ความสัมพันธ์นั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่คุณธรรมคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมสรุปเสวนาจาก ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ และ บ็อบ-ณัฐธีร์

วันที่ความไม่แน่นอน ทั้งจากเศรษฐกิจ สงคราม วิกฤตภูมิอากาศ เทคโนโลยี ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระดับรัฐหรือองค์กร แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์รอบตัวเจอความท้าทายด้วย ความเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปัน หรือการรับผิดชอบต่อผู้อื่น กลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย สภาวะเหล่านี้ล้วนทำให้การตัดสินใจทุกอย่างมีต้นทุนมากขึ้น และเป็นโจทย์ที่บีบคั้นให้ทุกคนต้องหาทางเอาตัวรอด 

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า แล้วเราจะเอาตัวรอดอย่างไร โดยที่ยังรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้?

คำถามนั้นกลายเป็นโจทย์ในการจัดประชุมวิชาการ ‘THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด’ โดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือ SURVIVE TOGETHER เมื่อโลกบีบให้เราต้องรอด เราจะยังรักษาความสัมพันธ์และโอบกอดกันได้อย่างไร โดยมีสปีกเกอร์อย่าง ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฮสต์รายการ Open Relationship และ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกร คุณพ่อลูก 4 และผู้ก่อตั้งเพจ Around the Learn

นิยามความสัมพันธ์ในโลกยุคใหม่

เสวนาหัวข้อนี้ เริ่มต้นด้วยคำถามถึงนิยามของคุณธรรมใน ‘ความสัมพันธ์’ ตามความหมายของแต่ละท่าน โดย ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ มองว่า คุณธรรมคือเกณฑ์ความถูกผิด หรืออะไรดีไม่ดี ที่คนใช้ในการมองโลก ประเมินสถานการณ์ของชีวิตและการตัดสินใจว่าจะเลือกทำสิ่งไหน ซึ่งสังคมไทยมีเกณฑ์ความถูกผิดอยู่จำนวนมาก ก่อนจะเชื่อมไปยังเรื่องความสัมพันธ์

“ถ้าเรารักใครสักคน เราต้องคอยดูและคอยจัดการไม่ให้คนนั้นเดือดร้อนและเป็นทุกข์ แล้วเกณฑ์แบบนี้ทำให้เราเข้าไปกำกับควบคุมและบีบให้คนที่เรารักให้เป็นหรือทำอย่างที่เราคิดว่าถูก จึงทำให้เรื่องความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบเป็นปัญหาเสมอ”

ขณะที่ณัฐธีร์ ซึ่งมีบทบาทในการเป็นคุณพ่อของครอบครัวมองว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน จึงต้องดูว่าจะใช้แกนไหนในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์

“นิยามของคำว่าคุณธรรมด้านความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับปัจเจกว่า ในสถานการณ์ต่างๆ เราจะใช้นิยามที่แตกต่างกันไปอย่างไร แต่แค่ต้องเข้าใจและไม่สร้างความเดือดร้อน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ต้องเอามาตระหนักรู้กับตัวเองเสมอ” ณัฐธีร์ กล่าว

เมื่อโลกเปลี่ยน คุณธรรมในความสัมพันธ์เปลี่ยนตาม?

แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนอาจเกิดคำถามว่า เกณฑ์ความถูกผิดรวมถึงคุณธรรมในความสัมพันธ์อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ในประเด็นนี้ ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ มองว่า เกณฑ์ความถูกต้องไม่เคยคงที่อยู่แล้วแต่แปรเปลี่ยนเสมอ โดยยกตัวอย่างว่า ณ เวลาหนึ่ง เกณฑ์ความถูกต้องจะมองไปที่หน่วยอย่างครัวเรือนหรือชุมชน สิ่งที่ถูกต้องจึงต้องเป็นสิ่งที่เสริมประโยชน์หรือเสริมความเข้มแข็งให้กับหน่วยอย่างครัวเรือนหรือชุมชนเป็นหลัก แต่ละเลยความรู้สึกของปัจเจก

