Golden Era
‘โกลเด้นรีทรีฟเวอร์’ จากหมาเหลืองตกเกรด ถูกเพาะพันธุ์ในคฤหาสน์ สู่สุนัขผู้นำการเมือง
ทุกวันนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าหมาสีทองสุดแสบอย่างโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ชนิดที่ถ้าใครฝันจะมีบ้านสักหลัก มีครอบครัวเล็กๆ เชื่อว่าในภาพฝันนั้นน่าจะต้องมีเจ้าหมาสีทองนี้เป็นสมาชิกในครอบครัว
เจ้าโกลเด้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กับครัวเรือนของเรามาอย่างเนิ่นนาน ทว่าถ้าเรามองย้อนไปสัก 20-30 ปี เจ้าสี่ขาหมาน้อยประจำบ้านอาจจะยังไม่มีภาพโกลเด้นรีทรีฟเวอร์แต่เป็นภาพเยอรมันแชปเพิร์ดหรือหมาใหญ่พันธุ์อื่นๆ หลายบ้านอาจจะมีบีเกิล มีดัลเมเชียน และแน่นอน หลายยุคในบ้านขนาดย่อมลงมาหน่อย ก็มักจะเลี้ยงหมาเล็กกว่านั้นเช่นพูเดิลหรือชิห์สุ

เจ้า ‘สุนัขสายพันธุ์ยอดนิยม’ จึงค่อนข้างสัมพันธ์กับยุคสมัย
ถ้าเรามองช่วงเวลาของหมายอดฮิตจากการจัดอันดับของสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขซึ่งเริ่มจัดอันดับสุนัขยอดฮิตพร้อมๆ กับความนิยมในการเลี้ยงสุนัขอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีการจัดการสายพันธุ์และการประกวด เราก็จะเห็นลำดับหมายอดนิยมซึ่งตั้งแต่ทศวรรษ 1910 เรื่อยมานั้นยังไม่มีเจ้าสุนัขกลุ่มรีทรีฟเวอร์
กระทั่งช่วงทศวรรษ 1990 ใกล้จะปี 2000 เจ้าโกลเด้น ถึงจะเริ่มเฉิดฉาย ด้วยขนสีทอง อุปนิสัยอันน่ารัก ใจเย็น และรักเด็กซึ่งสัมพันธ์กับการเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านโดยเฉพาะชนชั้นกลางและความฝันอเมริกันในปัจจุบัน


ถ้าเราย้อนไปอย่างเร็วๆ เราก็อาจเริ่มเห็นถึงพลังของวัฒนธรรมและบริบท ซึ่งมาสัมพันธ์กับเจ้าหมาน้อยที่เราพบได้ในบ้านเรือน เช่นในทศวรรษ 1920 สุนัขที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือเยอรมันแชปเพิร์ด นอกจากแชปเพิร์ดแล้ว
ในช่วงปี 1905-1935 ผู้ท้าชิงสำคัญคือสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ สายพันธุ์ที่ทุกวันนี้ขึ้นชื่อว่าปัญญาอ่อนหนัก แต่ในทศวรรษดังกล่าว พวกมันมีบทบาทสำคัญในพื้นที่แถบขั้วโลกเหนือ เป็นสุดยอดเพื่อนที่ดีของมนุษย์ ในปี 1925 ถึงขนาดสร้างวีรกรรมลากเลื่อนไม่พักเพื่อนำส่งวัคซีนไปยังหมู่บ้านห่างไกล
หลังจากนั้นนิดหน่อย ทศวรรษ 1950 เป็นเจ้าบีเกิลซึ่งมีชื่อเสียงจากสนูปปี้ สุดท้ายหนึ่งในสุนัขยอดฮิตยาวนานก็คือสุนัขพันธุ์พูเดิลซึ่งได้รับความนิยมตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ยาวมาจนถึงทศวรรษ 1980 ทำให้บ้านเราเองที่ได้รับอิทธิพลการพัฒนาจากอเมริกา เด็กเจนฯ ซี ไม่ว่าจะเป็นบ้านคนไทยหรือคนไทยเชื้อสายจีน อากงอาม่า พ่อแม่ ป้าน้าของเรามักจะมีพูเดิลเลี้ยงในบ้านเสมอ ซึ่งพูเดิลเองเป็นที่นิยมในอเมริกา มีสินค้าที่เกี่ยวข้องเช่นตุ๊กตา กล่องดนตรี
จากที่กล่าวมาอย่างยืดยาว เราจะเริ่มเห็นบริบทที่น่าสนใจว่าหมาน้อยในครัวเรือนของเรามีรายละเอียดและบริบทวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อเนื่องมาสู่ความนิยมของพวกมัน กลับไปที่เจ้าโกลเด้น ในแง่ของสายพันธุ์ โกลเด้นเป็นหมาที่แต่เดิม ‘ไม่เข้าลักษณะ’ ในกิจกรรมการเลี้ยงสุนัขซึ่งสมัยก่อนมักเลี้ยงไว้เพื่อล่าสัตว์ แต่โกลเด้นเป็นสุนัขที่มีขนสีทอง ใช้ล่าสัตว์ได้ไม่ดี แต่พวกมันก็มีคุณสมบัติที่ดีในการเป็นผู้ช่วยล่าของมนุษย์
แต่ทว่าเรื่องน่าสนใจของโกลเด้นคือพวกมันได้รับการเพาะพันธุ์ขึ้นในคฤหาสน์ในสกอตแลนด์ ก่อนที่จะค่อยๆ ได้รับการยอมรับและมาโด่งดังในอเมริกา เริ่มมีภาพของโกลเด้นที่สัมพันธ์กับการใช้สุนัขทางการทหาร การเป็นเพื่อนคู่กายของผู้นำประเทศ และการเป็นดาราใหญ่

