นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

สุรานุกรมไทย

สำมะเลเทเมากับเรื่องราวสุราท้องถิ่นไทยและ 7 แบรนด์ที่น่าจับตา

รู้หรือไม่ว่าถ้าย้อนกลับไปในรอยทางประวัติศาสตร์ มนุษยชาติรู้จัก ‘วิธีการร่ำสุรา’ ก่อนประดิษฐ์ตัวอักษรเสียอีก

เพราะตามหลักฐานที่ปรากฏ ในสมัยอารยธรรมสุเมเรียนเมื่อเกือบหกพันปีก่อนที่ถือเป็นอารยธรรมแรกที่มีการประดิษฐ์ตัวอักษร ผู้คนในสมัยนั้นได้รู้จักสุราแล้ว ผ่านความบังเอิญในการเก็บผลผลิตทางการเกษตรที่ทำให้เกิด ‘การหมัก’ โดยไม่รู้ตัว เกิดเป็นเครื่องดื่มที่ทำให้มนุษย์รู้จักความเมามายตั้งแต่ตอนนั้น

เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่ถึงแม้ไม่ได้ปรากฏหลักฐานเด่นชัด แต่ด้วยความที่ผู้คนในพื้นที่รู้จักการปลูกข้าวมานานกว่าห้าพันปี จึงมีการสันนิษฐานว่าสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น ‘ภูมิปัญญาเหล้าไทย’ นั้นน่าจะมีรากฐานตั้งแต่ก่อนการเกิดขึ้นของประเทศไทยเสียอีก 

แต่ถ้าแบบที่มีลายลักษณ์อักษรบันทึก จะปรากฏหลักฐานจากบันทึกของชาวจีนว่าเมื่อ พ.ศ. 2493-2495 ได้มีการระบุว่าคนไทยรู้จักการนำ ‘อ้อย’ มากลั่นเป็นสุราตั้งแต่ตอนนั้น ยิ่งพอสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้ปรากฏหลักฐานเพิ่มเติมด้วยว่าคนไทยเริ่มรู้จักการกลั่น ผ่านเครื่องดื่มที่คนเรียกว่า ‘เหล้าโรง’ (มาจากคำว่า ‘เหล้าจากโรงงานจีน’) และเมื่อผสมกับการทำการค้ากับตะวันตก จักรวาลความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยก็เริ่มแผ่ขยายไปไกล

แต่ถึงกระนั้นด้วยความที่สังคมไทยประกอบสร้างจากศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ความเชื่อเรื่องการอยู่ห่างจากของมึนเมาจึงทำให้วงการสุราในไทยไม่ได้แผ่ขยายไปไกลเท่ากับความรู้เท่าไหร่นัก อย่างในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีบันทึกของลา ลูแบร์ แชรแวส และสังฆราชแห่งเบริธที่กล่าวไว้ด้วยซ้ำว่าสุราได้รับความนิยมน้อยมากในสยาม ถึงแม้รัฐจะเปิดให้มีการผลิตอย่างเสรีจนถึงสมัยของพระเจ้าประสาททองที่เริ่มมีการเก็บอากรสุรา แต่ด้วยหลักของพระพุทธศาสนาที่มีผลต่อสังคมไทย สุราจึงดำรงสถานะเป็นเพียงเครื่องดื่ม ‘ตัวร้าย’ ในระดับหน่วยเล็กอย่างท้องถิ่นเองเลยไม่ได้เกิดการผลิตอย่างจริงจัง

แล้วจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสถานการณ์สุราในไทยเกิดขึ้นตรงไหนกัน

ถ้ายึดเป็นช่วงเวลา เป็นตอนสมัยรัชกาลที่ 3-5 ของกรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว ที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าความนิยมในสุราของคนไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ไล่เรียงตั้งแต่บันทึกต่างๆ ที่เริ่มมีการกล่าวว่า ‘พบเห็นชาวไทยมึนเมากันอย่างแพร่หลาย’ หรือ ‘คนขี้เมาอยู่กลางถนนเป็นจำนวนมาก’ ไปจนถึงในแง่ของการผลิตที่พบเห็นโรงกลั่นเพิ่มขึ้นหลายเท่า ทั้งหมดนี้นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ นั่นคือช่วงเวลาที่ตอนนั้นเป็นยุคที่ชาวจีนอพยพเข้ามาหากินในประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งเป็นพวกเขานี่แหละ ที่พาความต้องการในตลาดและองค์ความรู้ในการสร้างโรงกลั่นตามมาด้วย

ส่วนอีกสาเหตุนั้นเกิดมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริงใน พ.ศ. 2398 ที่ทำให้เกิดการทำสัญญาการค้ากับชาติตะวันตกมากขึ้น รวมถึงการยกเลิกสินค้าควบคุมอย่างสุราด้วย ทำให้สุราต่างชาติหลั่งไหลเข้าไทยจนประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นการเสริมปัจจัยให้ผู้คนคุ้นชินมากเข้าไปอีก

