร์ ยังเขียนแนวนี้ก็เพราะมันยังเควียร์อยู่ สักวันสิ่งที่เราเขียนอาจจะไม่เควียร์อีกแล้ว ตอนนั้นเราก็คงนิยามตัวเองด้วยคำอื่น
Moonscape : เหมือนกัน เขียนทุกแนวเพราะไม่อยากจำกัดตัวเองว่าต้องเขียนอะไร ส่วนเรื่องเควียร์ขออ้างคำพูดของ Anne Rice (นักเขียนวรรณกรรมกอทิก เป็นที่รู้จักจากหนังสือ Interview with the Vampire ซึ่งสร้างเป็นหนังดังชื่อเดียวกัน) ที่บอกว่าตัวเองเป็น bisexual ดังนั้นทั้งชีวิตเลยไม่รู้ว่า heterosexual เขาคิดกันยังไง
เราก็เหมือนกัน เราไม่เคยเป็น straight สิ่งที่คนรอบตัวเล่าให้ฟัง ว่ากำลังชอบผู้ชายคนนี้ กำลังคุยกับคนนั้น เราไม่เข้าใจ ไม่เก็ตว่าทำไมต้องพยายามไขว่คว้าหาคนที่ตัวเองไม่รู้จักเพื่อจะไปทำความรู้จัก ดังนั้นแค่เราคิดและเขียนออกมามันก็เควียร์ในตัวเองแล้ว
มีแนวที่เขียนแล้วชอบไหม
Moonscape : ชอบกอทิก เพราะกอทิกกับเควียร์มันไปด้วยกัน คือเวลาคนที่บอกชอบนิยายเควียร์ เขาอาจจะหมายถึงชอบ Heartstopper (นวนิยายแนวข้ามพ้นวัยของ Alice Oseman ที่ได้รับการสร้างเป็นซีรีส์ทางเน็ตฟลิกซ์ในชื่อเดียวกัน) ชอบเรื่องของเด็กน้อยวัยรุ่นที่เป็นเกย์ แล้วอีกคนเป็น bisexual ตกหลุมรักกัน สมหวังกัน แต่จริงๆ ความเป็นเกย์ความเป็นเควียร์คือกลุ่ม marginalized กลุ่มชายขอบ ทุกอย่างที่ไม่สมควรเอากล้องไปโฟกัสชัดๆ ไม่มีใครอยากจะจ้องมอง คืออ่านแล้วรู้สึกเสียใจที่อ่าน
แต่เราจะไม่ให้คุณเบี่ยงตาหลบไป เราจะจับคุณมาเพ่งมองตรงนั้น ทุกสิ่งที่คุณไม่อยากเห็น ไม่อยากให้คนพูดถึง เราจะพูดถึงมัน เพราะกอทิกคือการสำรวจพื้นที่สีเทา พื้นที่ในความมืด ที่ซึ่งแสงสว่างของศาสนา ของพระเจ้า ของความดีงามไปไม่ถึง เรื่องราวการตัดสินใจที่ไม่ได้ยากลำบากขนาดนั้น แต่เราเลือกทางที่ผิดเสมอ สำหรับเรามันโรแมนติกในระดับหนึ่งนะ
ของ Ladys ล่ะ
Ladys : อาจจะไม่ใช่แนวแต่เป็นวิธีการเล่า เราชอบทุกอย่างที่ได้เขียนด้วยวิธีกระแสสำนึก รู้สึกว่าตอนเขียนมันลื่นไหล ไม่ฝืน เราเจอว่าเล่มที่เขียนวิธีอื่นมักจะมีจุดหลุดๆ มา เหมือนไม่เป็นธรรมชาติ
อีกเหตุผลคือ วิธีนี้มันเควียร์ในตัวเอง เพราะโดยพื้นฐานกระแสสำนึกคือการยึดเสียงเล่ากลับมาที่ตัวเรา กลับมาที่ตัวละครของเรา เป็นเสียงที่ปกติไม่ค่อยมีใครฟัง เพราะฉะนั้นพอเรายึดเสียงนั้นกลับมาอยู่ที่ trans ที่ asexual ที่คนชายขอบของสังคม เสียงมันก็ดังขึ้น เพราะมันจำกัดให้คนอ่านต้องฟังเสียงเขาเหล่านั้น

คำนำสำนักพิมพ์
นอกจากแนวเรื่องที่เขียน ระหว่างที่คุยกันเราจับสังเกตได้ว่าบุคลิกของทั้งสองก็แทบจะเป็นคู่ตรงข้าม Ladys ประหยัดถ้อยคำสนทนาแต่ให้คำตอบที่ฟังแล้วรู้ว่าคิดมาอย่างดี ส่วน Moonscape ช่างพูดช่างคุยช่วยขยายความและไขข้อสงสัยของเราได้หมดจด
ทำเอาเราแอบตั้งคำถามในใจ ว่าคนที่ต่างกันแทบจะทุกมิติกระทั่งวิธีเขียนงาน ทำไมกลับตัดสินใจคบหาเป็นเพื่อน ทั้งยังกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่ก่อตั้งสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งขึ้นมา ทั้งยังบริหารจนมีแนวทางที่มั่นคง อยู่มาจนเข้าปีที่ 4 แล้ว
แล้วทั้งคู่มาเจอกันได้ยังไง
