Out of School Bag

การสืบทอด Legacy ของแบรนด์กระเป๋านักเรียน JACOB ให้มีความไอคอนิกและป๊อปนอกรั้วโรงเรียน

ถ้าพูดถึง JACOB ก็จะนึกถึงกระเป๋านักเรียนใบเก่งที่ถือไปโรงเรียนทุกวัน วันนี้โจทย์ของแบรนด์ในความทรงจำเปลี่ยนไปคืออยากเป็นมากกว่ากระเป๋านักเรียนและอยากมีความทรงจำนอกรั้วโรงเรียน
ที่กระเป๋าหนังใบโปรดโตไปตามเรา

หากย้อนประวัติกลับไปตั้งแต่เริ่มธุรกิจ ก่อนหน้าทำกระเป๋าหนัง คุณสุทิน เทพชาตรี ผู้ก่อตั้ง เริ่มจากทำกางเกงแพรและเนกไทจากไหมญี่ปุ่นขายมาก่อน จนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้เปลี่ยนมาทำกระเป๋า โดยสมัยยังหนุ่มในวัย 19-20 ปีได้เริ่มจากผลิตสินค้าที่วัดในตอนกลางคืนเพื่อหนีระเบิดยุคสงครามโลก ตอนกลางวันก็ขี่จักรยานเร่ขายของตามห้างสรรพสินค้าและขายกระเป๋าหนังนิ่มให้ญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ในช่วงเริ่มต้น ไปจนถึงแตกไลน์สินค้าทั้งเสื้อหนัง ถุงมือหนัง ร่ม หมวก รองเท้า เครื่องหนังต่างๆ ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

ด้วยความที่เรียนโรงอัสสัมชัญซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิกและรักในการเรียนมาก คุณสุทินจึงตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อนักบุญว่า JACOB ภายใต้ชื่อบริษัท ศรีภัณฑ์ยาค้อบ จำกัด โดยมีทายาทผู้สานต่อคือ รัศมีวรรณ ชลาวานิช กรรมการผู้จัดการ, จามรี เบลนี่เดวิสัน ผู้อำนวยการฝ่ายนำเข้าส่งออกและพัฒนาสินค้า, สุวรรณา เทพชาตรี ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต เป็นทายาทรุ่น 2 และทายาทรุ่น 3 คือ โนร่า ชลาวานิช และอนณ ชลาวานิช

ในโอกาสแบรนด์เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่คือ Yesterday’s Tomorrow เราจึงชวนรัศมีวรรณ โนร่า และอนณ ย้อนวันวานมานั่งคุยถึงวิวัฒนาการของกระเป๋าที่ร้านแรกของ JACOB ซึ่งในยุคก่อนเป็นร้าน open air โทนสีเขียวในบรรยากาศเหมือนห้างไนติงเกล  มีตู้ไม้ที่อนุรักษ์มาตั้งแต่ยุคแรกและปิดไปพักใหญ่ก่อนจะกลับมารีโนเวตและห่อหุ้มตึกทรงโบราณด้วยสีสันชวนหัวที่ต้องสะดุดตาเมื่อเดินผ่าน

คอลเลกชั่นล่าสุดครั้งนี้แบรนด์ JACOB ได้ชวน ศรัณย์ เย็นปัญญา ดีไซเนอร์ผู้ถนัดการออกแบบคอนเซปต์ความเป็นไทยในรูปใหม่มาออกแบบการเล่าเรื่องของกระเป๋าโดยมีโจทย์ร่วมกันว่าจะทำยังไงให้กระเป๋า JACOB มีภาพจำเหมือนเมื่อครั้งถือกระเป๋านักเรียน โดยยังอยากคงเอกลักษณ์ craftsmanship และ legacy ของแบรนด์ไว้ ก่อนจะชื่นชมคอลเลกชั่นปัจจุบัน เราขอพาไปย้อนดูคอลเลกชั่นดั้งเดิมของกระเป๋า JACOB ซึ่งจะทำให้เห็นที่มาของคอลเลกชั่น Yesterday’s Tomorrow ไปพร้อมๆ กัน  

The Timeless School Bag, Briefcase & Travel Bag

กระเป๋านักเรียนรุ่นแรกเป็นสีน้ำตาลที่มีความหนากว่ากระเป๋านักเรียน JACOB ในทุกวันนี้ เอกลักษณ์คือการใช้หนังควายที่มีลวดลาย มีความหนาและแข็งแรงทนทานสำหรับรองรับการขนหนังสือที่หนักอึ้งเพื่อมุ่งเรียนเป็นสำคัญ โดยเแบรนด์ปลี่ยนมาใช้หนังเรียบทำกระเป๋านักเรียนราวยุค ’80-90s หากสังเกตรายละเอียดของกระเป๋ารุ่นดั้งเดิมจะเห็นว่ารูปทรงของกุญแจสองดวงนั้นแตกต่างจากรุ่นใหม่

