Pawliative Care
Petarium ศูนย์สุขภาวะเพิ่มคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่แรกรักถึงประคับประคองก่อนจากลา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมเริ่มรู้จักและเข้าถึงการดูแลประคับประคองระยะสุดท้าย (palliative care) กันมากขึ้น การเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ออกแบบการดูแลบนฐานความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้าย-ญาติ เพื่อลดความไม่สบายตัว เพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งกายใจ นำไปสู่การจากลาที่ไม่ทรมาน กระบวนการนี้จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่การประคับประคองระยะสุดท้ายในคนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่กับกลุ่ม ‘สัตว์เลี้ยง’ นั้นยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายสักเท่าไหร่ ทั้งที่สำหรับคนเลี้ยงสัตว์ การจากลากับเพื่อนต่างสายพันธุ์ที่อยู่กันมานาน ก็ปวดใจไม่ต่างกับสูญเสียคนใกล้ชิด ยิ่งเมื่อต้องเห็นสัตว์เลี้ยงที่รักอยู่ในสภาวะไม่สบายตัวในวาระสุดท้าย เพราะอาการของโรคที่กัดกิน
เหตุที่องค์ความรู้การดูแลคุณภาพชีวิตช่วงท้ายนั้นยังไม่สมบูรณ์ เพราะผู้เลี้ยงจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงหรือไม่รู้ว่ากระบวนการนี้มีในสัตว์เลี้ยงด้วย ทำให้มีคนในแวดวงทั้งฝั่งสัตวแพทย์และบุคลากร พยายามผลักดันให้เรื่องนี้แพร่หลายขึ้นในระยะหลัง

หมอซอ–สพ.ญ.วิลาสินี ภุมรินทร์ สัตวแพทย์ประจำ Petarium Integrative Wellness Center ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาวะสัตว์เลี้ยงครบวงจร คือหนึ่งในคนที่เห็นปัญหานี้ หลังจากเป็นสัตวแพทย์ด้านอายุรกรรมมากว่า 10 ปี จึงได้เริ่มศึกษาองค์ความรู้และนำการดูแลแบบประคับประคองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริการของ Petarium ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของศูนย์ฯ ที่มุ่งเสริมคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงทุกมิติ ทั้งกาย ใจ สุขภาพ รวมถึงความสบายใจของคนเลี้ยง ตั้งแต่แรกพบ ชรา เจ็บป่วย จนวันที่ต้องจากลากัน
เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน และให้เห็นว่ายังมีจุดใดที่พัฒนาเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การจากลาที่ดีได้บ้าง คอลัมน์ Brand Belief หนนี้ชวนหมอซอมาสนทนา ร่วมตามหาความมุ่งหมายเบื้องหลังความตั้งใจในการริเริ่มแนวทางดูแลนี้ขึ้น ตามที่หมอซอ–ในฐานะคนรักสัตว์คนหนึ่ง–บอกเราไว้ว่า
“การจากลาที่ดีคือการจากลาที่ไม่มีเรื่องติดค้าง”

แรกรัก
คุณหมอคิดจะเป็นสัตวแพทย์ประคับประคองตั้งแต่แรกหรือเปล่า