แต่ในเวลาเดียวกันนี้เอง ท่ามกลางความนิยมในสุราของประชากรไทยที่พุ่งสูงขึ้น การผลิตสุราท้องถิ่นกลับเติบโตไปด้วยอัตราที่ช้ากว่ากันมากเพราะข้อจำกัดในแง่ของการจัดเก็บภาษี 

จากก่อนหน้านี้ที่การเก็บภาษีอากรสุราปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของยุคสมัย แต่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา รัฐส่วนกลางในสมัยนั้นเริ่มตั้งตนเป็นผู้เก็บภาษีอากรสุราด้วยตัวเอง ทำให้เกิดการส่งเสริมการขายเพราะอยากสร้างรายได้มหาศาลให้กับรัฐ เพียงแต่แทนที่จะทำให้วงการนี้เติบโตไปได้ทั้งปึกแผ่น รัฐไทยกลับเลือกวิธีการที่มุ่งเน้นผู้ค้าชาวต่างชาติและโรงงานผลิตสุราของภาคเอกชนรายใหญ่เป็นหลัก ผ่านการเอื้อประโยชน์ในแง่ของภาษีและการตัดตอนผู้ผลิตระดับท้องถิ่น จนเกิดเป็นการ ‘ผูกขาดสุรา’ ที่ค่อยๆ สั่งสมเรื่อยมาจนปัจจุบัน

อย่างในตอนนี้ ด้วยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 รัฐได้กำหนดให้ผู้ที่มีการผลิตสุราในปริมาณมากเท่านั้น ที่จะสามารถขออนุญาตผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ได้ อันเป็นการผูกขาดการค้าเสรีและปิดประตูโอกาสของคนรักสุราท้องถิ่นไปโดยปริยาย จนทำให้ที่ผ่านมา ผู้ผลิตพยายามหาทางออกโดยวางผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็น ‘สินค้าแปรรูป’ ทางการเกษตรแทน แต่ถึงกระนั้นด้วยความไม่ชัดเจนก็ทำให้วงการสุราท้องถิ่นไม่เติบโตไปอย่างที่ควรจะเป็นอยู่ดี

จนในช่วงปีที่แล้วและปีนี้นี่เอง ที่ดูเหมือนสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึง

ในวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565 จากการนำเสนอ ‘ร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า’ เข้าสภาโดย ส.ส.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ดูเหมือนภาคประชาชนและส่วนกลางจะเริ่มเห็นความสำคัญของเรื่องนี้กันมากขึ้นแล้ว ยิ่งการมาถึงของคณะทำงานของรัฐบาลใหม่ ร่าง พ.ร.บ. สุราก้าวหน้าจึงเริ่มดูใกล้ความจริงมากขึ้นไปอีก โดยประเด็นของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อยทุกรายด้วย ไม่ใช่ผูกขาดสิทธิการผลิตและจำหน่ายให้กับกลุ่มนายทุนใหญ่เหมือนอย่างที่เคยเป็น

 นอกจากนี้ คณะทำงานที่ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นี้ยังได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าการแก้ไขให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยจะสร้างผลประโยชน์ทางอ้อมอีกนานานัปการ ตั้งแต่การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร กระตุ้นการท่องเที่ยวไปสู่ท้องถิ่น ไปจนถึงสร้างบรรยากาศแห่งความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในประเทศ

ดังนั้นในวาระความเปลี่ยนแปลงที่ใกล้จะมาถึง รวมถึงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ว่าที่นายกฯ อย่างพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้กล่าวถึงสุราท้องถิ่นผ่านรายการโทรทัศน์ เราจึงรวบรวมแบรนด์สุราท้องถิ่น 7 แบรนด์มาให้ทุกคนได้ลองดื่มด่ำเรื่องราวกัน เพื่อเป็นการเปิดประตูโลกสุราให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

สังเวียน / สุพรรณบุรี

สุรากลั่นจากสุพรรณบุรีที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบหลักในหมักให้เกิดแอลกอฮอล์ ก่อนนำไปกลั่นเกิดเป็นสุราท้องถิ่นชั้นดี โดยชื่อแบรนด์ ‘สังเวียน’ มาจากชื่อคุณปู่เจ้าของแบรนด์ ที่เป็นคู่ชีวิตของคุณย่าที่ผลิตสาโทขายเมื่อครั้งอดีต ดังนั้นนี่จึงเป็นการตั้งชื่อเพื่อระลึกถึงคนที่คุณย่ารักและสิ่งที่คุณย่าอยากทำมาตลอดแต่กฎหมายไม่สนับสนุน

Kilo Spirits / กระบี่

แบรนด์สุรากลั่นจากกระบี่ ที่เริ่มต้นจากการหาทำของสามีชาวอังกฤษและภรรยาชาวไทยในช่วงล็อกดาวน์ จนเกิดเป็นแบรนด์สุราท้องถิ่นที่มีสองผลิตภัณฑ์ในเครือ นั่นคือจินและวอดก้า และอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอย่างรัม ซึ่งทั้งหมดใช้น้ำอ้อยเป็นวัตถุดิบหลักในการหมัก อันเป็นที่มาของรสชาติเฉพาะตัวที่ได้รับความนิยมตั้งแต่เริ่มวางขาย