“ตั้งแต่สมัยเริ่มต้นก็ผลิตกระเป๋านักเรียนกับกระเป๋าเอกสารควบคู่กันไป เด็กนักเรียนสมัยก่อนจะใส่ยูนิฟอร์มเรียบร้อย ถือกระเป๋าไปโรงเรียน ทำให้กระเป๋าเป็นสีดำ หรือน้ำตาล สีอะไรก็ได้ที่เข้มๆ ความนิยมของกระเป๋าก็จะแบ่งไปตามระดับการศึกษา นักเรียนระดับอาชีวะจะใช้ทรงหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็จะใช้อีกทรงหนึ่ง” รัศมีวรรณย้อนความหลังให้ฟัง

หากได้มาเยี่ยมเยียนท่ีร้าน JACOB ย่านเมืองเก่าจะได้ชมกระเป๋ารุ่นดั้งเดิมที่เก็บอย่างใหม่เอี่ยม นอกจากกระเป๋านักเรียนแล้วก็มีกระเป๋าเอกสารและกระเป๋าสตางค์จากหนังควายสีดำที่ประทับตราโลโก้ JACOB สีทองสุดคลาสสิก ทายาทรุ่นสองบอกกับเราว่าปัจจุบันหาหนังที่ใช้ทำกระเป๋ายุคแรกแบบนี้ได้น้อยลงแล้ว เพราะซัพพลายเออร์ของหนังควายในตลาดโลกมีน้อยลง

ทายาทรุ่น 2 ยังชี้ให้ดูทรงกระเป๋าอื่นๆ ที่โดดเด่นในยุคก่อนอย่างกระเป๋าเดินทางทรงสี่เหลี่ยมที่ในปัจจุบันวัยรุ่นอาจเรียกว่าเป็นกระเป๋าเดินทางทรงวินเทจ 

“พวกนี้เป็นกระเป๋า James Bond เป็นทรงที่พระเอก James Bond 007 หิ้ว ในอดีตเราผลิตเยอะมาก ส่งไปให้อังกฤษ ยุโรปเป็นตู้ๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ช่างที่ทำไม่อยู่แล้ว”

โนร่าบอกว่ากระบวนการทำกระเป๋าทรงนี้นั้นต้องใช้ฝีมือของช่างสองศาสตร์ผสานกัน

การทำกระเป๋า James Bond มันจะมีความยากตรงที่ว่าต้องมีทั้งช่างไม้และช่างหนัง เพราะว่าตัวกรอบของกระเป๋าทำมาจากไม้ หมายความว่าจะเข้าหนังเป็นรูปกระเป๋าได้ต้องมีคนทำโครงไม้ขึ้นมาก่อน”

ทั้งนี้หลายคนอาจไม่รู้ว่าความรุ่งเรืองของแบรนด์ JACOB นั้นไม่ได้ดังอยู่แค่ในไทยและไม่ได้ดังแค่กระเป๋านักเรียนมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มแล้วแถมยังส่งออกไปยังญี่ปุ่น ฮ่องกง อังกฤษ และประเทศในยุโรปอื่นๆ ด้วย สาเหตุที่ส่งออกไปได้หลายที่เพราะมีหมวดสินค้าหลากหลายตั้งแต่ กระเป๋า เข็มขัด ธนบัตร รองเท้า หมวก ถุงมือ และแม้กระเป๋ารุ่นประวัติศาสตร์ช่วงแรกๆ จะไม่ได้ผลิตอีกต่อไปแล้ว แต่ก็เป็นต้นแบบให้พัฒนากระเป๋ารุ่นหลังในเวลาต่อมา 

Nostalgic School Bag of 90s  

กระเป๋านักเรียนสีดำรุ่นบางน่าจะเป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับใครหลายคนมากที่สุด จะเห็นได้ว่าแม้จะบางลงและเทรนด์การถือกระเป๋าของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปแต่สิ่งที่เหมือนเดิมจากรุ่นแรกคือแพตเทิร์นและลายเส้นการเย็บที่เอียงไปข้างหนึ่ง ไม่ได้อยู่ตรงกลางเป๊ะ 