Moonscape : Ladys เขียนเรื่อง เถ้าอารมณ์ อยู่ใน readAwrite เราอ่านแล้วเราชอบ ก็แลกฟอลกัน แล้วทีนี้ Ladys ทวีตถามว่าในเพชรบุรีมีร้านกาแฟที่ไหนอร่อย เราเลยบอกให้มาร้านเรา ตอนนั้นไม่รู้ว่านางเป็นคนเพชรบุรี นึกว่าเป็นคนกรุงเทพฯ ที่มาเที่ยว ปรากฏนางเป็นคนเพชรฯ เหมือนกันเลยได้คุยกันมากขึ้น

เคยอ่านงานของกันและกันมาก่อนไหม
Moonscape : ปกติเราไม่อ่าน readAwrite แต่เคยอ่านเรื่อง เถ้าอารมณ์ (ต่อมาพัฒนาเป็นนิยาย Adaline and Other Short Stories) แล้วก็มีเล่ม Beau is Non-Binary of Everything โบ และทุกสิ่งที่มิอาจแบ่งแยก
Ladys : ตอนนั้นเหมือนไม่ค่อยได้อ่านงานเขานะ พอมารู้จักกันถึงได้อ่าน โบสถ์ของคนสิ้นหวัง ที่ตอนนี้ไม่มีขายละ กับ สนธยาและหลังจากนั้น เป็นดาร์กแฟนตาซี แล้วก็มีเรื่องสั้นอีกหน่อย
อ่านแล้วรู้สึกยังไง
Ladys : งานเขียน Moonscape เน้นบทสนทนา ซึ่งเป็นสิ่งที่งานเขียนเราไม่มี เราไม่พูดกับคน เราไม่ค่อยฟังอะไรเลย แถมตอนนั้นยังเรียนหมอเลยอยู่แต่กับสิ่งเดิม ไม่เจอสังคมใหม่เท่าไหร่ พออ่าน 2 เล่มนั้นเรารู้สึกว่าเปิดโลก เพราะเขาเขียนบทสนทนาได้ดีมาก บทพูดในเรื่องเขาแข็งแรงทุกเล่ม ก็เลยประทับใจมาถึงทุกวันนี้เพราะเขาทำสิ่งที่เราทำไม่ได้
Moonscape : เราชอบมาก เพราะมันไม่ซ้ำ เพราะตลาดไทยตอนนั้นยังแคบอยู่ เขาเขียนตอนที่วรรณกรรมแซฟฟิกไม่ได้แพร่หลาย ไม่เยอะขนาดนี้ ตอนได้อ่านเล่มโบ เรารู้สึกว่ามันแปลกใหม่มาก ไม่ค่อย…ไม่สิ ไม่มีคนไทยเขียนอย่างนั้นเลย คิดดูใครจะเขียนเรื่องสั้นแซฟฟิกด้วยตัวละครเป็นช่างตัดพรม แล้วให้ลูกค้าเลือกสีจากเลือดคนที่หยดบนพื้น สุดท้ายลูกค้าไม่ยอมเรียกชื่อสีตามเจ้าของเลือด แต่ตั้งชื่อตามที่คนรวยเรียก
จุดไหนที่ตัดสินใจทำสำนักพิมพ์ด้วยกัน
Ladys : เราเป็นคนเริ่มชวน ถามเขาว่าเปิดสำนักพิมพ์ด้วยกันไหม ซึ่งวันนั้นเราอยากได้ความมั่นคงให้อาชีพนี้ เราอยากโกอินเตอร์แต่การเป็นนักเขียนมันโกอินเตอร์ยาก แต่เรายังไม่บอกเขานะ เราแค่คิดว่าจะทำสำนักพิมพ์แล้วได้เงินเดือน แต่ถ้าพูดไปเลยมันดูข้ามขั้น เลยตั้งต้นว่าเป็นหนทางให้โกอินเตอร์ เพราะตอนเขียนใบสมัคร ถ้ามีสำนักพิมพ์แปลว่าเรามีสังกัด เราจะติดต่อง่ายกว่าเป็นนักเขียนอิสระมาก

ตอนเริ่มต้นยากไหม
Moonscape : แค่เดินไปที่ทำการตำบล แล้วก็จดทะเบียน หสม. (ห้างหุ้นส่วนสามัญ) จบเลย แต่หลังจากนั้นก็ต้องเรียนรู้เยอะนะ กว่าจะรู้ว่าต้องไปจดภาษีก็อีกครึ่งปี ตอนที่พยายามใส่เลขจดทะเบียนในเว็บสรรพากรแล้วมันไม่ขึ้น พอโทรถามเลยรู้ว่ายังไม่ได้จดภาษี คือเป็นเรื่องใหม่หมดเลย ทำอะไรไม่เป็นเลย เพิ่งได้คุยกันเรื่องเงินเดือนหลังทำไป 2 ปี คนที่บอกว่าสำนักพิมพ์ทำง่าย ก็ง่ายแหละถ้าคุณไม่ต้องมีรายได้
ไม่มีเงินเดือนแล้วอยู่ยังไง
Moonscape : อยู่ด้วยค่าต้นฉบับ ต้องเขียนงานมาขายแล้วก็รับค่าต้นฉบับ ตอนนั้นที่คิดไว้คือเล่มใหม่ 20% ส่วนรีพรินต์เล่มเก่าได้ 10% (ปกติแล้วค่าต้นฉบับของนักเขียน จะคิดจาก % ของราคาปกตามแต่ผู้พิมพ์และผู้เขียนตกลงกัน คูณด้วยจำนวนเล่มที่ตีพิมพ์ในครั้งนั้น เช่น ราคาปก 300 บาท พิมพ์ 1,000 เล่ม ค่าเรื่อง 10% ของราคาปก นักเขียนก็จะได้รับเงินจากการพิมพ์ครั้งนั้น 30,000 บาท แล้วก็เอาไปฝากวางตามร้านหนังสืออิสระ กับฝากบูทงานหนังสือ มันก็ยังอยู่รอดได้)
แต่ตอนนั้นคุณก็ยังมองว่าธุรกิจสำนักพิมพ์มีทางไปต่อ?
