นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

เกมนี้ที่รักษ์

ยูโร 2024 กับการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่กว่านัดชิงชนะเลิศ และประตูชัยของเกมไม่ใช่ประตูทองแต่เป็นประตูเขียว!

Date : 14 มิถุนายน 2024
Match : ซูเปอร์แมตช์ฟุตบอลยูโร 2024

นี่คือศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 หรือ ‘ยูโร 2024’ มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ฟุตบอลโลกรายการเดียวเท่านั้น 

ด้วยศักดิ์ศรีทำให้ทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบมาต่างจัดทีมที่ดีที่สุดเพื่อลงสนาม นำโดยซูเปอร์สตาร์ลูกหนังอย่างคริสเตียโน โรนัลโด, คีลิยัน เอ็มบัปเป, จู๊ด เบลลิงแฮม, เวอร์จิล ฟาน ไดค์, เควิน เดอ บรอยน์ และอีกมากมายเต็มไปหมด 

แต่ยูโร 2024 นี้ยังมีแมตช์พิเศษระดับโลกที่ยิ่งใหญ่อีกเกม ซึ่งคนที่ต้องลงสนามนั้นไม่ใช่นักเตะดาวดังคนไหนเลย แต่เป็นแฟนบอลทุกคนที่จะลงสนามไปช่วยโลกกันในเกมนี้

หยิบสตั๊ดแล้วลงสนามไปลุยด้วยกันเลยครับ!

0-1 (น.1) kick off! carbon footprint ยิงนำต้นเกม

ฟุตบอลยูโร 2024 ครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีครับ ถือเป็นการแข่งขันครั้งที่ 17 นับตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขันครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1960 หรือกว่า 64 ปีมาแล้ว 

โดยทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้มีจำนวน 24 ทีมด้วยกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทีมระดับชั้นนำของวงการฟุตบอลยุโรปเลยทีเดียวครับ

ในทางเศรษฐกิจนั้นมีการประเมินกันว่าการแข่งขันระยะเวลา 1 เดือนเต็มนี้เจ้าภาพจะสามารถโกยรายได้ (commercial revenues) ได้มหาศาลถึงกว่า 2.4 พันล้านยูโร หรือ 96,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าฟุตบอลยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพถึง 26% และคาดว่าจะทำกำไรได้ถึงเกือบ 2,000 ล้านยูโร หรือ 78,000 ล้านบาทซึ่งก็เป็นสถิติใหม่อีกเช่นกัน

ตัวเลขเหล่านี้มาจากหลายส่วนด้วยกันครับ เช่น ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ตั๋วเข้าชมการแข่งขัน สปอนเซอร์ การจำหน่ายสินค้าที่ระลึก รวมถึงส่วนที่มีความสำคัญมากๆ ต่อมหกรรมกีฬาแบบนี้คือรายได้ที่มาจากแฟนฟุตบอลที่เดินทางมาร่วมสนุกไปด้วยกัน

ยูโรหนนี้มีการจำหน่ายตั๋วเข้าชมทั้งหมด 2.7 ล้านใบสำหรับ 51 เกมที่จัดแข่งขันกันใน 10 เมืองของเยอรมนี 

เท่านั้นไม่พอการท่องเที่ยวเยอรมนี (German National Tourist Board) ยังประเมินว่าจะมีแฟนฟุตบอลอีกร่วม 7 ล้านคนที่เดินทางมาร่วมมหกรรมลูกหนังครั้งนี้แม้จะไม่มีตั๋วเข้าชมการแข่งขัน เพราะมีการจัด Fanzone หรือตามผับและบาร์ให้ทุกคนได้เชียร์ฟุตบอลไปด้วยกัน

ถ้าใครได้ชมการถ่ายทอดสดหรือติดตามข่าวคงจะพอเห็นภาพของสีสันและบรรยากาศจากเหล่ากองเชียร์ของทั้ง 24 ชาติที่มาร่วมมหกรรมลูกหนังครั้งนี้ก็สดสวยสมเป็น ‘The Beautiful Game’ จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสีส้มสดใสของ ‘Oranje’ กองเชียร์ทีมชาติเนเธอร์แลนด์อันขึ้นชื่อลือชา หรือเหล่า ‘Tartan Army’ กองทัพลูกหนังจากสกอตแลนด์ที่มาพร้อมกับเสียงปี่สกอตอันเป็นเอกลักษณ์ หรือกองกำลังสีแดงจากตุรกีที่ทรงพลัง

มันเป็นการย้ำเตือนที่ดีมากๆ ครับว่า ‘ฟุตบอลที่ไร้แฟนบอล’ ไม่มีความหมายอะไรเลย (Football without fans is nothing.)

