เสพติดหางานเพราะเสพข่าวจนจิตตก ในยุคที่อะไรก็ไม่แน่นอน ขอดูงานใหม่รอไว้ก่อนละกัน

เปิดโซเชียลเจอโพสต์คนโดนเลย์ออฟ เปิดสลิปเงินเดือนเจอตัวเลขค่าเหนื่อยที่โตไม่ทันเงินเฟ้อ เปิดเว็บข่าว ท่ามกลางทะเลบทความอัพเดตสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ เจออาชีพตัวเองในลิสต์ตำแหน่งเสี่ยงโดน AI แทนที่ใน 5 ปี ล่าสุดเปิดประตูบ้านจะไปทำงาน เจอน้ำท่วมเฉย 

งั้นไหนๆ ก็ไหนๆ เปิดแอพฯ หางานรอบที่ล้านของวันด้วยเลยแล้วกัน!

นี่คือตัวอย่างวงจรพฤติกรรมรับมือความไม่แน่นอนของมนุษย์เงินเดือนยุคเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อมผันผวนรุนแรงที่เรียกว่า ‘doomjobbing’ ที่แม้มีงานทำอยู่แล้ว แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกได้ว่ากำลังย่ำอยู่ ณ จุดเดิม บนเส้นทางอาชีพที่ดูเปราะบางพร้อมทรุดพังลงได้ทุกเมื่อ การหาทางหนีทีไล่เตรียมไว้บ้างก็ดูเป็นการเตรียมตัวที่ไม่ผิด แต่ความไม่ปกติคือในสมการนี้ ชาวออฟฟิศหลายคนกำลังเสพติดการหางานยิ่งกว่าน้ำหวานยามบ่าย

doomjobbing คืออะไร?

ราว 7-8 ปีก่อน จู่ๆ doomscrolling อินเทอร์เน็ตสแลงที่ชาวเน็ตใช้พูดเล่นกันขำๆ ก็กลายมาเป็นนิยามของรูปแบบพฤติกรรมไถจอเสพข่าวร้ายและเรื่องน่ากังวล ที่ใช้กันจริงจังและแพร่หลายถึงขั้นถูกบรรจุลงในพจนานุกรมเมอร์เรียม-เว็บสเตอร์ 

มาวันนี้ มุมมอง พฤติกรรม และอาการแบบเดียวกันได้แทรกซึมเข้ามาในพาร์ตชีวิตการทำงาน จนเกิดเป็นคำว่า doomjobbing ที่หมายถึงการไถแอพฯ หางาน เสิร์ชหาตำแหน่ง อ่านโพสต์รับสมัคร อัพเดตเรซูเม่ และร่างอีเมลไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด โดยขณะที่บางคนกล้าๆ กลัวๆ ไม่ยอมกดส่งจริง หลายคนอาจปัดขวาสมัครรัวๆ อย่างไม่ใส่ใจมาแล้วหลายสิบตำแหน่งงานในเวลาเดือนเดียว

แล้วเราทำกันไปทำไม?

อ้างอิงจากผลสำรวจปี 2026 จาก Monster แพลตฟอร์มหางานสัญชาติอเมริกัน 42% ของคนหางานกดสมัครอย่างน้อย 4 ตำแหน่งต่อการนั่งหางาน 1 ครั้ง 32% ใช้เวลาอ่านประกาศรับสมัครไม่ถึง 1 นาที และ 48% ถึงขั้นยอมรับว่าไม่อ่าน job description ด้วยซ้ำ

แรงจูงใจที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมดังกล่าวมาจากการที่กว่า 52% เชื่อว่า อัตราการเลย์ออฟในปี 2026 มีแต่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ 49% กังวลว่า AI อาจคุกคามความมั่นคงของสายอาชีพหรืออุตสาหกรรมที่ตนเองทำงานอยู่ โดยหลายกรณีความถี่ในการหาอาจเพิ่มขึ้นในช่วงที่บริษัทของตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงร่วมด้วย

เห็นได้ชัดว่า doomjobbing ไม่ใช่กิจกรรมที่เราทำกันด้วยเป้าหมายเฟ้นหางานใหม่ที่ดีและเหมาะกับเราที่สุด แต่เป็นวิธีการจัดการความวิตกกังวลในที่ทำงาน หลายคนให้เหตุผลว่า ตำแหน่งงานที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอช่วยให้รู้สึกเหมือนได้เห็นแผนสำรองคร่าวๆ หรือหลักประกันที่รับรองว่า ยังมีที่เหลือให้เราในตลาดแรงงาน