ไม่ ทีแรกไม่ได้คิดจะเป็นสัตวแพทย์ด้วย เราเป็นคนรักสัตว์ ที่บ้านก็เลี้ยงสัตว์แต่ไม่ใช่เหตุผลที่เลือกงานนี้ สมัยเด็กอาชีพสัตวแพทย์ยังไม่ดังเลย ตอนนั้นครู เภสัชฯ หมอจะนิยมกว่า ซึ่งเราก็เรียนดีประมาณหนึ่งทำให้ตอนเอนทรานซ์เลือกได้หลายคณะ ก็ไม่รู้จะเลือกอะไร ไม่ได้ชอบอาชีพไหนเป็นพิเศษ เลยต้องไปให้ครูแนะแนวช่วย
ครูเขาก็ดูจากคะแนนแล้วก็ไล่คณะที่เราเลือกได้ จนมาถึงสัตวแพทย์ซึ่งเนื้อหาที่เรียนดูกลางๆ ไม่มีส่วนที่เกลียด แถมได้อยู่กับหมาแมวก็เลยเลือกเรียน พูดตามตรงคือก่อนหน้าไม่ได้สนิทกับวิชาชีพนี้ เพิ่งมาสนิทตอนเริ่มเรียน โชคดีที่เรียนไปแล้วก็ชอบ ตรงกับความสนใจ แล้วพอทำงานก็รู้สึกโอเค ไม่ได้มีปัญหา
รู้จักการประคับประคองตั้งแต่ตอนเรียนเลยใช่ไหม
ทีแรกไม่รู้จักเลย ในคนก็ไม่รู้จัก จนทำงานไป 5-6 ปี สังคมหันมาสนใจการดูแลระยะสุดท้ายมากขึ้น มีซีรีส์ มีโฆษณาเกิดขึ้น มีข้อมูลใหม่ที่ทำให้รู้ว่าวิธีเพิ่มคุณภาพชีวิตคนช่วงบั้นปลายต้องทำยังไง พอรู้เรื่องนี้ก็คิดว่าในสัตว์ก็ควรจะมีนะ แล้วไปเจอว่าในต่างประเทศเขาก็มีกันแล้ว มีคลินิกเฉพาะทางด้านนี้ เลยคิดอยากเอามาทำในไทย
จริงๆ กระบวนการนี้ไม่ได้มีหลักสูตรเฉพาะ แต่ว่าไปศึกษาเพิ่มด้วยตนเอง จากองค์กรต่างประเทศที่เน้นเรื่องเกี่ยวกับ palliative care ในสัตว์โดยตรง เขาจะมีงานวิจัยให้อ่าน มีบทเรียนออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญให้ ก็เริ่มจากตรงนั้น

การประคับประคองต่างกับการรักษาปกติยังไง
การประคับประคองมันแทรกอยู่ในการตรวจรักษาของสัตวแพทย์อยู่แล้ว แค่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการแบ่งออกมา หรือไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพราะ palliative care คือการทำให้คุณภาพชีวิตเขาใกล้เคียงปกติที่สุดเท่าที่ภาวะของเขาจะทำได้ ซึ่งปกติเวลาสัตว์เลี้ยงป่วยแล้วเขาเริ่มไม่สบายตัว แปลว่าคุณภาพชีวิตเขาเริ่มไม่ปกติ หมอก็จะให้ความสำคัญกับความเจ็บปวด ดูแลความสะอาด การกิน การขับถ่าย ซึ่งคือการดูแลประคับประคองอยู่แล้ว
ที่ขาดอยู่คือการประคับประคองระยะสุดท้าย ส่วนมากผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงมักจะมุ่งไปที่การรักษาเป็นหลัก ทำให้บางครั้งการประคับประคองช่วงสุดท้ายไม่สมบูรณ์ เพราะการประคับประคองระยะท้ายจะต้องดูแลไปถึงเจ้าของสัตว์ ครอบครัวสัตว์ ทั้งความเข้าใจต่อกระบวนการและสภาพจิตใจ เราก็อยากเสริมส่วนนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น
เหมือนกับการประคับประคองในมนุษย์ไหม
มีเป้าหมายเดียวกันคือเพิ่มคุณภาพชีวิต กระบวนการอาจจะต่างหน่อยเพราะตัวคนไข้สื่อสารด้วยตนเองไม่ได้ คนสื่อสารหลักคือเจ้าของหรือว่าผู้ดูแล บางทีคนดูแลเห็นว่าเป็นแบบนี้ แต่จริงๆ เข้าไปตรวจแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ก็ต้องวางแผนและสื่อสาร ปรับการดูแลไปตามแต่ละเคส แล้วแต่ความไม่สบายของตัวคนไข้

สิ่งสำคัญของการประคับประคองสัตว์เลี้ยงคืออะไร