แต่ปัญหาคือจำนวนคนมากมายมหาศาลขนาดนี้

วันนึงที่ทุกคนเดินทางกลับไป พวกเขาไม่ได้กลับไปตัวเปล่า

นอกจากความทรงจำแล้ว ยังมี carbon footprint หลงเหลือเอาไว้มากมายมหาศาลด้วย

และนั่นคือปัญหาใหญ่ของเกมนี้ พวกเราเสียประตูตั้งแต่นาทีแรกของเกมเลย

1-1 (น.44) ประตูนี้สีเขียว

สิ่งที่อาจจะทำให้หลายคนไม่เข้าใจคือ ฟุตบอลจะสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ยังไงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษให้แก่โลกใบนี้

ความจริงแทบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามสามารถสร้าง carbon footprint ได้ทั้งนั้น ซึ่งเกมฟุตบอลก็ไม่แตกต่างกัน

ด้วยความที่เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของโลก มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมกีฬาฟุตบอลสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงกว่าปีละ 30 ล้านตัน หรือเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือจำนวนเทียบเท่ากับประเทศเดนมาร์กประเทศนึงเลยทีเดียว

ฟุตบอลจึงเป็นหนึ่งในเกมกีฬาที่ถูกจับตามองว่าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก (climate change) ได้

ทางยูฟ่า (UEFA) ในฐานะเจ้าของรายการแข่งขันฟุตบอลยูโรเองก็ตระหนักในเรื่องนี้และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อม และเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาชาติเจ้าภาพที่มีการเปิดให้ยื่นข้อเสนอกันในปี 2018

สุดท้ายเยอรมนีเป็นชาติที่ได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพ เพราะในข้อเสนอนั้นมีเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก

นอกจากจะตั้งใจให้เป็นมหกรรมฟุตบอล ‘ขาวสะอาด’ ที่สุดในแง่ของเกมกีฬาแล้ว พวกเขาตั้งใจจะทำให้ยูโร 2024 เป็นมหกรรมฟุตบอลที่ ‘เขียวสะอาด’ ที่สุดในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย โดยมีการบรรจุกลยุทธ์ ESG (environmental, social, and governance) หรือสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอยู่ในแผนงาน ซึ่งมีการเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 เป็นเหมือนสัญญาประชาคม

ใน ESG มี 3 เสาหลักที่จะเชื่อมโยงกับการทำงานใน 11 ส่วน ซึ่งแยกออกเป็น 28 หัวข้อ, 48 เป้าหมาย และ 83 ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าละเอียดยิบ

ยูฟ่าและเจ้าภาพเยอรมนียังได้ก่อตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมและจัดการแก้ปัญหา carbon footprint ที่เกิดในเกมลูกหนัง โดยกองทุนนี้มีสโลแกนเพราะๆ ว่า “United by Football – Together for Nature” 

“เป็นหนึ่งเดียวด้วยฟุตบอล ร่วมกันเพื่อธรรมชาติ”

เป็นประตูตีเสมอที่สวยงามทีเดียว

ที่สำคัญประตูนี้สีเขียว (green goals) ด้วย

1-2 (น.47) ความมุ่งมั่นฉบับเยอรมัน

เสียงนกหวีดดังขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณการเริ่มต้นเกมครึ่งหลัง และสถานการณ์ทำท่าเหมือนจะพลิกผัน