แต่ก็เช่นเดียวกับ doomscrolling แม้เราจะทำแบบนี้เพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตควบคุมได้และทุกอย่างยังอยู่ในกำมือเรา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม คนที่ปล่อยให้ตัวเองใช้เวลากับการ doomjobbing บ่อยๆ มักรู้สึกเสียความมั่นใจ สับสน และข้อมูลท่วมท้นจนเครียดกว่าเดิม

แต่ความกังวลไม่ใช่เหตุผลเดียว

นิตยสาร Forbes และ Fast Company มองคล้ายกันว่า ระบบการหางานและจัดจ้างกำลังปั่นป่วนเพราะอัลกอริทึมและการเข้ามาของ AI เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติที่ข้อมูลที่ถูกป้อนและแลกเปลี่ยนกันไปมามีที่มาจากมนุษย์น้อยขนาดนี้ ขณะที่ผู้จ้างคัดกรองและวิเคราะห์แคนดิเดตด้วย AI ผู้สมัครก็เขียนทุกอย่างด้วย AI เช่นกัน แน่นอน ข้อดีคือการสมัครงานทำได้ง่ายและเร็วขึ้นมาก แต่คนได้งานกลับไม่ได้มีเพิ่มขึ้น เพราะการแข่งขันก็จะยิ่งสูงขึ้นด้วย

นอกจากนี้ เส้นแบ่งระหว่างโซเชียลมีเดียและแอพฯ หางานยังพร่าเลือนลงมาก หลายครั้งคนหางานในโซเชียลมีเดีย และหันไปใช้เว็บไซต์อย่าง LinkedIn เพื่อหาคอนเนกชั่นส่วนตัวพร้อมกัน ผลลัพธ์คือข้อความแจ้งเตือนจากทั้งสองแพลตฟอร์มที่ไหลมารวมบนหน้าจอเดียว 

ดังนั้น ต่อให้ไม่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นในที่ทำงาน เราก็อาจรู้สึกอดไม่ได้โดยอัตโนมัติที่จะกดเข้าไปเช็กโอกาสทางหน้าที่การงานใหม่ๆ ในเมื่ออินเทอร์เฟซหลายอย่างถูกออกแบบมาให้ต่อประสานกับชีวิตประจำวันของเราเป็นเนื้อเดียว

แข็งใจตัดวงจรเสียเวลาที่ไม่นำไปสู่อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

สำหรับคนมีงานดีๆ ที่ไม่มีปัญหาอะไรทำอยู่แล้ว ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หันมาหางานอาจมาจากความเบื่อหน่ายสภาพแวดล้อมเดิมๆ แต่แทนที่จะหมดเปลืองเวลาไปกับการ doomjobbing งานวิจัยด้าน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเฟิน (Eindhoven University of Technology) แนะนำให้ลองหันไป ‘job crafting’ แทน

.

ต่างจากหางานใหม่อย่างไร้เป้าหมาย job crafting คือการแสวงหาสิ่งใหม่จากงานปัจจุบัน อาจเป็นแง่มุมใหม่ๆ จากการปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน ทักษะทำงานใหม่จากการเรียนรู้และฝึกฝนเพิ่มเติม เพื่อนคู่คิดคนใหม่จากการทำความรู้จักคนในที่ทำงานให้มากขึ้น หรือกระทั่งโอกาสก้าวหน้าใหม่ๆ จากโปรเจกต์ใหม่นอกคอมฟอร์ตโซนที่ช่วยให้รู้จักองค์กรลึกซึ้งขึ้น

ส่วนคนที่จำเป็นต้องหางานใหม่จริงๆ การหว่านแห doomjobbing ก็ยังคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องอยู่ดี การลงทุนแรงและเวลาเพิ่มเพื่อปรับวิธีนำเสนอตัวเองให้โดดเด่น อ่านประกาศงานให้ถี่ถ้วน และเลือกสมัครตำแหน่งที่มีความหมายและเหมาะกับตัวเองจริงๆ อาจส่งผลดีกว่ามาก

อ้างอิง

You Might Also Like