คฤหาสน์ในสกอตแลนด์และหมาขนเหลืองที่ถูกทิ้ง
เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์หรือที่มาโดยเฉพาะในเรื่องเล็กๆ หน่อยเช่นกิจกรรมการเลี้ยงสุนัข การพัฒนาสายพันธุ์สุนัข ในยุคเช่นร้อยปีหรือสองร้อยปีก่อน ใช้วิธีการรวบรวมหลักฐานต่างๆ ซึ่งบางส่วนเป็นเรื่องเล่า ไม่ได้มีข้อสรุปแน่นอนเป็นข้อเท็จจริง
กรณีการพัฒนาสายพันธุ์โกลเด้นก็เช่นกัน เรื่องเล่ามาตรฐานมักจะให้เกียรติว่าเป็นผลงานของขุนนางท่านหนึ่งและการเพาะเลี้ยงขึ้นในคฤหาสน์กิซากาน (Guisachan) แปลว่าที่ของต้นเฟอร์ (the place of the firs) โดยขุนนางที่มีชื่อว่าลอร์ดทวีดเมาท์ หรือดัดลีย์ คูตส์ มาร์ชแบงก์ส (Dudley Coutts Marjoribanks)
แต่ก่อนเชื่อว่าท่านลอร์ดซื้อสุนัขมาจากคณะละครสัตว์และประทับใจในการล่าสัตว์ของมัน ท่านลอร์ดจึงนำไปผสมกับสุนัขพันธุ์บลัดฮาวนด์ (Bloodhound) ที่มีสีทรายทำให้เป็นบรรพบุรุษของโกลเด้น
ตำนานดังกล่าวถูกเล่าอย่างพร่าเลือนมาจนถึงทศวรรษ 1950 เรื่องราวการผสมพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวแรกจึงได้รับการเปิดเผยเมื่อมีการเผยแพร่บันทึกส่วนตัวของลอร์ดทวีดเมาท์ บันทึกเล่าถึงรายละเอียดการเพาะเลี้ยงสุนัขในรายละเอียดมากขึ้นว่าลอร์ดไปได้สุนัขสีเหลืองอ่อนมาจากช่างทำรองเท้าและเพาะพันธุ์จนกลายเป็นบรรพบุรุษสีทองของโกลเด้นทั้งปวงในเวลาต่อมา