ฉลองเบย์ / ภูเก็ต

ฉลองเบย์คือเหล้ารัมจากแดนใต้จากเมืองภูเก็ต โดยเกิดจากหญิงสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่ติดอยู่ประเทศไทยในช่วงภัยพิบัติสึนามอ ด้วยความประทับใจคนไทยที่ดูแลเธออย่างดีในเวลานั้น เมื่อกลับไปบ้านเกิด เธอจึงนำเอาธุรกิจครอบครัวอย่าง ‘โรงกลั่น’ จากต่างประเทศมาลงทุนในไทยด้วย จนเกิดเป็นแบรนด์รัมอย่าง ‘ฉลองเบย์’ ที่ศึกษาค้นคว้าจนสามารถใช้อ้อยไทยเป็นวัตถุดิบหลัก ผสมกับสูตรการผลิตจากต่างประเทศนั่นเอง

Iron Balls / กรุงเทพฯ

Iron Balls คือเหล้าจินสัญชาติไทยที่ส่งตรงจากโรงกลั่นเล็กๆ ย่านเอกมัย โดยผู้ผลิตตั้งใจให้ Iron Balls เป็นเหล้าจินระดับพรีเมียมจากความคราฟต์และวัตถุดิบไทยอันหลากหลาย อันประกอบไปด้วยมะพร้าว สับปะรดตัดใหม่ ต้นสน ขิง และตะไคร้ เกิดเป็นรสชาติสุราไทยที่แสนจะอินเตอร์  อีกทั้งยังมีบรรจุภัณฑ์แปลกตาเชื้อเชิญให้คนลิ้มลองด้วย

Saku / เขาใหญ่

สุราชุมชนจากเขาใหญ่ที่ได้สูตรตั้งต้นมาจากคุณยายที่เคยทำเหล้าเองสมัยสาวๆ และเมื่อเอามาผสมเข้ากับความรู้สมัยใหม่ที่เจ้าของแบรนด์หาความรู้เองจากโลกอินเทอร์เน็ต จึงเกิดเป็นแบรนด์ ‘Saku’ ที่ได้ชื่อมาจากคุณยายเจ้าของสูตร และใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างข้าวโพดมาหมักเหล้าแล้วกลั่น เกิดเป็นสุรารสชาติดีที่เรียกตัวเองว่า ‘สุราชุมชน’ ได้อย่างเต็มตัว

หมาใจดำ / เชียงใหม่ 

มาต่อกันที่สุราพื้นบ้านจากแดนเหนือกันบ้าง ที่วางตัวเองเป็นวอดก้า 40 ดีกรี หรือเหล้าขาวพื้นบ้าน โดยพวกเขาแตกไลน์สินค้าออกเป็นหลากหลายประเภทตามวัตถุดิบที่ใช้ในการกลั่น ตั้งแต่หมาใจดำ Flowery 40 ดีกรี จากน้ำหวานดอกมะพร้าว, หมาใจดำ Banana 40 ดีกรี จากกล้วย, หมาใจดำ มะขามป้อม 40 ดีกรี จากมะขามป้อม และหมาใจดำ ลำก้า 40 ดีกรี จากมันฝรั่ง

ONSON / สกลนคร

แบรนด์เหล้าสกลนครอายุ 5 ปี ที่เกิดจากเจ้าของแบรนด์กลับไปเปิดอาหารที่สกลนครบ้านเกิด จนได้เจอกับเหล้าท้องถิ่นจากลุงข้างบ้านที่กำลังวางแผนเกษียณเลิกทำ แต่ด้วยความเห็นประโยชน์ในองค์ความรู้ของลุง พวกเขาจึงร่วมกันพัฒนาแบรนด์เหล้า ONSON ขึ้นมา โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างอ้อยและช่อดอกมะพร้าวในการหมัก เกิดเป็นเหล้าท้องถิ่นไทยแท้รสชาติจากแดนอีสานอย่างที่เราได้ลิ้มลองกัน

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของแบรนด์สุราท้องถิ่นที่เราอยากแนะนำเท่านั้น ยังมีสุราท้องถิ่นจากหลากหลายที่มาก ที่เต็มไปด้วยคุณภาพและควรค่าแก่การบอกต่อ ดังนั้นถ้าเป็นคอแอลกอฮอล์หรืออยากร่ำบรรยากาศในการดื่มด่ำสุราชั้นดี เราก็อยากชวนให้ทุกคนลองเปิดใจให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเหล่านี้กัน เพราะไม่แน่นะ ในอนาคตที่สุรากลายเป็นเรื่องเสรี เราอาจจะได้เห็น ‘1 ตำบล 1 สุราท้องถิ่น’ ที่ทุกคนในชุมชนแสนภูมิใจก็ได้ ใครจะรู้

อ้างอิง :  

Writer

ชื่อฆฤณ อ่านว่าคลิน พยางค์เดียว

Photographer

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ

You Might Also Like