Moonscape : เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้มีทางมากกว่า ตอนที่เราเป็นนักเขียนอิสระกับตอนเป็นสำนักพิมพ์ เราทำตัวไม่ต่างกันเลย แต่ตอนเป็นสำนักพิมพ์มีคนยอมรับเยอะกว่ามาก คนในวงการมองเห็นเรามากขึ้น พอเราเป็นสำนักพิมพ์แล้วอยู่ในสถานะที่เท่ากัน จะเอารัดเอาเปรียบกันไม่ได้
Ladys : เราก็คาดหวังให้สิ่งนี้เลี้ยงปากท้องเราได้ตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่ได้คิดมาก ตอนนั้นสนใจแค่ว่าคนที่เราชวนมาทำด้วยคือคนที่ใช่หรือเปล่า ถูกคนไหม สุดท้ายก็ถูกจริงๆ คือวันตั้งต้นทำสำนักพิมพ์อาจเกิดจากบ้านใกล้ อ่านงานแล้วชอบ อยากมีคนมาช่วยทำให้จ่ายเงินเดือนได้ แต่ถ้าไม่คลิกคงหาทางไปต่อยาก ยิ่งเป็น 2 คนที่ต่างกันมากๆ ทั้งด้านนิสัย ความจิตแข็ง วิธีคิดด้วย
Moonscape : สุดท้ายความต่างดันกลายเป็นดี เพราะเราเลือกคนไปชนกับปัญหาได้ อย่าง Ladys เป็นอินโทรเวิร์ตก็จริงแต่เวลามีปัญหากับมนุษย์จะส่งไปคุยได้ เขามีวิธีพูดที่ดี ทำให้เรื่องคลี่คลาย ส่วนเราจิตแข็งด้านเงินเพราะโตมาในกงสี โตมากับเครื่องคิดเลข ถ้าเกิดความกังวลเรื่องเงิน เรื่องส่วนแบ่ง เรื่องค่าออกบูท ก็จะแก้ให้ได้ด้วยตาราง Excel คือเราเชื่อตั้งแต่แรกว่าส่วนผสมจะลงตัว อยู่กันรอด เลยตัดสินใจทำงานด้วยตั้งแต่แรก

มีทางออกเผื่อไว้ถ้าไปไม่รอดไหม
Moonscape : คือมันคงไม่แย่กว่าการไม่มีเงินเดือนแล้วน่ะ ซึ่งตอนไม่มีเงินเดือนก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ เพราะไม่มีรายจ่ายทางบัญชี แต่พอตอนที่เริ่มมีเงินเดือนความท้าทายก็เริ่มมา ทั้งค่าต้นฉบับ ส่วนแบ่งสายส่ง ค่าพิมพ์ ก็ปกติของการทำงาน สุดท้ายไม่ได้คิดว่าจะรอดหรือไม่รอด เราแค่ทำงานไป ปัญหามาก็แค่แก้ มีปัญหามาเรื่อยๆ ก็แก้ไปเรื่อยๆ
เจอความท้าทายโหดๆ บ้างไหม
Moonscape : ช่วงแรกเราขายผ่านร้านหนังสืออิสระเป็นหลักเลย พอมีงานหนังสือก็ส่งหนังสือไปวางที่บูทเขา กำไรพอใช้ได้ แต่เราเคยคุยกันนะว่าถ้าต้องให้ส่วนแบ่งร้าน ขายกันเองไม่ดีกว่าเหรอ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คล้อยตามขนาดนั้น
จนช่วง 2 ปีก่อน Ladys เหมือนจับสัญญาณได้ว่าร้านหนังสือจะเริ่มปิดหลายที่ เท่ากับรายได้จะหายไปหลักแสนต่องานหนังสือครั้งหนึ่งน่ะ เราก็ประชุมกัน ตัดสินใจเปิดร้านออนไลน์ขึ้นมา เราเลยลงทุนจองบูทงานหนังสือครั้งแรกล่วงหน้า 6 เดือน แล้วสรุปว่าร้านก็ปิดจริงๆ 4-5 ที่เพราะฟองสบู่แตก ก่อนหน้านั้นร้านหนังสืออิสระขายได้เดือนละหลายหมื่นต่อนักเขียนหนึ่งคนนะ เดี๋ยวนี้เหลือแค่หลักพัน แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าจะไปไม่รอดน่ะ แค่ต้องคิดให้เร็ว

เขียนในสิ่งที่เชื่อ
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเข้าใจตัวตนของทั้งสองมากขึ้น แต่บางคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับวงการวรรณกรรมเควียร์อาจยังไม่กระจ่างว่านิยาย ‘เควียร์’ ที่ทั้งคู่เขียนคืออะไรกันแน่ ตัวละครเพศหลากหลายของทั้งคู่นั้นเหมือนหรือต่างกับนิยายวายชาย-ชาย หญิง-หญิง ที่นิยมในช่วงหลังไหม ยังไง