ความมุ่งมั่นฉบับเยอรมันของเจ้าภาพคือตัวแปรที่สำคัญ 

ด้วยความเป็นชนชาติที่ชื่อว่าทำอะไรก็ต้องเป๊ะ ในการวางแผนเรื่องสิ่งแวดล้อมในยูโร 2024 จึงมีการศึกษามาเป็นอย่างดี และพบว่าสิ่งที่สร้าง carbon footprint เอาไว้มากที่สุดคือเรื่องของการเดินทาง เพราะไม่ใช่แค่ทีมฟุตบอลที่ต้องเดินทางไปทำการแข่งขันยังสนามต่างๆ แต่ยังมีหมู่มหาประชาชนลูกหนังอีกนับล้านที่จะเดินทางตามไปเชียร์ด้วย

เหมือนอย่างเช่นในเกมเปิดสนามระหว่างเยอรมนีกับสกอตแลนด์ มีแฟนบอล Tartan Army (สมญาของแฟนสกอตเขา) หลายแสนคนเดินทางมายังเมืองเบอร์ลิน ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายแค่สนามโอลิมปิกสตาดิโอน ที่ใช้เป็นสนามเปิดการแข่งขัน แต่ยังรวมถึงตาม Fanzone ที่ไว้รวมพลแฟนๆ มานั่งลุ้นด้วยกัน

อย่างที่บอกครับว่าทุกก้าวคือ carbon footprint ที่เหลือไว้ทั้งนั้น ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเยอรมนีได้มีการประเมินว่าจะมีปริมาณก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases – GHGs) ที่เกิดขึ้นในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 (14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม) ถึง 490,000 ตัน

โดยกว่า 80% หรือกว่า 400,000 ตันจะเกิดขึ้นจากการเดินทาง

ตัวเลขนี้อาจจะฟังดูเยอะแต่เมื่อเทียบกับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่เรียกตัวเองว่าเป็นรายการฟุตบอล ‘ที่เป็นกลางทางคาร์บอน’ (carbon neutrality) แต่สร้างก๊าซเรือนกระจกถึง 3.6 ล้านแล้วก็ถือว่าน้อยลงเยอะมากแล้ว แต่ก็ยังต้องจัดการอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ทำให้เจ้าภาพเยอรมนีร่วมกับยูฟ่า วางแผนรับมือด้วยการรณรงค์ให้แฟนบอลเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทาง

สำหรับแฟนบอลที่ถือบัตรเข้าชมการแข่งขันแมตช์ใดก็ตาม จะสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะท้องถิ่นได้ฟรีเป็นเวลา 36 ชั่วโมง เช่น มีตั๋วนัดที่แข่งในเมืองเบอร์ลินก็เดินทางในเบอร์ลินได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ, รถเมล์, รถราง รวมถึงยังสามารถซื้อตั๋วรถไฟเดินทางระหว่างเมือง (เผื่อไปเที่ยวเมืองอื่นๆ) ได้ในราคาแค่เที่ยวละ 29 ยูโร (1,100 บาท) ซึ่งถือว่าถูกมากสำหรับชาวยุโรป

ส่วนแฟนบอลที่ไม่มีบัตรก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะจะได้รับส่วนลดค่าเดินทาง 25% โดยยูฟ่าเป็นผู้ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้

โดยที่การรถไฟเยอรมัน (Deutsche Bahn) ร่วมอำนวยความสะดวกด้วยการเพิ่มที่นั่งบนขบวนรถไฟความเร็วสูงวันละ 10,000 ที่นั่งในวันที่มีการแข่งขัน

ขณะที่ทีมฟุตบอลที่เข้าร่วมนั้น มีการจัดโปรแกรมการแข่งขันในแต่ละวันแบ่งออกเป็น 3 ภูมิภาคคือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยแต่ละทีมจะลงเล่น 2 ครั้งในโซนนั้น ซึ่งจะช่วยลดเรื่องของการเดินทางระหว่างเมืองโดยไม่จำเป็นสำหรับทั้งทีมและแฟนบอล อีกทั้งแต่ละทีมยังได้รับการเชิญชวนให้เดินทางด้วยรถไฟหรือรถโค้ช แทนการเดินทางด้วยเครื่องบินด้วย

เรื่องนี้ทำได้เพราะระบบขนส่งสาธารณะของเยอรมนีครอบคลุมทั่วประเทศ และทางรถไฟเยอรมนีก็เชื่อมโยงกับแทบทุกชาติในยุโรป

การเดินทางที่เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาจึงช่วยได้มาก