“เพราะฉะนั้นมันจะเรียกร้องการเสียสละ ต้องทำให้ครัวเรือน ต้องทำให้ชุมชนอยู่ได้อยู่ดี ทีนี้เวลาผ่านไป มันก็มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองมากมาย เราได้เห็นในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ว่าจุดตัดสินที่เป็นหน่วยหลักในการกำหนดความถูกผิดมันเคลื่อนมาสู่ตัวคน มาสู่ปัจเจก เกณฑ์ความถูกผิดก็เอาปัจเจก เอาความพึงพอใจของปัจเจกเป็นตัวตั้ง”

“การเลือกใช้เสรีภาพคือภาษาที่พวกเราหลายคนใช้ ดังนั้น ถ้าเทียบทั้งสองคือตามันมองไปคนละที่ ถ้าตามองคนละที่ เกณฑ์ความถูกผิดจะไม่ใช่เกณฑ์เดียวกัน” 

ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ เล่าว่า สังคมอยู่กับเกณฑ์ที่เชื่อมั่นใน Liberty Individual Freedom มายาวนานจนกระทั่งถึงปลายศตวรรษก่อน จึงเริ่มเกิดข้อสังเกตว่า การโฟกัสที่เสรีภาพของปัจเจกเป็นตัวตั้ง ทำให้ได้เห็นการ ‘ผลัก’ ความพึงพอใจหรือความสุขของปัจเจกออกไปเรื่อยๆ จนอาจกระทบหน่วยที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือนหรือชุมชน

“มันเกิดการตั้งคำถามมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 แล้วว่า ถ้าจะเอาตัวปัจเจกเป็นตัวตั้งอย่างเดียว แล้วแกจะยังอยากอยู่กับฉันไหม คำถามนี้มันก็สะท้อนความย้อนแย้งของสองเรื่องนี้”

ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ ยกตัวอย่างความขัดแย้งจากปรากฎการณ์ที่ทำให้ต้องตั้งคำถามกับเกณฑ์ความถูกต้องที่โฟกัสอยู่ที่เรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล เช่น โควิด-19 ว่า โลกที่เราบอกว่าเป็นยุค Globalization ทำให้มนุษย์ไม่สามารถจะมองตัวเองโดยแยกขาดจากกัน แต่การกระทำของมนุษย์ การตัดสินใจของมนุษย์ปัจเจกแต่ละคน มันส่งผลกระทบต่อกันได้ 

“สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า เราไม่สามารถมองโลกโดยเหมือนกับมนุษย์แยกขาดจากกันหรือเป็นอิสระจากการกระทำของแต่ละคนจะไม่กระทบใคร” ศ. ดร.ชลิดาภรณ์ สรุป

ครอบครัว จุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ที่ถูกส่งต่อ

หลังจากนั้นมีคำถามว่า ในฐานะที่ณัฐธีร์เป็นคุณพ่อ มีเรื่องใดบ้างที่ในครอบครัวยุคก่อนมองว่าถูก แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว โดยเขาตอบว่า เกิดตลอดเวลา

“ผมโชคดีที่เติบโตมาโดยพ่อและแม่ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายในวิถีของเรา แต่ปล่อยให้เราเติบโตด้วยวิถีของเรา ไปเจอกับโลก เจอเพื่อน เจอสังคม แต่มีแกนอยู่คำเดียวคือ อย่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมาย” 

ทางด้าน ณัฐธีร์ ขยายความว่า หลักสำคัญของความสัมพันธ์ในครอบครัวจากอดีตของเขา จึงสืบต่อมาถึงปัจจุบัน ที่คาดหวังให้ลูกเติบโต แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือ การเป็นคนมีชื่อเสียง และมีลูกที่เป็นที่รู้จัก จึงทำให้เกิดความคาดหวังในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมเพิ่มมาด้วย “นั่นคือสิ่งที่เราแบกอยู่บนหลัง ขณะเดียวกันการเป็นพ่อแม่ เราก็อยากเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูกเหมือนกัน” 

“มันแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่มีสังคมอยู่ด้านหลังที่เราต้องรับภาระนี้ด้วย ซึ่งความคาดหวังของตัวเองและสังคมมันก็มากพอแล้ว ดังนั้น การที่ผมจะบอกลูกสาวของผมว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องทำอันนั้นอันนี้ ต้องเรียนแบบนั้นแบบนี้ ไม่เกิดขึ้นในชีวิตผมเลย เพราะผมก็ไม่ได้ถูกบังคับจากพ่อและแม่แบบนั้นเหมือนกัน”