ก่อนจะเปิดบันทึก ขอเล่าถึงภาพการเลี้ยงสุนัขในฐานะกิจกรรมของผู้มีอันจะกินในปลายศตวรรษที่ 19 ในยุคนั้นผู้มีอันจะกินมีกิจกรรมยามว่างในการเพาะและพัฒนาสายพันธุ์ สำหรับคฤหาสน์กิซาเกน เป็นคฤหาสน์นอกเมืองของตระกูลมาร์ชแบงกส์ เป็นพื้นที่สำคัญในการล่ากวางและล่าสัตว์ต่างๆ การเพาะเลี้ยงสุนัขจึงมักเป็นสุนัขเพื่อการใช้งานเฉพาะซึ่งคือการพัฒนาเพื่อใช้ในการล่าสัตว์
อันที่จริง สุนัขจำนวนมากที่เรารู้จัก ในยุคเฟื่องฟูของกิจกรรมการพัฒนาสายพันธุ์ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์ทั้งสิ้น แล้วแต่ว่าจะนำไปใช้ในการล่าอะไร เช่นสุนัขใหญ่จำพวกฮาวนด์ ถูกใช้ในการล่าตั้งแต่ครั้งโบราณที่พวกมันมีหน้าที่เข้าติดตามและขย้ำเหยื่อโดยตรง
สุนัขกลุ่มรีทรีฟเวอร์หรือกลุ่มที่มีขนาดกลางลงมาค่อนข้างสัมพันธ์กับเกมการล่าที่ใช้ปืนยิง สุนัขเหล่านี้มีหน้าที่ตามกลิ่น ไล่สัตว์ และกลับไปคาบสัตว์ปีกทั้งหลายที่ถูกยิงตกแล้วกลับมาคืนเจ้านาย กระทั่งหมาน้อยขาสั้นเช่นดัชชุนก็ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อล่าสัตว์ตัวเล็กๆ ที่อยู่ตามพื้นท่ีเช่นกระต่ายป่าหรือใช้ดมกลิ่นติดตาม
สุนัขกลุ่มรีทรีฟเวอร์ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ในฐานะสุนัขล่ากลุ่ม ‘กัดไม่หนัก (soft mouths)’ เป็นสัตว์กินเนื้อที่มีแรงกัดปานกลาง เป็นสิ่งบ่งชี้ของการเข้าสังคม ฝึกเลี้ยงได้ จุดเด่นของสุนัขปากเบาประเภทนี้คือพฤติกรรมที่พวกมันมักจะงับ หยิบ และคาบสิ่งต่างๆ ไว้ ทำให้มนุษย์เรามาฝึกเลี้ยงเพื่อให้พวกมันไปนำสิ่งต่างๆ กลับมา ซึ่งก็สมกับชื่อกลุ่มสายพันธุ์คือ Retrieve ที่แปลว่านำกลับ ดึงกลับ ส่วนในการฝึกเลี้ยงนั้นก็นำมาซึ่งนิสัยอื่นๆ อย่างการชอบเอาอกเอาใจ ใจเย็น มีความอดทนอดกลั้นสูง เชื่อฟังคำสั่ง
ทีนี้ กลับมาที่ลอร์ดทวีดเมาท์ บันทึกระบุว่าดัดลีย์ไปได้สุนัขรีทรีฟเวอร์สีเหลืองอ่อนมาจากช่างทำรองเท้าคนหนึ่ง ในตอนนั้นสุนัขรีทรีฟเวอร์มีการเลี้ยงและใช้ล่าสัตว์แล้ว แต่มีความเชื่อว่าสุนัขล่าสัตว์ที่ดีต้องมีสีเข้ม เช่นดำหรือน้ำตาลอมแดง อาจจะด้วยความคิดเรื่องการพรางตัวและความเชื่อต่างๆ ดังนั้น เราอาจอนุมานได้ว่า เจ้าสุนัขสีเหลืองอาจเป็นลูกสุนัขที่ถูกทิ้งขว้าง ไม่เป็นที่ต้องการ ซึ่งช่างรองเท้าก็อาจจะไปได้มาจากบ้านของผู้ดีสักคน