เรื่องหลักคือการทำความเข้าใจกับผู้ดูแล คือคนเลี้ยงหรือญาติที่อยู่ในบ้าน ปู่ย่าตายาย อย่างพวกหมาแมวที่มีอายุขัยหลักสิบปี บางตัวซื้อมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตอนโตก็โตมากับรุ่นพ่อแม่ แต่พอตอนแก่ตอนป่วยมาถึงมือที่รุ่นลูก หรือว่ารุ่นหลาน ปัญหาที่เจอคือเกิดความไม่เข้าใจกัน บางคนรู้สึกว่าทำถูกแล้วที่ประคับประคอง อีกคนหนึ่งรู้สึกไม่ใช่ ทำให้เมื่อถึงเวลาที่เขาเสียไป กระบวนการมันไม่สมบูรณ์ เพราะผู้ดูแลเกิดคำถามหรือว่าเกิดความติดค้างในใจ
หน้าที่เราคือทำให้ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการนี้เข้าใจอาการ แล้วก็ร่วมกันตัดสินใจว่าจะเดินทางไปทางไหน ช่วยกันเลือกว่าจะใช้แนวการรักษาแบบไหน ถ้าได้เตรียมตัวกันมาก่อน ได้วางแผนการดูแลกันมาตั้งแต่ต้น จะลดความไม่เข้าใจกันได้ ความเศร้าโศกเสียใจ ความติดค้างก็จะลดลง

ดูแล
Petarium สร้างขึ้นด้วยความเชื่อแบบไหน ทำไมคุณหมอนำการดูแลประคับประคองมาเป็นส่วนหนึ่งของบริการที่นี่
Petarium เป็นศูนย์กายภาพบำบัดสัตว์เลี้ยง ของบริษัทเอกชนซึ่งพัฒนานวัตกรรมและผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการฟื้นฟู ต่อมาเลยเปิด Petarium เพื่อเป็นที่ใช้อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้น รวมถึงรับผลการใช้งานจากนักกายภาพบำบัดมาปรับปรุง เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นศูนย์สุขภาวะสัตว์เลี้ยงเต็มรูปแบบได้ประมาณ 2 ปี สาขาแรกอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และมีสาขานี้ (อุดมสุข)
เป้าหมายของ Petarium คือการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงทุกมิติ ลดความเจ็บปวด ไม่สบายตัวเพิ่มเติมจากการรักษา ด้วยการทำกายภาพฟื้นฟู ปรับโภชนาการ ปรับพฤติกรรม ทำให้ทุกอย่างเหมาะสม ให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ตอนนั้นมองว่ามันคือคอนเซปต์เดียวกับการดูแลประคับประคอง ก็เลยเอาองค์ความรู้ที่ไปศึกษาเพิ่มมาร่วมด้วย กลายเป็นบริการดูแลประคับประคองระยะท้าย
ตอนที่ยังอยู่โรงพยาบาลเอกชนจะทำงานส่วนนี้ได้ไม่ค่อยเต็มที่ เนื่องจากเรายังต้องรักษาตามแบบแผนและต้องรันเคสไปด้วย ทำให้เราใช้เวลากับแต่ละเคสได้ไม่มาก คล้ายกับเวลาคนไปโรงพยาบาลรัฐที่บุคลากรมีจำกัด เลยขยับมาทำที่นี่เพื่อให้มีเวลาพูดคุย แล้วก็ทำความเข้าใจกับผู้ดูแลมากพอ
บริการเสริมคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงตามความตั้งใจของ Petarium มีอะไรบ้าง
แบ่งหลักๆ เป็นกระบวนการแผนปัจจุบัน (conventional medicine) คือการทำกายภาพบำบัดทั้งแบบใช้อุปกรณ์และไม่ใช้อุปกรณ์ กับการดูแลแบบทางเลือก (alternative medicine) คือแพทย์แผนจีน แพทย์แผนไทย สมุนไพร ฝังเข็ม นวดทุยหนา นอกจากนี้จะมีกระบวนการประกอบการฟื้นฟู เช่น แผนกโภชนาการ ปรับพฤติกรรม รวมถึงการดูแลประคับประคองระยะสุดท้าย