ทายาทรุ่น 3 อย่างโนร่าและอนณบอกว่าพวกเขายังเรียนรู้การทำกระเป๋ามากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวันเพราะมีความละเอียดอ่อนในการทำมาก “คอนเซปต์การทำกระเป๋ามันต่างจากเสื้อผ้าตรงที่ว่า พอขึ้นรูปกระเป๋าแล้วตัดแพตเทิร์นออกมา คุณจะเย็บเลยไม่ได้ต้องทากาวก่อน เพราะถ้าไม่ทากาวก่อนแล้วใส่เข้าจักรมันจะแยกออกจากกัน ชิ้นหนังจะไม่ติดด้วยกัน ถ้าเป็นเสื้อผ้าจะใช้หมุดตรึงไว้แต่หนังทำไม่ได้ มันจึงมีความละเอียดอ่อนของการผลิตที่อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม และคิดว่ามีอีกเยอะที่ต้องเรียนรู้” 

โนร่ายังบอกว่ากระเป๋านักเรียนบางๆ ยอดฮิตที่เห็นกันต้องผ่านขั้นตอนการฝานหนังให้บางเพื่อให้เย็บได้ง่าย มีเทคนิคเฉพาะในการใช้เครื่องฝานและปอกหนังให้บางลงโดยช่างฝีมือที่ถนัดด้านนี้โดยเฉพาะ แม้รูปลักษณ์และหนังที่ใช้จะเปลี่ยนไปแต่โนร่าบอกว่าความตั้งใจในการสืบทอดเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นยังเหมือนเดิม

“Legacy ที่สืบทอดมาตลอดคิดว่าเป็นการที่เราคำนึงถึงคุณค่าและความซื่อสัตย์กับลูกค้า นั่นก็คือเราพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า อย่างวัตถุดิบที่คุณแม่บอกว่ากระเป๋านักเรียนยุคแรกต้องเป็นหนังควายเพราะคงทน วิธีคิดนั้นก็ถูกส่งต่อมาตลอด

“ถึงตอนนี้เราจะเปลี่ยนมาทำกระเป๋าที่ไม่ใช่หนังร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากทุกอย่างเปลี่ยน คนอยากได้กระเป๋าหนังเทียมและกระเป๋าผ้า เราก็จะมีแตกไลน์ออกมาเป็นกระเป๋าสไตล์อื่นโดยคิดตลอดเวลาว่าจะทำยังไงให้สิ่งที่เราเลือกมาดีที่สุดสำหรับลูกค้าหรือมีฟังก์ชั่นดีที่สุด”

จากกระเป๋าสตางค์และกระเป๋าเดินทางรุ่นดั้งเดิมในยุคแรก JACOB จึงพัฒนารุ่นสินค้าทั้งกระเป๋าสตางค์รุ่นที่โมเดิร์นขึ้นและมีฟังก์ชั่นหลายแบบมากขึ้น กระเป๋า crossbody & shoulder bag สำหรับผู้ชายและ handbag สำหรับผู้หญิง

“เจนฯ 1 จะเป็นการเริ่มต้นธุรกิจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมา เจนฯ 2 เป็นการต่อยอดและขยายเข้าห้าง ส่วนเจนฯ 3 เราก็รู้ว่าพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ก็คือความท้าทายที่กำลังเจอ คนเริ่มหันมาซื้อทางออนไลน์จึงต้องมี online experience เพิ่มเข้ามาด้วย” โนร่าเล่าถึงการปรับตัว

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เข้าไปดูสินค้าได้หลากหลายเป็นผลงานของทายาทรุ่น 3 อย่างโนร่าและอนณที่มีเรื่องราวหลังบ้านต้องจัดการมากมาย ทั้งการขาย โอเปอเรชั่น การจัดการข้อมูลหลังบ้าน การเพิ่มประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งอนณที่เชี่ยวชาญด้านไอทีโดยเฉพาะได้เข้ามาช่วยดูแล โดยเรื่องราวหลังบ้านเหล่านี้เป็นข้อมูลสำหรับนำไปพัฒนาสินค้าและการขายให้ดีขึ้น ทั้งการหมุนสต็อก พฤติกรรมการซื้อ ความชื่นชอบของลูกค้าไปจนถึงออกแบบคอลเลกชั่นใหม่ 

Yesterday’s Tomorrow Collection 

หนึ่งในอินไซต์ที่โนร่าได้จากคนรอบตัวคือผู้คนยังคิดถึงกระเป๋านักเรียนในความทรงจำอยู่แต่ไม่มีตัวเลือกจาก JACOB ให้ใช้ โจทย์ตั้งต้นของทายาทรุ่น 3 คือการดีไซน์กระเป๋าที่คนรุ่นมิลเลนเนียล หรือเจนฯ Z สามารถกลับมาใช้กระเป๋าของแบรนด์ได้แม้จะไม่ได้ไปโรงเรียน

“ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว เริ่มจากเพื่อนอยากได้กระเป๋านักเรียนที่ย่อมาเป็นกระเป๋าจิ๋วที่สามารถพกพาไปได้นอกรั้วโรงเรียน เราก็เก็บโจทย์นี้ไว้ในใจและพยายามคิดมาตลอดว่าจะทำยังไงให้แบรนด์มี signature bag โดยที่เราลืมไปว่าเรามีกระเป๋านักเรียนอยู่แล้ว”  

อนณเสริมโนร่าว่าโจทย์ของแบรนด์ชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อชวนดีไซเนอร์มาคุยกัน “ในวันที่เราไปคุยกับคุณศรันย์ โจทย์ของคุณโนร่าคือแค่คิดว่าอยากดีไซน์กระเป๋าเฉยๆ อยากคอลแล็บกันออกมาเป็น Spring/Winter collection พอไปคุยกันแล้ว คุณศรัณย์อยากเล่าเรื่องและเอาดีเอ็นเอของกระเป๋านักเรียนมาใส่ในกระเป๋าทรงใหม่ ซึ่งก็ตอบโจทย์ของแบรนด์ที่ลืมไปแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน เราไม่ได้ให้โจทย์เขา แค่มีโจทย์ในใจ แต่พอไปคุยกันกลายเป็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายตอบโจทย์ในใจของกันและกันโดยไม่รู้มาก่อน”

รัศมีวรรณโชว์กระเป๋าคอลเลกชั่นล่าสุดให้ดูพร้อมบอกว่า “รายละเอียดทุกอย่างของกระเป๋าเล่าเรื่อง ได้หมดเลย บอกได้ว่ากระเป๋ารุ่นนี้เขามีพ่อแม่นะ”

ไอเดียของศรันย์คือฉายไฟฉายย่อส่วนใส่กระเป๋านักเรียน กล่าวคือนำดีเอ็นเอของกระเป๋านักเรียนมาอยู่ในกระเป๋านอกรั้วโรงเรียน 11 ทรง โดยต่อยอดจากทรงกระเป๋ารุ่นปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว ออกมาเป็นกระเป๋า tote bag, handbag, wallet, Crossbody, messenger, slim bag

กระบวนการถ่ายทอดดีเอ็นเอของกระเป๋านักเรียนนั้นคือวิธีที่ศรัณย์เรียกว่า “รื้อ หั่น พลิก ย้าย สลับ ปะ” นำเอกลักษณ์ของ JACOB รุ่นดั้งเดิม เช่น ช่องพ็อกเก็ตที่ใส่ของที่เคยอยู่ข้างในกระเป๋านักเรียนย้ายมาอยู่ข้างนอกทั้งข้างหลังและข้างหน้าของกระเป๋าคอลเลกชั่นใหม่ รักษาสไตล์เส้นสายการต่อตะเข็บที่เอียงและไม่อยู่ตรงกลางเหมือนกระเป๋ารุ่นแรก เอาสายคาดที่เคยอยู่บนกระเป๋านักเรียนมาแปะบนกระเป๋าธนบัตร ปรับทรงของ tote bag ที่มีอยู่แล้วให้เฟี้ยวมากขึ้นโดยอิงโครงสร้างจากกระเป๋านักเรียนที่สุด 

สิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจนคือจากสีดำสุขุมของกระเป๋าถูกแปลงโฉมเป็นสีสันสดใส โดยทำทรงที่ล้อกับเสน่ห์ของกระเป๋านักเรียนที่ศรัณย์มองว่ามีสไตล์ความเป็นยูนิฟอร์มที่มีความญี่ปุ่นและอเมริกันผสมกัน ความพิเศษคือคอลเลกชั่นนี้ยังเป็นครั้งแรกที่แบรนด์เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือก customize ได้ด้วยตัวเองทั้งประเภทและสีสันของหนังซึ่งนับเป็นความท้าทายใหม่เพราะศรัณย์มองว่า JACOB มีเสน่ห์อยู่แล้ว จึงไม่อยากออกแบบเองทั้งหมดแต่อยากให้เหล่าแฟนคลับแบรนด์ได้มีส่วนร่วมในการ customize กระเป๋าด้วยตัวเองจากหนังมากมายในโรงงาน JACOB ที่ศรัณย์ไปเจอแล้วรู้สึกว่ามีความพิเศษทั้งหนังนำเข้า หนังแฟนซี หนังเรียบ หนังขัดลาย หนังปั๊มลาย หนังอัดเม็ดที่มีสีให้เลือกเยอะ หนังรุ่นพิเศษต่างๆ

