Gentle Monster vs Blue Elephant

จากกรณี Gentle Monster ฟ้อง Blue Elephant ฐานก๊อบปี้สินค้าและดีไซน์ร้าน

เรื่องราวที่สะเทือนวงการแฟชั่นในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นกรณีที่ Gentle Monster แบรนด์ที่จุดประกายกระแสแว่นกันแดดและแว่นสายตาสไตล์เกาหลีให้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ฟ้องร้อง Blue Elephant แบรนด์แว่นตาที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลีใต้เช่นเดียวกัน ว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและลอกเลียนแบบสินค้ากว่า 33 รายการ และพบว่ามีสินค้าถึง 13 รายการที่มีความคล้ายกว่า 99%

แม้แต่อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ซองใส่แว่น และการตกแต่งร้านที่สาขาเซี่ยงไฮ้และเมียงดง ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ Gentle Monster ทำให้ลูกค้าจำนวนมากสับสนระหว่างสองแบรนด์นี้และกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างมาก ถึงขนาดมีกระแสในโซเชียลมีเดียว่าเป็น ‘แบรนด์พี่น้อง’ ที่ผลิตจากโรงงานเดียวกัน โดย Gentle Monster ออกมาบอกแล้วว่าไม่เป็นความจริง

แล้วสาเหตุอะไรที่ทำให้ Blue Elephant เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และส่งผลกระทบต่อ Gentle Monster ยังไง รวมถึงกรณีนี้ให้บทเรียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่คนทำธุรกิจบ้าง ตามมาหาคำตอบผ่าน Recap ตอนนี้กันได้เลย

ทำไม Blue Elephant ถึงถูกเรียกว่าเป็น Gentle Monster ในราคาประหยัด

เท้าความก่อนว่า Gentle Monster เป็นแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 2011 เป็นที่รู้จักในฐานะแว่นที่เข้าใจ ‘โครงหน้าคนเอเชีย’ ได้ดีที่สุด ก่อนจะได้เจนนี่ BLACKPINK มาร่วมออกแบบแว่นกันแดดในคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า ‘JENTLE HOME’ จน sold out ทันทีที่เปิดขาย

นอกจากนี้ยังมีสไตล์การตกแต่งร้านอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะร้านในย่านซองซู-ดง กรุงโซล ที่ชื่อ ‘Gentle Monster House Nowhere’ โดดเด่นด้วยคอนเซปต์การจัดวางพื้นที่และการตกแต่งร้าน (spatial design) ที่เหมือนหลุดไปอยู่ในแกลเลอรีศิลปะล้ำสมัย รวมถึงมีรูปปั้นสุนัขดัชชุนขนาดใหญ่ ทำให้ร้านนี้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งใน ‘สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนในเกาหลี’ และทำให้แบรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่องมีหน้าร้านทั้งหมด 86 แห่งใน 16 ประเทศ รวมถึง 35 สาขาในประเทศเกาหลี และสาขาในสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส

ในขณะที่ Blue Elephant เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่ก่อตั้งในปี 2019 เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘แบรนด์พี่น้อง Gentle Monster’ ‘Gentle Monster รุ่นที่สอง’ ไปจนถึง ‘Gentle Monster ราคาประหยัด’ เพราะแว่นหลายรุ่นมีดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานคล้ายกัน ถึงขนาดที่ใช้เลนส์ของทั้งสองแบรนด์มาถอดเปลี่ยนใส่แทนกันได้ แต่ขายในราคาถูกกว่าประมาณ 4-6 เท่า โดยแว่นตา Blue Elephant มีราคาอยู่ในช่วงหลักพันต้นๆ ในขณะที่แว่นตา Gentle Monster มีราคาอยู่ในหลักหมื่นบาทขึ้นไป

ก่อนที่ประเด็นดราม่าจะรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเปิดร้านขนาดใหญ่ในชื่อ ‘Blue Elephant Space Seongsu’ ที่ย่านซองซู-ดง กรุงโซล ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางวา แต่มีคอนเซปต์การจัดวางพื้นที่และการตกแต่งร้านคล้ายกับแบรนด์รุ่นพี่อย่าง Gentle Monster แทบทุกกระเบียดนิ้ว ตัวอย่างที่เห็นชัดสุดคือ Blue Elephant สาขาเมียงดง ที่เปิดในปี 2024 มีการใช้วัสดุหินและการจัดวางประติมากรรมที่คล้ายคลึงกับร้าน Gentle Monster สาขาเซี่ยงไฮ้ที่เปิดในปี 2021 เป็นอย่างมาก

Gentle Monster จึงตัดสินใจให้ผู้เชี่ยวชาญทำการวิเคราะห์สแกน 3 มิติ และพบว่าแว่นตารุ่น ‘JEFF’ ที่เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2021 มีความคล้ายคลึงกับสินค้าของ Blue Elephant ถึง 99.9441% นอกจากนี้ยังมีสินค้าอย่างน้อย 33 รายการ ที่มีความคล้ายคลึงกันมากกว่า 90% โดยมีสินค้าถึง 13 รายการที่มีความคล้ายกว่า 99%