ที่จริง 2 นักเขียนเจ้าสำนักก็ไม่ได้บอกว่าใช่หรือไม่ใช่แบบเด็ดขาด เพียงแต่บอกว่าเป็นการใช้คำเรียกหรือวิธีแบ่งประเภทที่ต่างกัน เขียนขึ้นจากมุมมองความเชื่อคนละแบบ แถมมีหลายครั้งที่งานเขียนของทั้งคู่ได้จัดอยู่ในประเภทข้างต้นนี้ด้วย
วิธีคิดของสำนักพิมพ์ Ladys & Moonscape คืออะไร
Ladys : ก็นิยายเควียร์ เขียนด้วยวิธีคิดแบบเควียร์ เราไม่ได้จำกัดว่าต้องเขียนแบบไหน แต่สุดท้ายก็ออกมาเควียร์ทุกเล่ม เพราะตอนคิดนิยามให้สำนักพิมพ์ มันไม่มีคำอื่นนอกจากเควียร์ คือคนหนึ่งแฟนตาซี อีกคนเขียนกระแสสำนึก ความเควียร์มันเป็นจุดร่วมให้เราเอางานมาแปะไว้ด้วยกันได้ ซึ่งความเควียร์มันไม่จำกัดแค่มิติเพศ
เลือกแนวเรื่องที่จะเขียนยังไง
Moonscape : เราจะไม่พิมพ์งานสร้างความรังเกียจร่างกายตัวเอง งานที่ไปเอาแนวคิดสังคมว่าการเกิดมาเป็นเควียร์ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน มันเป็นคำที่ทริกเกอร์ เพราะเราเกิดมาของเราอย่างงี้ เราสวยงาม เราเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ในตัวเองแล้ว เราคิดตลอดว่าคนอ่านจะไม่ชอบตัวละครก็ได้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นเควียร์ จะมีปัญหาเพราะตัวละคร gaslight มีชู้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็รู้สึกไป แต่ไม่ใช่เพราะตัวละครนั้นเป็นเควียร์
เราจะไม่ติดกับคำว่า คุณเป็นเควียร์ก็ได้ขอแค่เป็นคนดีก็พอ เควียร์ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบไหน ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรทั้งสิ้น เป็นพระก็ได้ เป็นนักบุญก็ได้ เป็นโสเภณีก็ได้ เป็นฆาตกรก็ได้ เขาจะดีหรือเลวก็คือตัวเขา เป็นคนละเรื่องกับความเควียร์ของเขา อันนี้คือจุดยืนของเรา
งานเควียร์ต่างกับแนว boy love, girl love ที่นิยมกันไหม
Moonscape : ตรงที่เราใช้คำว่าเควียร์ส่วนงานเหล่านั้นไม่ได้ใช้คำนี้ มันคือแท็กไลน์ของการขายด้วย เราไม่ได้คิดว่าแบบไหนดีกว่า แต่ว่าเรานิยามต่างกับเขาเท่านั้น ไม่ก้าวก่ายกัน

แล้วเราจัดตัวเองในหมวดนั้นด้วยไหม
Ladys : ในฐานะนักเขียน คิดว่าการจัดหมวดหนังสือไม่ใช่หน้าที่เรา ใจจริงไม่ได้อยากจัดหมวดด้วยซ้ำ เพราะว่าวันหนึ่งอาจไม่เขียนแบบนี้แล้วก็ได้ แต่ในฐานะสำนักพิมพ์และคนขายหนังสือ ก็อยากให้คนอ่านกับหนังสือที่แมตช์มาเจอกัน ดังนั้นให้ร้านและคนขายจัดไปตามสมควรนั่นแหละ
Moonscape : ทุกวันนี้ก็ออกบูทในฐานะนิยายวายนะ สำหรับเราคำว่าวายอาจใช้เพื่อการตลาดเป็นหลัก แต่ความจริงก็มีหนังสือหมวดวายที่เป็นตัวแทนความเควียร์ของบางคน เราก็เลยรู้สึกว่าจะใช้อะไรก็ใช้เว้ย เราไม่ติดถ้าเกิดคนอ่านวายกระแสหลักจะมาอ่านงานเรา การที่เขาได้พบเรื่องที่มันต่างออกไป แล้วงานของเราขยายไปสู่คนอ่านอีกกลุ่มหนึ่ง เรายินดีให้มันเกิดขึ้น
คุณคิดว่าหน้าที่ของนักเขียนต่อนักอ่านคืออะไร