นั่นคือจุดเริ่มตามบันทึก สุนัขสีเหลืองที่มีขนเป็นคลื่นสวยจากช่างรองเท้าได้ชื่อว่าเจ้า นูร์ (Nous) และท่านลอร์ดก็ได้นำไปผสมกับเจ้าเบล (Belle) สุนัขพันธุ์ Tweed Water Spaniel ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว โดยลักษณะสุนัขกลุ่มสเปเนียล และการมีชื่อกลุ่ม Water เป็นสุนัขขนาดกลาง และมีคุณสมบัติว่ายน้ำเก่ง การผสมของสองสายพันธุ์ทำให้เกิดสุนัขล่าที่ทั้งมีขนเป็นคลื่นสวย ทั้งเชี่ยวชาญการล่าบนบกและในน้ำ เชื่อฟังคำสั่ง สุภาพเรียบร้อย เรียกได้ว่าครบครัน
สำหรับการสืบสายเลือดของเจ้านูร์และเบล ลูกหลานครอกแรกของพวกมันสามตัวคือครอคัส (Crocus) คาวสลิป (Cowslip) และพริมโรส (Primrose) ซึ่งถือกันว่าเป็นโกลเดนรีทรีฟเวอร์ชุดแรกของโลก
หลังจากนั้นการกระจายตัวของโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ส่วนใหญ่เป็นการที่คฤหาสน์หรือทางตระกูลมาร์ชแบงก์สส่งต่อกันในครอบครัว หรือมอบให้เป็นของขวัญ เจ้าโกลเด้นในยุคแรกๆ ถือเป็นสุนัขพิเศษของครอบครัวที่สืบทอดหรือเป็นมิตรสหายของครอบครัวชนชั้นสูง
อันที่จริง ตรงนี้ก็มีข้อเสนอเช่นว่า ประวัติศาสตร์การพัฒนาโกลเด้นอาจซับซ้อนกว่านั้น เช่นการที่ภาพพิมพ์หรือนิตยสารก่อนปี 1865 ที่บันทึกว่าได้เจ้านูส์มา มีภาพสุนัขที่หน้าตาเหมือนรีทรีฟเวอร์ หรือสุนัขสายพันธุ์ใกล้เคียงที่มีสีเหลืองแล้ว เช่นภาพพิมพ์ในพระตำหนักบาลมอรัล ซึ่งเป็นภาพสุนัขที่มีฉากหลังที่น่าจะเป็นพระราชวังวินด์เซอร์พร้อมด้วยภาพของพระนางเจ้าวิคตอเรียและเจ้าชายอัลเบิร์ตพระสวามี
ภาพพิมพ์เป็นสิ่งสะท้อนมิตรภาพของตระกูลมาร์ชแบงก์สและราชสำนักอังกฤษ ซึ่งตัวต้นฉบับภาพพิมพ์นั้นก็มาจากคฤหาสน์กิซากานนั่นแหละ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าคฤหาสน์อาจมีสุนัขสีเหลืองก่อนทศวรรษ 1840 ซึ่งก็อาจจะมีการนำมาผสมข้ามสายพันธุ์ด้วย
รวมถึงข้อสังเกตว่าในยุคนั้นมีกลุ่มสีที่เรียกว่ากลุ่มสีเหมือนตับ (liver colour) ซึ่งหมายถึงสีขนสุนัขที่หมายถึงสีน้ำตาลแบบกว้างๆ ซึ่งรวมถึงสีทองด้วย และต่อมาเจ้าสีโกลเด้นที่ว่าก็ดูจะครอบคลุมไปถึงสีเฉดออกแดง ตรงนี้ก็สัมพันธ์กับการแยกสายของลูกๆ ของเจ้านูร์ เช่น ลูกชายคนหนึ่งได้เจ้าครอคัสไป และมีสุนัขพันธุ์เซตเตอร์ (Setter) สีแดงเข้ม ซึ่งอาจอธิบายเฉดสีแดงเข้มได้ มีรุ่นหลานที่ได้ลูกๆ อีกครอกไปและนำไปเพาะพันธุ์ต่อที่ดอร์เซต (Dorset) เป็นอีกหนึ่งสายของโกลเด้นที่มีชื่อเสียง
กระทั่งการที่โกลเด้นเดินทางไปถึงอเมริกาก็สัมพันธ์กับการที่ลูกชายคนเล็กของลอร์ดชื่ออาร์ชี่ เดินทางมาตั้งถิ่นฐานทำฟาร์มที่เท็กซัส ซึ่งพาโกลเด้นน้อยมาหนึ่งตัวชื่อ ‘Sol’ มาเลี้ยงด้วย หลังจากนั้นอาร์ชี่เดินทางไปแคนาดาเพื่อรับตำแหน่งเลขานุการให้กับข้าหลวงซึ่งเป็นน้องเขย ตอนนั้นก็พาโกลเด้นเพศเมียอีกตัวไปยังแคนาดา ซึ่งสุดท้ายเจ้าโกลเด้นเพศเมียที่ชื่อเลดี้ก็กลับไปยังอังกฤษในทศวรรษ 1890 และผลิตลูกหลานต่อ