Gentle Monster ออกมาบอกว่านี่ไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจ แต่เป็นการก๊อบปี้สินค้าให้เหมือนกันแทบจะทั้งหมด แม้แต่ซองใส่แว่นที่ออกแบบในปี 2021 ก็ถูก CEO ของ Blue Elephant ไปจดทะเบียนซ้ำกันในดีไซน์ที่เหมือนกันในปี 2023 ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการยื่นคำร้องขอให้การจดทะเบียนนั้นเป็นโมฆะ

ด้าน Blue Elephant ออกมาโต้แย้งว่า ‘นี่เป็นเพียงข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาตามปกติ’ และเชื่อว่าสินค้าที่มีปัญหาไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของเกาหลี เพราะรูปทรงแว่นและการตกแต่งร้าน เป็นรูปแบบมาตรฐานที่นิยมใช้ทั่วไป ไม่มีแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งสามารถเป็นเจ้าของได้ อย่างแว่นกันแดดทรงสี่เหลี่ยม ก็คือแว่นกันแดดทรงสี่เหลี่ยมทั่วไปที่ใครก็เอาไปใช้ทำสินค้าได้

การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาส่งผลกระทบอะไรกับ Gentle Monster

แน่นอนว่าประเด็นหลักคือผลกระทบเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์ และเกิดการแข่งขันในโลกธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม และยังทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็น ‘แบรนด์พี่น้อง’ ด้วยการที่ Blue Elephant อ้างว่าผลิตจากโรงงานเดียวกัน แม้ภายหลัง Gentle Monster จะยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเองอยู่ในจีนและเวียดนาม

ส่วนเรื่องดีไซน์แว่น Gentle Monster ออกมาบอกว่าตัวเองต้องใช้ทีมงานกว่า 50 คนในการพัฒนาแว่นตาแต่ละรุ่น แต่ Blue Elephant ได้ขโมยผลงานไปโดยไม่ต้องลงทุนทำ R&D หรือวิจัยและพัฒนาสินค้าเองด้วยซ้ำ ถึงแม้สามปีที่ผ่านมา รายได้ของ Gentle Monster จะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจาก 410,000 ล้านวอนเป็น 790,000 ล้านวอน แต่ Blue Elephant กลับมีอัตราการเติบโตสูงกว่า โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า จาก 1,000 ล้านวอนเป็น 30,000 ล้านวอนเลยทีเดียว

ทาง IICOMBINED ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Gentle Monster จึงได้ยื่นฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญาในข้อหาละเมิดกฎหมายป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำให้มีการอายัดทรัพย์สินของ Blue Elephant กว่า 7 พันล้านวอน และล่าสุดในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลได้ออกหมายจับ CEO ของ Blue Elephant มาควบคุมตัว เพราะคดีมีความร้ายแรงและอาจจะมีการทำลายหลักฐานได้

กรณี Gentle Monster ฟ้อง Blue Elephant ให้บทเรียนอะไรกับคนทำธุรกิจ

ประเด็นหลักของเคสนี้คือ ‘เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา’ โดย Gentle Monster ชนะคดีนี้ได้จากใช้ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่แสดงผลการวิเคราะห์ความคล้ายคลึงกันของแว่นตาสูงถึง 99% จากการสแกน 3 มิติ ซึ่งถือเป็นวิธีการพิสูจน์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในคดีทรัพย์สินทางปัญญาด้านแฟชั่นของเกาหลี ธุรกิจอื่นที่สงสัยว่าสินค้าตัวเองถูกแบรนด์คู่แข่งละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ตรวจสอบได้เช่นกัน

แม้แต่เรื่องการตกแต่งร้านก็ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิดทางกฎหมายที่เรียกว่า ‘รูปลักษณ์ทางการค้า’ หรือ ‘trade dress’ ซึ่งเป็นการคุ้มครองภายใต้กฎหมายป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ยิ่งการตกแต่งร้านของ Gentle Monster มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง แตกต่างจากร้านอื่นอย่างชัดเจน และดีไซน์ร้านก็มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าสามารถขายในราคาที่สูงและกระตุ้นยอดขายได้

การที่อีกแบรนด์ลอกเลียนการตกแต่งร้าน ที่ไม่ได้เหมือนแค่สีร้าน การจัดวาง หรือเฟอร์นิเจอร์ แต่ภาพรวมคล้ายคลึงจนให้ความรู้สึกถึงร้านต้นฉบับ ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายรูปลักษณ์ทางการค้าได้แล้ว แบรนด์ไหนที่อยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง การออกแบบร้านให้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ และป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องการออกแบบร้านได้อีกทางหนึ่ง

ข้อพิพาทระหว่าง Gentle Monster และ Blue Elephant ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานสำคัญ ที่มองเรื่องการลอกเลียนแบบหรือก๊อบปี้สินค้าและดีไซน์ได้กว้างขึ้นมากกว่า ‘เรื่องสิทธิบัตร’ แต่ขยายขอบเขตของไปสู่ ‘เรื่องรูปลักษณ์ทางการค้า’ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ใครก็มาลอกเลียนแบบไม่ได้

ที่มา 

Writer

นักเขียนที่อยากเปลี่ยนเรื่องธุรกิจให้เป็นเรื่องสนุก และมีแมวกับกาแฟช่วยฮีลใจในทุกวัน

You Might Also Like