Ladys : ทำให้ถึงค่ะ ส่งเนื้อหาของเราไปให้ถึงคนอ่าน ส่วนตอนเขียนก็ทำเท่าที่ได้ ถ้าไม่รู้ก็พยายามทำให้รู้ก่อนจะเขียน ต่อให้เราจะเขียนจากเสียงของคนเป็นเควียร์ แต่ความเควียร์ของเราก็ไม่มีทางทับซ้อนกับคนอ่านได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เราก็รับผิดชอบได้เท่าที่ทำได้ หนึ่งในความรับผิดชอบก็คือถ้าเขาด่า แล้วมันดันจริงก็ยอมรับไป
มีเรื่องไหนที่ไม่อยากให้นักอ่านทำกับงานเราไหม
Ladys : เราไม่มีสิทธิ์จะไปห้ามหรอก ตราบใดที่อยู่ในขอบเขตการวิจารณ์หรือถกเถียงปกติ แต่จะมีบางอย่างที่เราตงิดนิดหนึ่ง เช่น มีการจัดหมวดงานเราเป็นวายแต่มีคนว่าไม่ใช่ เราจะอยากดีเบต เพราะเรากำลังพูดถึงเพศตัวละครที่เราเขียน จะทำอะไรก็ได้แต่อย่า misgender ตัวละคร
Moonscape : กับอีกเรื่องเวลาเรานำเสนอประสบการณ์ไปในเรื่อง จะมีคนวิจารณ์ประสบการณ์นั้นของเรา ทำไมคุณไม่ทำอย่างงั้น ทำไมคุณเป็นคนไม่ดีเลย ทำไมคุณถึงเป็นเควียร์ที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม มันทำให้คนมองเควียร์ในแง่ลบนะ ซึ่งไม่ใช่เลย แปลว่าคุณมองเควียร์ในแง่ลบอยู่แล้ว ตัวละครในหลายเล่มมันเทามาก เกือบดำเลย แต่มันไม่ได้เทาเพราะมันเควียร์ไง ความคิดเห็นพวกนี้เป็นกระจกที่ส่องตัวคนวิจารณ์เองว่าเขาเอาเลนส์ไหนไปจับตัวละคร สะท้อนว่าเขามีอคติแบบไหน ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมตอนนี้มาก แต่เวลาคนพวกนั้นพูดแบบนี้ออกมาก็ทำให้เห็นตัวตนของพวกเขานะ

เรื่องที่ว่ามาเป็นอุปสรรคกับการทำงานที่เราเชื่อยังไง
Ladys : อันที่ชัดคือเราต้องทำงานกับอคติในสังคมซึ่งเราเปลี่ยนไม่ได้ สมมติคนในสังคมมีอคติได้เต็ม 100 ถ้าไม่ใช่ตัวละครเควียร์มันจะเริ่มที่ 0 โล่งๆ เฉยๆ แต่พอจั่วหัวว่างานเควียร์ ตัวละครเควียร์ ก็อาจมีอคติเริ่มที่ 30 แหละ
ทำงานกับอคติยังไง
Moonscape : ถ้าเอาคำตอบจากใจก็จะยาว เผยแพร่ไม่ได้ด้วย (หัวเราะ) ถ้าตอบให้ดีคือ ก็ช่างมัน แล้วทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อต่อไป
มีอุปสรรคอื่นไหม
Moonscape : ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจเป็นหลัก ถ้าดีก็จะดีไปเลย อย่างงานหนังสือเมื่อคราวที่แล้ว (มีนาคม 2569) เห็นได้ชัดว่ายอดตกเพราะมีข่าวน้ำมัน ข่าวสงคราม คนที่ปกติมาเหมา 4-5 เล่มก็ซื้อแค่เล่มออกใหม่ ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่สุดที่ควบคุมไม่ได้ด้วย
ยกเว้นจะทำให้กลายเป็นของ ‘ต้องมี’ ซึ่งเราไม่อยากทำแบบนั้น เราไม่คิดว่างานเรา ‘ต้องมี’ อีกอย่างคือเรา gatekeep เล็กน้อย เราไม่อยากให้งานของเราไปอยู่ในมือคนที่เขาไม่คิดจะเปิดใจกับเนื้อหาอยู่แล้ว
ของ ‘ต้องมี’ ที่ว่า หมายความแบบไหน
Moonscape : ต้องมีหนังสือเล่มนี้ไม่งั้นคุณจะตกเทรนด์ นอกจากตัวเล่มก็มีของแถมที่ถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะพลาด เราจะไม่ทำ ของแถมเดียวที่สำนักพิมพ์เราทำคือที่คั่นหนังสือ ซึ่งจะมีตลอดไป
เราคิดว่าการทำของพรีเมียม การทำเซตมันเป็นกลยุทธ์ขายที่ดี แต่ในมุมของเรา เรามองถึงความยั่งยืน ไม่เป็นวัตถุนิยมมากกว่า หนังสือควรจะเป็นของที่จ่ายเงินครอบครองน้อยที่สุด ถ้าเราต้องโปะเงินไปอีกร้อยนึงเพื่อจะได้ของแถมเพิ่ม เราคิดว่าขายแยกไปเลย ให้เฉพาะคนที่เขาอยากได้สิ่งนี้จริงๆ