ปกติจะเริ่มจากความต้องการของผู้ดูแลก่อน เช่น อยากพาหมามาฝังเข็ม ก็จะมีเจอหมอฝังเข็มตามที่ขอเป็นคนแรก ซึ่งคุณหมอก็จะดูอาการภาพรวมให้ แล้วก็แนะนำว่าควรต้องเสริมอะไรบ้าง เช่น มาฝังเข็มแต่ตรวจแล้วเจอว่ามีปัญหาเรื่องโภชนาการ หรือว่ามีปัญหาที่ควรใช้กายภาพบำบัดแบบแผนปัจจุบันร่วมด้วย ก็จะแนะนำไป
คุณหมอของที่นี่ก็จะมีการประคับประคองแทรกในการรักษาอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาอาจจะดูแลตัวสัตว์เป็นหลัก ยังไม่ได้ไปดูแลไปถึงเจ้าของ พอเราเอาการประคับประคองเข้ามาเขาก็จะต่อยอดเคสได้ง่ายขึ้น เคสไหนที่เจ้าของไข้รู้สึกว่าซับซ้อน หรือลำดับขั้นตัดสินใจเยอะ เขาก็จะโอนมาให้เราช่วยพูดคุย ช่วยสื่อสารกับผู้ดูแล หรือว่าเคสไหนที่แสดงเจตจำนงปฏิเสธการรักษาไว้ก่อนแล้ว ก็จะตรงมาหาเราเลย
กระบวนการทำงานประคับประคองของคุณหมอซอเป็นยังไง
ส่วนมากสัตว์ที่มาจะมีการรักษาเดิมอยู่แล้ว ก็จะขอประวัติการรักษาคร่าวๆ จากเจ้าของเพื่อมาดูอาการ ดูพยากรณ์โรค มีโอกาสกำเริบภายในกี่ปี กี่เดือน ตามสถิติจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน โอกาสไปสู่โรคอื่นเพิ่มอีกไหม เสร็จแล้วก็มานัดคุยทำความเข้าใจ คุณหมอที่ให้คำปรึกษาหรือคุณหมอที่รักษาอยู่ให้คำพยากรณ์โรคตรงกันหรือเปล่า เจ้าของเข้าใจอาการหรือยัง ทุกคนในบ้านเคลียร์หมดไหม ถ้าเคลียร์หมดก็มาประเมินคุณภาพชีวิต ดูเรื่องความเจ็บปวด ดูเรื่องการช่วยเหลือตัวเอง การขับถ่ายเอง การกิน จะสอนเจ้าของประเมินแล้วค่อยมาเจาะดูว่าหัวข้อไหนมีปัญหา จากนั้นจะช่วยแนะนำวิธีแก้ไข เพิ่มคุณภาพให้เจ้าของเอากลับไปทำต่อที่บ้าน
ปกติจะพยายามเชียร์ให้เจ้าของดูแลเองที่บ้าน ยกเว้นเจ้าของติดขัดจริงๆ จะช่วยหาที่ฝากตามงบ แล้วก็จะนัดเจ้าของมาประเมินเรื่อยๆ โดยใช้แบบทดสอบคุณภาพชีวิตเป็นหลัก เหตุผลคืออยากให้ใช้เวลาที่เหลือด้วยกันมากที่สุด ถ้าเจ้าของได้ดูแลเอง เขาจะค่อยๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงของสัตว์ที่เลี้ยง เวลาทรุดเขาจะไม่ได้รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เพราะเขาเข้าใจโรค เข้าใจความเป็นไปได้ และเห็นอาการที่ทรุดลงทีละนิดไปตามธรรมชาติ

ผู้เลี้ยงที่มาหาคุณหมอ มีความคาดหวังจากกระบวนการนี้ยังไง
เขาอยากให้สัตว์เลี้ยงไม่เครียด ไม่ทรมานจากการรักษา อยากให้ดีที่สุด สุดท้ายจะตายก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ก่อนตายมีชีวิตดี ไม่ทรมาน คิดว่าลึกๆ ทุกคนที่มาอยากได้ที่พึ่งเหมือนกับยังมีบางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ ยังมีสิ่งติดค้างกับสัตว์เลี้ยง เราก็จะพยายามช่วย
มีอุปสรรคอะไรที่ทำให้คุณหมอตอบสนองความคาดหวังนั้นได้ยากไหม