“วิถีผมเลยไม่ได้เปลี่ยนมาก ผมใช้กระบวนการแบบเดิม แต่คุณภาพเปลี่ยนไป ก็ต้องฟังมากขึ้น ต้องเรียนรู้โลกใบนี้มากขึ้นว่า สิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดี และเป็นอนาคตที่เหมาะสม ผมรู้ว่าต้องประคับประคองให้ลูกในเรื่องคุณธรรม ความถูกต้องในมุมมองของเราที่เชื่อว่าเราเป็นต้นแบบที่ดีระดับหนึ่ง ก็ต้องถ่ายทอด เช่น สัมมาคารวะ ความนอบน้อม เคารพกับทุกคนที่แวดล้อมผมให้ลูกสาวด้วย” ณัฐธีร์ สรุป

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ เสริมประเด็นนี้ โดยยกประโยคหนึ่งในหนังสือ The Prophet ของคาลิล ยิบราน (Khalil Gibran) นักเขียน นักปรัชญาชื่อดัง ว่า ‘Your children are not your children’ หรือ ลูกของคุณไม่ใช่ลูกของคุณ โดยอธิบายว่า ลูกอาจจะเกิดมาจากร่างกายของเรา แต่เขาไม่ใช่ของเรา 

“คุณอาจจะเลี้ยง อาจจะจำกัดร่างกายของเขาได้ แต่สิ่งที่คุณทำไม่ได้คือการกำหนดและบังคับความคิดและจิตวิญญาณของเขา ไม่ว่าคุณจะดิ้นรนสุดชีวิตขนาดไหน คุณจะไม่มีทางไปถึงวันพรุ่งนี้ของคุณได้ ฉะนั้น มันกำลังสื่อว่า เวลาพ่อและแม่เลี้ยงลูก ต้องปล่อยให้ลูกได้เติบโตและพัฒนาในเชิงจิตวิญญาณและความคิดโดยไม่ไปกำกับ ไม่ไปบีบให้เขาทำเหมือนคุณ ไม่เอาความคาดหวัง ความใฝ่ฝันที่ตัวคุณทำไม่ได้ไปใส่ที่ลูกคุณ”

เอไอกับนิยามของคุณธรรมและความสัมพันธ์ในโลกยุคใหม่

หลังจากนั้น เสวนาดำเนินมาถึงอีกประเด็นสำคัญคือ ความสัมพันธ์ในยุคที่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ คำถามคือ มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ในมุมไหน หรือเปลี่ยนคำว่าคุณธรรมอย่างไรบ้าง

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ บอกว่า การเกิดพื้นที่ที่เปลี่ยนวิธีสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกันของมนุษย์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทำให้คนไม่ได้สื่อสารกันแบบ Face-to-Face แต่ทำผ่านโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเกิดผลที่ตามมาหลายข้อ โดยข้อแรกคือ คนเห็นกันและกันมากขึ้น

“มีมนุษย์ที่ใช้ Media platform เป็น Daily Me คือรายงานให้โลกรู้ว่าวันนี้แต่งตัวยังไง กินอะไร มางานไหน ประเด็นคือ มนุษย์เห็นกันและกันมากขึ้นผ่านพื้นที่หรือแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพราะฉะนั้น หลายกรณีที่เราหยิบมาวิตกจริต ก็มาจากการนำเสนอการโต้เถียงผ่านโซเชียลมีเดีย ศีลธรรมเสื่อมลง คนมีความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ไม่ได้อยู่ในแบบแผนอย่างที่คุ้นเคย การเห็นกันและกัน การแลกเปลี่ยนความคิดมันเปลี่ยนหมดเลย ซึ่งแปลว่าโซเชียลมีเดียมันกลายเป็นพื้นที่สำหรับคนให้ฟาดกัน ไม่ใช่พื้นที่ชวนกันคิดนะ”

“ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนี้ พวกเราหลายคนใช้แชตบอตเป็นเพื่อนในเรื่องต่างๆ ซึ่งในหลายเรื่องคุณไม่แชร์กับมนุษย์นะ บางคนที่ดิฉันเจอ เขาไม่สบายใจ เป็นทุกข์เรื่องความรัก แต่เขาเลือกจะไปถามแชตบอตเจ้าหนึ่ง มันเป็นแบบนั้นนะ ย้ำว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งที่คุณใช้หาข้อมูล ใช้ทำการบ้าน เขียนรายงาน แต่มันกลายเป็นเพื่อนที่คุณไว้วางใจเสียยิ่งกว่ามนุษย์คนหนึ่งอีก เพราะมันไม่เคยขัดใจ มันเออออกับคุณด้วยหมด นี่คือสภาพชีวิตของเรา ณ เวลานี้”

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ สรุปว่า หากพูดเรื่องคุณธรรม ต้องรองรับส่วนที่ว่าการคิด การมองในเชิงการตัดสินถูกผิด และอื่นๆ เป็นอย่างไร และยกตัวอย่างทิ้งท้ายในกรณีแชตบอทเจ้าหนึ่งเมื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้งานฆ่าตัวตาย “ชีวิตทางสังคมของเราเปลี่ยนไปอย่างมากเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป”

รักษาคุณธรรมในความสัมพันธ์กับโลกที่ทุกนต้องฟันฝ่า

จึงเป็นเรื่องยากที่จะรักษาคุณธรรมในขณะที่ทุกคนยังต้องฝ่าฟันกับความยากลำบากกับสังคมที่เปลี่ยนไป ณัฐธีร์ มองว่า Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจจึงเป็นคำสำคัญในยุคนี้

“ถ้าเรามี Empathy คือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจมากขึ้น และรับฟังมากขึ้น ไม่ทำให้เขาเดือดร้อน แต่ถ้าจะเดือดร้อนต้องรู้เจตนา ความตั้งใจ และต้องรับกับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราได้สื่อสารกันไปก่อนหน้า ไม่ใช่ทำให้เกิดความเดือดร้อนโดยที่ไม่ได้บอก ไม่ได้กล่าว ซึ่งจะเปิดใจได้มากน้อยแค่ไหนก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณไม่เห็นอกเห็นใจกัน ถ้าคุณไม่มีคุณธรรมเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต”

“ดังนั้น ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วแค่ไหน ผมว่าหลักเกณฑ์ในการตั้งมั่นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การสร้างตัวเองให้เกิดประโยชน์กับในพื้นที่นั้นๆ หรือในสถานการณ์นั้นๆ มันเกิดขึ้นบนแกนหลักง่ายๆ แค่นี้”

สุดท้าย ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าวสรุปว่า สิ่งที่สังคมไทยและอีกหลายสังคมขาด คือ moral agency โดยอธิบายว่า สังคมเน้นเรื่องการสอนคน สอนเรื่องคุณธรรม อะไรถูกอะไรผิด แต่สิ่งที่ไม่เคยสอน คือการทำให้คนได้ตระหนักว่าในสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิตเราจะเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่าเป็น ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรม (moral dilemma) คือมีเกณฑ์ความถูกต้องหลายชุดทำงานไปพร้อมกัน เพื่อจะทำให้มนุษย์มีความเข้มแข็งและสามารถจะรับมือและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวง รวมกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตของตัวเองได้ 

“การทำให้คนได้ตระหนักรู้ว่าคุณจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่จะมีเกณฑ์ความถูกต้องหลายชุดปะทะกัน และ moral agent ต้องมีความสามารถที่จะเลือกได้ว่า คุณจะเลือกข้อไหน โดยเมื่อเลือกแล้วก็ต้องตระหนักว่า อะไรบางอย่างจะทำให้เรารู้สึกอึดอัดใจ ทุกข์ใจ” 

“แต่เพราะคุณเป็นมนุษย์ ไม่ว่าอย่างไรคุณก็ต้องเลือก แล้วอยู่กับผลของการเลือกนั้นให้ได้ ซึ่งหมายความว่า ต้องคิดใคร่ครวญแล้วเลือก นั่นต่างหากเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณธรรมเมกเซนส์”

Writer

เคยเจอยูเอฟโอ 2 ครั้ง ช่วงปลายปี 2019 และต้นปี 2023

You Might Also Like