ความเฉพาะทางของแนวที่เขียน ทำให้ทำงานยากขึ้นไหม
Moonscape : เราว่าทำให้ง่ายขึ้นนะ เพราะเราไม่จำเป็นต้องเอาใจใคร พอเราเป็นตัวร้าย (antagonist) ในสายตาสังคมอยู่แล้ว เราเลยมีพื้นที่ให้ทำสิ่งที่ตั้งใจโดยไม่ต้องแบกความคาดหวังหรือบรรทัดฐานสังคม
มันกลายเป็นจุดยืนที่ดีกับเรา บางการตัดสินใจที่ขัดกับทิศทางตลาด เช่น ไม่ค่อยโปรโมต ไม่มีปกแข็ง ไม่มีสิ่งที่สำนักพิมพ์อื่นทำ มันดันดูทับซ้อนกับเนื้อหากำกวมในเล่ม บางทีไม่ต้องชี้แจงใหญ่โต นักอ่านก็เข้าใจ

การเติบโต
ในวันที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทยยังอาการทรงๆ ทรุดๆ ผู้เล่นในตลาดแต่ละรายก็มีวิธีการรับมือความเสี่ยง และกลยุทธ์การฝ่าฟันอุปสรรคของตัวเอง
สำนักพิมพ์ Ladys & Moonscape ก็เช่นกัน ขณะที่สื่อสารความเชื่อและความตั้งใจผ่านงานเขียน ทั้งสองก็สลับสับเปลี่ยนมาสวมหมวกอีกใบ เพื่อผลักดันผลงานให้เป็นที่รู้จัก เป็นที่จดจำในแวดวงวรรณกรรมทั้งไทยและเทศมากขึ้น
ตั้งแต่เปิดสำนักพิมพ์มา คุณคิดว่าเรื่องไหนที่รู้สึกเป็นความสำเร็จแล้ว
Ladys : เงินเดือนคือความสำเร็จของเรา (หัวเราะ) เพราะเป็นเป้าหมายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเลย นอกจากจุดยืนในหนังสือ ก็มีรายได้เป็นแรงผลักดันมาตลอด เราไม่ถูกใจงานหนังสือแต่ไปออกบูทเพราะมันทำเงิน ให้เรามีรายได้กลับมาจ่ายเงินเดือน ส่วนเรื่องอื่นเราไม่ได้มองเป็นรูปธรรมขนาดนั้น ความสำเร็จสำนักพิมพ์ของเราคือมันยังไม่ล่มสลายไป



แล้วที่ไปตีพิมพ์กับต่างประเทศนับว่าสำเร็จไหม
Moonscape : เรามี 2 เล่ม คือ Death and the Maiden (สนธยาและหลังจากนั้น) กับ Juveniles and Other Stories ส่วน Ladys มี 1 เล่มคือ KARUNYA (อันกามการุณย์) ซึ่งพิมพ์กับ Penguin Random House SEA แต่ได้เงินไม่เยอะเลย เราใช้เงินไปกับการแปลเยอะมาก ขณะที่เงินตอบแทนยังไม่ครอบคลุมด้วยซ้ำ แต่ก็จำเป็นต้องทำ
ถ้าไม่ใช่เป้าหมายในฝันแถมไม่คุ้มเงิน ทำไมยังเลือกทำ
Moonscape : เพราะการมีหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษค่อนข้างมีผลต่อเส้นทางอาชีพ เหมือนการลงทุนเพื่อให้หนังสือเป็นที่รู้จัก อาจมีคนไทยเห็นว่าได้แปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย เลยซื้อมาลองสักหน่อย กับอีกอย่างคือได้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ อาจจะไม่ใช่วงกว้างมากแต่มันช่วยเรื่องพอร์ตโฟลิโอพวกเราได้ ว่าสำนักพิมพ์นี้ได้เขียนให้ Penguin นะ
Ladys : ใช่ มันนำชื่อเสียงมาประมาณหนึ่ง ให้เป็นช่องทางไปต่อเฉยๆ
เป็นการลงทุนที่คุ้มไหม
Ladys : ถ้าอยากได้เงินก็ไม่คุ้ม แต่ที่ทำเพราะให้ผลอย่างอื่น การมีสถานะว่าสำนักพิมพ์เล็กมีนักเขียน 2 คนแต่เป็น Award Winning International Writer ทั้งคู่ มีผลงานได้สร้างเป็นภาพยนตร์ เป็นละครเวที เป็นรากฐานที่ดีให้เราไปต่อยอดได้
เป็นเหตุผลที่ Ladys ส่งประกวดวรรณกรรมด้วยไหม