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สร้างสนามแข่งแห่งใหม่เลยแม้แต่แห่งเดียว, การจำกัดการใช้ไฟสนามไม่ให้มากเกินไป, จำกัดการใช้พลังงานในศูนย์สื่อมวลชน และการใช้พลังงานหมุนเวียนในสนาม

ใน Fanzone ยังมีการเปลี่ยนมาใช้แก้วเครื่องดื่ม (ก็เบียร์นั่นแหละ) แบบนำมาใช้ใหม่ได้ (ซึ่งมีการออกแบบให้น่ารักสวยงามเหมาะกับการเก็บเป็นที่ระลึกสุดๆ) ขณะที่อาหารที่มีการจำหน่ายซึ่งแข่งที่เยอรมนีจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากไส้กรอก Bratwurst ก็มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรที่นำมาใช้ผลิตแพ็กเกจน้อยที่สุด และยังมี Bratwurst แบบวีแกนเป็นทางเลือกด้วย 

ทุ่มเทขนาดนี้ต้องได้ผลบ้างแล้วไหม!

2-2 (น.85) ลูกยิงลวงตา

ถึงแผนทุกอย่างจะออกแบบมาดีแค่ไหน แต่สิ่งที่ต้องทำใจคือมันอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดทั้งหมด

เรื่องของการคำนวณค่าการปล่อยมลพิษที่แท้จริง (actual emissions) นั้นจะมีการคำนวณอีกครั้งเมื่อการแข่งขันจบลงโดยรัฐบาลของสหพันธ์รัฐต่างๆ ของเยอรมนีและยูฟ่าซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงภายในสิ้นปี

อย่างไรก็ดีตัวเลขในโปรเจกต์ที่มีการคำนวณนั้นอิงจากรายการยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส (ไม่สามารถใช้ยูโร 2020 ได้เพราะกระจายการจัดการแข่งขันทั่วยุโรป ดังนั้นมี carbon footprint เต็มแผ่นดินแน่นอน) ซึ่งเป็นตัวเลขเก่าเมื่อ 8 ปีที่แล้ว การคำนวณอาจจะมีความคลาดเคลื่อนได้ แม้จะคาดหวังว่าจะเคลื่อนไปในทางที่ดีที่อาจจะสร้างมลพิษได้น้อยกว่าครั้งนั้นมากเพราะมีมาตรการต่างๆ ที่จริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับยูฟ่าที่ผ่านมามีความพยายามในการพัฒนาเครื่องมือคำนวณค่า carbon footprint ของตัวเองด้วยวิธีการแบบของตัวเองโดยคำนวณจาก “Football-focused methodology” ซึ่งจะดูจากปริมาณน้ำที่ใช้, การจัดการขยะของเสีย และประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมถึงเรื่องของการเดินทาง 

เครื่องมือนี้จะถูกแจกจ่ายให้แก่สโมสรทุกแห่งในยุโรปเพื่อที่จะเป็นเข็มทิศนำทางสโมสรฟุตบอลแต่ละแห่งในเรื่องของการดูแลจัดการและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนจะดี แต่สิ่งที่ยูฟ่าทำคือการเพิ่มจำนวนแมตช์การแข่งขันในรายการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็รวมถึงฟุตบอลยูโรที่มีความคิดที่จะเพิ่มจำนวนทีมเป็น 32 ทีมในอนาคตแม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ก็ตาม

ไม่นับเครื่องหมายคำถามถึงสปอนเซอร์หลักของยูโร 2024 ที่บางบริษัทเผชิญคำครหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อม

อาการปากว่าตาขยิบขององค์กรที่ความจริงมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลคือสิ่งที่นักสิ่งแวดล้อมกังวล เช่นเดียวกันกับสโมสรต่างๆ ไม่ว่าจะระดับยักษ์ใหญ่หรือยักษ์เล็ก

“เราต้องการวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับเกมฟุตบอล ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมด้วยอย่างจริงจัง”

2-3 (90+3) ชัยชนะเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

ถึงยูฟ่าจะดูน่าสงสัยในท่าทียังไง แต่งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อม 32 ล้านยูโร (1,200 ล้านบาท) ถือว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นเรื่องของสิ่งแวดล้อมในเกมลูกหนังได้ไม่น้อย