อนณเล่าถึงงานเบื้องหลังว่าสิ่งสำคัญที่ได้จากการทำแคมเปญนี้คือเก็บข้อมูลเพื่อกำหนดทิศทางแบรนด์ในอนาคตว่ารุ่นไหนในคอลเลกชั่นนี้ที่ขายดีและคนชื่นชอบมากที่สุด

“ฟีดแบ็กที่เราได้จากอินฟลูเอนเซอร์และลูกค้าที่วอล์กอินมานั้นจะเป็นคนละอย่าง อินฟลูเอนเซอร์จะชอบความท้าทายที่เขาได้ customize สนุกกับประสบการณ์ที่ได้คิด สร้างสรรค์ ดีไซน์เอง และแกะสินค้าผ่านกล่อง แต่ลูกค้าที่เดินเข้ามาบางคนจะบอกว่า เลือกไม่ถูกก็มี อยากซื้อแบบที่เห็นแล้วสวย ชอบเลย อย่างรุ่นที่เซอร์ไพรส์ว่าคนสนใจเยอะพอสมควรคือ tote bag”

ผลลัพธ์จากการจัดนิทรรศการครั้งนี้คือรัศมีวรรณรู้สึกได้ถึงความประทับใจในแบรนด์ที่มั่นคงของลูกค้า 

“หลังจากจัดนิทรรศการไป ทุกคนก็บอกยังจำได้และคิดถึงกระเป๋าในสมัยก่อนอยู่เลย ได้ความทรงจำเก่าๆ กลับมา ก็ทำให้รู้สึกว่ายังมีคนที่รักกระเป๋านักเรียน JACOB อยู่มาก เพราะชีวิตในรั้วโรงเรียนก็มีประสบการณ์ในวัยนั้นอยู่หลายปี ใช้กระเป๋าใบเดียวทุกวันแบบนี้” 

ส่วนสายไอทีอย่างอนณก็ประทับใจศาสตร์การทำงานฝีมือที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

“สำหรับผมสิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดแล้วก็สนุกด้วย คือขนาดที่ผมเองก็อยู่กับกระเป๋านักเรียนและกระเป๋าหนังมาทั้งชีวิต ผมเพิ่งมาได้เข้าใจรายละเอียดเรื่องการทำแพตเทิร์นต่างๆ ในปีที่แล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้ผมชื่นชมงานฝีมือมากขึ้นเพราะเป็นสิ่งที่ผมซึ่งเรียนไอทีมาไม่ได้มีมาก่อน ทำให้ได้สัมผัสถึงขั้นตอนต่างๆ ที่ละเอียดมาก อย่างการทำให้มี 2 สีในใบเดียวนั้นก็ไม่ง่ายเลย ต้องมีชั้นเชิง” 

โนร่าสรุปเส้นทางการเรียนรู้ตั้งแต่ทำ JACOB มาว่าความท้าทายใหญ่ๆ ที่เธอเจอมาก็มีหลายแบบ แบบแรกคือเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจที่เจอปัญหาตลอด

“เคยคุยกับคุณแม่ว่าทำไมเวลาเราแก้ปัญหาเสร็จแล้ว ทำไมปัญหายังกลับมาเหมือนเดิม จริงๆ ควรแก้แล้วก็แก้ไปเลย คุณแม่ก็เลยบอกว่าการทำธุรกิจมันก็เป็นแบบนี้  มันก็เหมือนกับฝุ่นที่กลับมาแล้วเราก็ต้องปัดไป”

เป็นปัญหาที่วนกลับมาและต้องหมั่นแก้ ต้องหมั่นทำความสะอาดและปัดฝุ่นทิ้งไปให้แบรนด์ยังมีความสดใหม่อยู่เสมอ เหมือนการเปลี่ยนภาพจำของกระเป๋านักเรียนให้ป๊อปนอกรั้วโรงเรียนอย่างในคอลเลกชั่นนี้นั่นเอง     


ข้อมูลติดต่อ :
Facebook : https://www.facebook.com/sbjacobbag
Instagram : https://www.instagram.com/sb_jacob
Website : https://jacob.co.th

Writer

Part-Time Columnist, Full-Time Villager ผู้คราฟต์สตอรี่และสิ่งของ Ig : rata.montre

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like