Ladys : ถูกต้อง จริงๆ ไม่ได้รู้สึกว่าการเขียนหนังสือมาแล้วต้องเป็นสื่ออื่นนะ เรารู้สึกว่าบางเรื่องมันก็ควรจบอยู่ในเล่ม แต่ที่ยังยินดีที่มีคนมาสนใจเพราะทำให้งานไปไกลขึ้น สำหรับเรารางวัลก็เหมือนกัน เป็นการโปรโมตแบบหนึ่ง ชนะไหมไม่รู้แต่ส่งไปให้คนเห็น
Moonscape : เรื่องที่ทำให้เราชอบการส่งประกวดของ Ladys คือทำให้เกิดการถกเถียง วิเคราะห์เนื้อเรื่องหลายแนวมาก ซึ่งอาจจะมีประโยชน์หรือไม่ก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการรับรู้

คำตาม
ปัจจุบันสำนักพิมพ์ที่ทั้งคู่ร่วมปลุกปั้นดำเนินกิจการเข้าปีที่ 4 มีผลงานตีพิมพ์เกือบ 3 โหล และยังมุ่งมั่นส่งต่องานเขียนของทั้งสองต่อไปภายใต้ความตั้งใจเดิม
ในช่วงท้ายของบทสนทนาเราจึงชวนนักเขียนทั้งสองมองผ่านเนื้องานปัจจุบัน ออกไปยังอนาคตทั้งใกล้ไกล เพื่อเรียนรู้ว่าสำนักพิมพ์ Ladys & Moonscape กำลังทะยานไปในทิศทางใด และแท้จริงสังคมที่ทั้งสองต่างปรารถนานั้นมีหน้าตาแบบใดกัน
ทำสำนักพิมพ์มา 4 ปี ตอนนี้อยากให้สิ่งที่เราทำสร้างบรรยากาศแบบไหน
Ladys : คนเขียนหนังสือก็อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งเรื่องเงินรวมถึงสิทธิต่างๆ ซึ่งการจะผ่านกฎหมายสักฉบับให้เราและคนกลุ่มอื่น ต้องมีทั้งคนร่างกับคนลงชื่อเสนอ ซึ่งฝ่ายแรกเราเป็นไม่ได้เพราะไม่ได้เรียนมาทางกฎหมาย ส่วนฝั่งคนที่ร่วมลงชื่อยื่นทำได้ แต่ก็ทำคนเดียวไม่ได้ ถ้างานเขียนของเรามีส่วนทำให้มีคนไปลงชื่อเพิ่ม เพื่อสร้างสังคมที่เราอยากเห็นได้เพิ่มขึ้นเราก็พอใจ เหมือนเล่ม คอนเชตตา (Stream of Concetta คอนเชตตา คอนเชตตา) ที่มีส่วนในร่างกฎหมายคุ้มครองพนักงานบริการ (sex worker) ให้มีสิทธิ มีคุณภาพชีวิตที่ดี
Moonscape : ส่วนเราอยากให้นักอ่านและนักเขียนรุ่นใหม่เห็นวิธีเล่าเรื่องหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องมีสูตรสำเร็จในการเล่า อยากนำเสนอการเล่าใหม่แบบที่เราเองไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตอนจบจะเป็นยังไง เราอยากให้เห็นว่าหนังสือยังมีความเป็นไปได้อื่น การทำแบบนี้ก็เป็นหนึ่งในความเควียร์ คือเราไม่เดินตามเส้น ตามสูตรที่คนให้ไว้ เรารู้สูตรทุกอย่างแต่เราแหกแม่งหมด มันคือความเป็นขบถผ่านการเขียน ซึ่งเราพยายามจะเอาสิ่งนี้ใส่เข้าไปในงานให้คนอ่านเห็นและพูดถึง

คุณคิดว่าสังคมจำเป็นต้องมีวรรณกรรมเควียร์ใช่ไหม
Moonscape : จำเป็นหรือไม่จำเป็นฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าแกไม่อยากได้ก็ไม่ต้องอ่าน คนเราไม่จำเป็นต้องอ่านทุกอย่าง (หัวเราะ)
สุดท้ายเราว่าวรรณกรรมยังสำคัญ บางคนทั้งชีวิตไม่เคยเจอนิยายที่เนื้อเรื่องยึดโยงกับตัวเอง ไม่ใช่แค่ในมิติเพศ ไม่เคยรู้ว่าเราเอามือไปลูบคลำปั้นขยำตัวตนข้างในออกมาเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องราวได้ ซึ่งเราว่าหนังสือบางเล่มทำให้คนเห็นสิ่งนี้ได้ หรืออาจจะเปลี่ยนให้แย่ลงได้เหมือนกัน
คิดยังไงที่ช่วงหลังมีกระแสพยายามบอกว่าปัญหาสิทธิทางเพศไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