จากสุนัขขุนนาง สู่หมาที่ส่งสัญญาณในสื่อ
เจ้าโกลเด้นเริ่มกระจายตัวไปทั่วโลก มีการผลิตลูกหลาน มีฟาร์มและมีการกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ทั้งในอังกฤษและอเมริกาในราวทศวรรษ 1920-1930 คือได้ชื่อว่าเป็นโกลเด้นรีทรีฟเวอร์อย่างเป็นทางการ
จุดเปลี่ยนสำคัญของโกลเด้นคือเรื่องของสื่อ ในช่วงทศวรรษ 1920-1930 เป็นยุคซึ่งโลกคุกรุ่นไปด้วยสงคราม อิทธิพลหรือภาพของสุนัขในยุคนั้นสัมพันธ์กับพื้นที่ทางการทหารและการปกครอง หมาที่ได้รับความนิยมเป็นสุนัขอารักขา โดยเฉพาะเจ้าเยอรมันแชปเพิร์ดซึ่งทั้งนุ่มนวลและดุดัน ยุคหลังจากนั้นเล็กน้อยคือการมาถึงของสุนัขบ้านสำคัญคือเจ้าแลสซี่พันธุ์รัฟ คอลลี่ สุนัขดาราในหนัง Lassie Come Home เล่าเรื่องการเป็นเพื่อนคู่ใจของมนุษย์ในช่วงเวลาคับขันคือสงครามโลก

จากสุนัขสงครามและสุนัขบ้านที่จงรักภักดี สะท้อนความคิดเรื่องคุณธรรมที่สัมพันธ์กับการทหาร ในยุคสงครามเวียดนาม การใช้สุนัขรูปแบบใหม่นอกจากสุนัขอารักขา คือการใช้สุนัขประเภทตรวจสอบติดตาม (tracking dog) ซึ่งก็คือเจ้าหมาสายพันธ์ุรีทรีฟเวอร์ทั้งโกลเด้นและลาบราดอร์ ขึ้นมามีบทบาทสำคัญ และกลายเป็นสัตว์คู่ใจที่พบเห็นได้ในหน้าสื่อ
การเปลี่ยนแปลงของสุนัขใช้งานที่เพิ่มฟังก์ชั่น สอดคล้องกับอีกหลายมิติ แต่ในที่สุดในยุคสงครามเย็น ภาพของสุนัขที่อ่อนโยนขึ้น สง่างาม เป็นมิตร เชื่อฟัง ยิ่งได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายเมื่อประธานาธิบดีของสหรัฐฯ มีโกลเด้นและลาบราดอร์เป็นสุนัขประจำทำเนียบ


เริ่มจากเจ้าลิเบอร์ตี้ โกลเด้นคู่ใจของประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ในสมัยนั้นทำเนียบขาวและรัฐบาลเริ่มมีการใช้สื่อของตัวเองแล้ว ภาพของทำเนียบขาวมักปรากฏเจ้าลิเบอร์ตี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของภาพการทำงานของประธานาธิบดี เป็นส่วนหนึ่งที่มีนัยความหมายทางการเมือง ทั้งยังทำให้พื้นที่การบริหารของอเมริกาดูเป็นมิตร และตอบสนองกับมวลชนด้วย


จากยุคประธานาธิบดีฟอร์ด โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เป็นอีกหนึ่งประธานาธิบดีที่ใช้สื่อได้อย่างทรงพลัง เรแกนเองก็มักปรากฏตัวพร้อมกับโกลเด้นและลาบราดอร์อยู่ข้างกาย หลังจากนั้นบิล คลินตัน ก็มีเจ้าสุนัขสีทองเช่นกัน ในทศวรรษ 1980-1990 สองหมาเหลืองจึงเริ่มเข้าสู่สายตาและความนิยมของผู้คน เกิดเป็นดาราฮอลลีวูด ซีรีส์ซิตคอมสุดดังคือ Full House (ปลายทศวรรษ 1980) ก็มีโกลเด้นสุดน่ารักเป็นสมาชิกในครอบครัว หลังจากนั้นก็มีหนังเป็นของตัวเองคือ Air Bud (1997)