เฉพาะในยูโร 2024 ยูฟ่าจะจ่ายเงิน 25 ล้านยูโร (980 ล้านบาท) ให้กองทุนสิ่งแวดล้อม (climate Fund) สำหรับการปล่อยมลพิษที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่เกิดขึ้นระหว่างจัดการแข่งขันปริมาณ 1 ล้านตัน และมีการประเมินว่าเงินสนับสนุนจะเริ่มที่ 7 ล้านยูโร (270 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับแผนการป้องกันการปล่อยมลพิษในช่วงก่อนเริ่มการแข่งขัน

แต่สิ่งที่ดีจริงๆ คือการเปิดโอกาสให้สโมสรท้องถิ่นที่เป็นสโมสรระดับสมัครเล่นในเยอรมนีได้เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย โดยสโมสรสามารถเขียนโครงการเพื่อของบสนับสนุนได้เลยที่ 25,000 ยูโร หรือขอได้สูงสุดถึง 250,000 ยูโร

เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปปรับปรุงเรื่องของการจัดการพลังงาน, การจัดการน้ำ, การจัดการขยะ ไปจนถึงการเดินทางอย่างชาญฉลาดขึ้น (อาทิ รถบัสพลังงานไฟฟ้า) หรือแล้วแต่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่จะเสนอ ขอเพียงแค่ช่วยรับผิดชอบและดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

เรียกว่าในฟุตบอลเยอรมันจะเขียวตั้งแต่ระดับ ‘ฟุตบอลรากหญ้า’ (Grassroots–ฟุตบอลระดับท้องถิ่นในระดับเยาวชน) เลยทีเดียว โดยสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (DFB) ให้คำมั่นว่าจะทำให้ฟุตบอลในประเทศเป็น ‘Energiewende’ หรือ ‘จุดเปลี่ยนพลังงาน’ ที่จะทำให้ลีกฟุตบอลในประเทศเป็นลีกที่เขียวสะอาดที่สุดในโลก และจะเป็นต้นแบบให้ลีกประเทศอื่นเดินตามในอนาคตด้วย

เป็นการยิงประตูในระดับตำบล แต่ส่งผลถึงระดับโลก (Local goals, global impacts)

แต่สิ่งที่เป็นความหวังจริงๆ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องสโมสรหรือองค์กร แต่เป็นแฟนฟุตบอลทุกคนที่ได้รับรู้ และเรียนรู้เรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่คุ้นชิน เริ่มตั้งแต่การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ, การคืนแก้วเบียร์ ไปจนถึงสิ่งละอันพันละน้อยต่างๆ

มันอาจเป็นชัยชนะเล็กๆ ระหว่างเกม เหมือนการตัดบอลได้หน้าประตูตัวเอง

แต่รู้ไหมว่าชัยชนะในจังหวะเล็กๆ แบบนี้แหละที่นำไปสู่การโต้กลับ การช่วยกันเล่นสอดประสาน และการจบสกอร์เป็นประตูชัยในท้ายที่สุดสำหรับทุกคนได้

นี่คือแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยูโร 2024

ด้วยความหวังว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่นี้จะเป็นของเราทุกคน

อ้างอิง

Match facts

  • ยูฟ่าประกาศเมื่อปี 2020 ว่ามีความตั้งใจที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร กิจกรรม และการจัดแข่งฟุตบอลภายในยุโรปให้ได้ 50% ภายในปี 2030 และเป้าหมายสูงสุดคือ Net zero ให้ได้ภายในปี 2040
  • ในการแข่งขันยูโร 2020 ทีมที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดคือสวิตเซอร์แลนด์จากการเดินทางถึง 20,000 กิโลเมตร

Writer

นักเตะสมัครเล่นที่พอเขียนหนังสือได้นิดหน่อย เชื่อในพลังของตัวหนังสือที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ มีเพจเล็กๆของตัวเองชื่อ Sockr และเคยแปลหนังสือ เมสซี vs. โรนัลโด: คู่ปรับฟ้าประทาน

Illustrator

บรรณาธิการศิลปกรรม Email: y.pongtorn@gmail.com

You Might Also Like