Moonscape : ก็ต้องถามว่าอะไรสำคัญสำหรับเขา ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับเขาเลย คนท้องไม่สำคัญ ผ้าอนามัยไม่สำคัญ กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ไม่สำคัญ
Ladys : เราว่าความสำคัญมันอยู่ที่มุมมอง ถ้าเกิดว่าคนที่มาบอกว่าฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพไม่สำคัญ แต่เขาเป็นคนกินเหล้าทุกวันมากกว่า 1 ดื่มมาตรฐาน (standard drink) ก็น่าจะคิดว่า 30 บาทสำหรับรักษาตับแข็งจะสำคัญ กลับกันคนที่อยากได้ฮอร์โมนแต่ไม่กินเหล้า ก็จะรู้สึกว่าสิทธิรักษาตับแข็งไม่สำคัญ
สุดท้ายความต่างกันคือเวลาคนที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายนั้นดันเป็นคนชายขอบ แปลว่าเสียงเราจะเบามาก เหมือนบอกว่าให้คุ้มครองพนักงานบริการหรือบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ก็จะมองกันว่าทำผิดกฎหมายเองไม่ต้องคุ้มครองหรอก มันน่าเศร้า
แล้วงานที่ทำจะมีส่วนช่วยเรื่องนี้ไหม
Ladys : มันช่วยได้ทีละเล็กทีละน้อย คือการปรับความคิดของคน เพราะเราว่าปัญหาเกิดจากการที่รู้สึกไม่ใช่พวกเดียวกันน่ะ “กูเป็น cis ไม่ใช่ trans กูเกิดมาปกติ มึงดัน ‘เลือก’ เป็นผู้ชายที่เกิดมาพร้อม_ี”
เพราะงั้นนิยายมันทำให้เรารู้สึกเป็นพวกเดียวกันผ่านตัวละคร ทำให้รู้สึกว่าเราและคุณต่างเป็นความปกติของสังคมเหมือนกัน อย่างในนิยายของเราทุกตัวละครเป็นเควียร์โดยปกติ นี่คือการยึดเสียงกลับมา เรากำลังเอาเสียงของเราไปสื่อสารในสื่อต่างๆ หรือเอาไปใส่รางวัลวรรณกรรมที่ใหญ่สุดในประเทศ ซึ่งปกติแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนฟังขนาดนี้ เราว่ามันทำงานด้วยการทำให้ทุกอย่างเป็นปกติ

ไม่ควรรอสังคมพร้อมก่อนแล้วค่อยเล่าเหรอ
Moonscape : เราต้องพร้อมก่อน คือสังคมยังไม่พร้อมก็ได้ แต่ถ้าเราอ่านแล้วรู้สึกว่านโยบาย ความคิด หรือสื่อบางประเภทมันสั่นพ้องกับความคิดของเรา ก็ควรยึดถือมันเป็นจุดยืนแล้วส่งต่อมันออกไป
คิดว่าสังคมปัจจุบันยังมีที่ทางให้ Be Queer, Be Protagonist ตามคติสำนักพิมพ์ไหม
Ladys : เราว่ามันมีอยู่ตลอดแค่คนมักจะมองข้าม ถ้าคนสำคัญในสังคมเป็นเควียร์ อัตลักษณ์เพศของคนนั้นจะถูกผลักไปหลังฉาก สังคมจะพูดถึงเรื่องอื่นของเขา ทั้งที่จริงทุกคนมีความเควียร์อยู่ในตัวนะ ถึงไม่ใช่มิติเพศก็ต้องมีสักอย่างในตัวคุณที่สังคมไม่รับรู้ คุณแค่ไม่ยอมรับหรือไม่รู้ว่ามันมีอยู่
Moonscape : ไม่ใช่ว่าได้หรือเปล่า แต่กูเป็นไปแล้ว เป็น protagonist ในเรื่องของตัวเอง protagonist ในแง่มุมของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องจัดจ้านสีสันอลังการ
ถ้างั้นอยากผลักดันสำนักพิมพ์ไปทิศทางไหน
Ladys : สำหรับเราถ้ามันไม่ปิดก็พอใจแล้ว
Moonscape : เหมือนกัน เราว่าบางอาชีพไม่ใช่เรื่องที่จัดจ้าน ต้องทำเพื่อมีความหมาย มีพลังตลอดเวลา อย่างการทำสำนักพิมพ์ถ้าไม่เวิร์กก็เลิกแล้วไปทำอย่างอื่น เราปิดก็มีสำนักพิมพ์อื่นพร้อมจะแทนที่เราได้ โลกนี้ไม่ได้ต้องการเราขนาดนั้น
หมายเหตุ ขอขอบคุณ Aisu home café & heartmade bakery จังหวัดเพชรบุรี
ที่กรุณาเอื้อเฟื้อสถานที่สำหรับการสัมภาษณ์ และถ่ายรูปประกอบบทความบางส่วน