ภาพของโกลเด้นมีความซับซ้อนซึ่งเติบโตไปกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม กระทั่งการเมืองอเมริกาและการเมืองโลก การเติบโตของโกลเด้นสัมพันธ์กับการเติบโตของกลุ่มชนชั้นกลาง โกลเด้นและลาบราดอร์เป็นสุนัขกลุ่มที่ ‘ไม่กัด’ เป็นมิตร พวกมันเติบโตขึ้นพร้อมกับวิถีชีวิตของชนชั้นกลางอเมริกัน การมีบ้านขนาดกะทัดรัดในชานเมือง ความเป็นมิตร รักเด็ก ซื่อสัตย์ เชื่อฟัง ขนาดที่กำลังพอเหมาะกับครอบครัวเดี่ยว
ความสวยงามของพวกมันเช่นท่าทาง ขนสีทองเป็นที่จับตาและใช้ในสื่อและโฆษณาจนกลายเป็นระดับไอคอนของทีวีและสื่ออเมริกัน คู่เปรียบสำคัญของโกลเด้นคือพิตบูลล์ซึ่งมีนัยทางวัฒนธรรมตรงข้ามกัน พอเทียบกันเราก็พอจะเห็นภาพมิติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกลางที่มีระเบียบเรียบร้อยอยู่ในความฝันอเมริกันชานเมือง กับอีกยุคที่พิตบูลล์จะเป็นสัตว์เลี้ยงดุดันที่ชนชั้นกลางที่ตั้งอกตั้งใจทำงานไม่เลือกที่จะเลี้ยง
ความเฟื่องฟูขึ้นของโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ได้รับการนิยามว่าเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง นอกจากในอเมริกาที่ขยายตัวมาจนถึงบ้านเราแล้ว ในพื้นที่การเมืองเช่นที่อินเดียเองประวัติศาสตร์การขยายตัวของโกลเด้นก็สัมพันธ์กับการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
การที่เจ้าชายและมหาราชาเริ่มเพาะพันธุ์พวกมันเพื่อใช้ในการล่าสัตว์ พวกโกลเด้นที่ดินแดนภารตะได้รับคำยกย่องจากพลังงานอันเหลือล้น การไล่นกเป็ดน้ำได้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย การวิ่งตะลุยไปในบึงโคลนได้ทั้งวันทั้งคืน ภายหลังพวกมันก็เป็นเพื่อนตัวโปรดในพื้นที่แถวหน้าทางการเมืองด้วยเช่นการเป็นสุนัขตัวโปรดของนางอินทิรา คานธี

สุดท้ายเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ เป็นอีกหนึ่งตัวแทนหมู่บ้านจากสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนานและสอดคล้องกับบริบทในขณะนั้น จากบทบาทการร่วมไล่และล่านก เป็ด ไก่ฟ้า ถึงยุคสมัยของการทำงานในสงครามเวียดนาม และการที่ขนสีทอง ความใจดี และท่าทีภูมิฐานแต่ร่าเริงของมันกลายเป็นตัวแทนหนึ่งของบ้านและของครอบครัวอันอบอุ่นปลอดภัย
ความสำคัญของโกลเด้นจึงค่อนข้างมีความซับซ้อน และแน่นอนว่าพวกมันก็ไปสัมพันธ์กับเศรษฐกิจอีกหลายมิติ ทั้งการเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยม กิจการฟาร์ม บางที่เจ้าโกลเด้นช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว พวกมันนำไปสู่การเป็นดาราหน้ากล้อง ขับเคลื่อนค่านิยมบางอย่างแบบอเมริกัน นำไปสู่การเติบโตของตลาดสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เป็นดาราโฆษณา และแน่นอน เป็นตัวแสบในบ้านที่คุณจะคิดถึงมันทุกวัน
อ้างอิงข้อมูลจาก
- blogs.loc.gov/headlinesandheroes/2023/05/americas-popular-dog-breeds-1900-1960
- grca.org/about-the-breed/breed-history/the-origins-of-the-golden-retriever-revisited
- marjoribanks.net/lord-tweedmouths-golden-retrievers
- akc.org/expert-advice/dog-breeds/golden-retriever-history
- reddit.com/r/AskHistorians/comments/jidkbe/when_and_how_did_labs_and_golden_retrievers
- salon.com/2021/07/04/american-dog-breed-frenchie-pit-bull-golden-retriever
- economictimes.indiatimes.com/news/politics-and-nation/from-most-loved-to-most-abandoned-the-150-years-long-story-of-golden-retriever-dogs/articleshow/65169997.cms?from=mdr#google_vignette