มีบางเคสที่ต้องใช้เวลาสื่อสารกับคนเลี้ยงช่วงแรก แต่ไม่คิดว่าเป็นอุปสรรคหรือเหนื่อยใจนะ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ เป็นธรรมชาติของคนที่กำลังกังวลว่าต้องเสียสัตว์เลี้ยงไป และเท่าที่เจอมาไม่มีคนไหนที่ยังคงไม่เข้าใจการประคับประคองไปจนถึงวาระสุดท้าย สุดท้ายเขาก็จะเข้าใจ เพราะว่าเป้าหมายเราเป็นสิ่งเดียวกัน คืออยากให้สัตว์มีชีวิตดี ถ้าถามว่ามีเรื่องที่แนะนำไปแล้วเขาปฏิเสธไหม ก็มี…แต่เขาปฏิเสธเพราะเขาคิดว่ามันไม่ดีกับสัตว์ของเขา กับวิธีเลี้ยงของเขา เราก็แค่ช่วยกันหาวิธีใหม่ที่คิดว่าดีทั้งคู่ เช่นเดียวกับเรื่องเงิน คือคนเลี้ยงรักษาต่อไม่ไหวเลยมาหาเรา แต่ palliative care งบมันหลากหลายมาก คือถ้ามีเงินก็ไปฝากคลินิกแพงๆ ไปจนถึงไม่ต้องใช้อะไรเลย เอาเท่าที่ได้ เน้นการดูแลจากเจ้าของ ทำให้เขาเข้าใจตรงกันก็พอ

แต่ที่คิดว่าเป็นปัญหาอยู่ คือระบบ palliative care ในสัตว์เลี้ยงของไทยยังไม่ชัดเจน คนที่เข้าถึงหรือรู้จักสิ่งนี้น้อย เลยทำให้คนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียยังมีเยอะ รวมถึงสัตว์ที่ได้รับการดูแลช่วงท้ายยังไม่เหมาะสมยังมีมาก นี่คือสิ่งที่เราอยากอยากแก้ไข
หมอสื่อสารกับคนเลี้ยงและดูแลจิตใจเขายังไง เมื่อใกล้จะต้องเจอความสูญเสีย
ก็คุยเหมือนเป็นเพื่อนกัน คุยเหมือนกับว่าเราช่วยเลี้ยง ขอรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้หน่อย เพราะไม่ได้คุยแค่ตัวที่เป็นคนไข้ ถ้าที่บ้านเขามีตัวอื่นก็คุยถึงตัวอื่นๆ ด้วย ดูความสัมพันธ์ในบ้าน บางคนมาแบบเปิดใจ อยากมาพึ่งพิงเต็มที่ อันนี้ก็ไม่ยากมาก เขาก็จะยินดีให้เราสอบถาม ให้ข้อมูล บางทีข้อมูลเขาอัดแน่นมาก เพราะตัวที่เป็นเยอะๆ รักษาหลายหมอ หมอมะเร็ง หมอโรคไต ข้อมูลมันสุม ไม่รู้จะประมวลยังไง เราก็ช่วยแยกแยะออกมาทำให้เขาเข้าใจมากขึ้น
ตอนอธิบายก็ตามขั้นตอนเลย คือตัวนี้เป็นอะไรอยู่บ้าง แล้วเรียงลำดับความสำคัญการดูแล เรื่องไหนทำให้คุณภาพชีวิตแย่สุดก็เอาไว้เป็นอันดับ 1 ซึ่งอาจจะไม่ใช่โรคที่ร้ายสุดก็ได้ บางทีเป็นทั้งโรคหัวใจ โรคไต โรคมะเร็ง ซึ่งมะเร็งคือตัวที่จะทำให้เสียชีวิต แต่อาจไม่ใช่โรคที่ทำให้ทรมาน ก็จะเน้นดูแลอาการโรคที่ทำให้ทรมาน
หลายครั้งเคสที่มาเป็นช่วงท้ายของชีวิตแล้ว เคยมีการพูดถึงเรื่องการุณยฆาตบ้างไหม
มี หลายคนรู้จัก Petarium จากแหล่งอื่นหรือหมอเจ้าของไข้เดิมแนะนำมา โดยเฉพาะเคสที่แย่มากแล้ว ผู้ดูแลอาจจะขอหมอเจ้าของไข้ทำให้หลับ แต่ว่าในไทยคุณหมอมักจะปฏิเสธโดยเฉพาะเคสที่เขาดูมาตั้งแต่ต้น ซึ่งบางเคสก็ส่งมาขอให้ที่นี่ช่วยทำ ซึ่งจริงๆ งานของเราไม่ได้มีจุดประสงค์แบบนั้น แต่ก็มาได้ มาคุยกันก่อนว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจ หรือที่คุณหมอเจ้าของไข้แนะนำมามันเหมาะกับตัวสัตว์เลี้ยงและผู้ดูแลตอนนั้นไหม ถ้าพูดคุยกันได้ก็จะพยายามให้เข้าการดูแลประคับประคอง
มีเคสประทับใจหรือว่าจำได้เป็นพิเศษไหม
ตัวแรก (ตอบทันที) ที่เราคิดว่าเป็นการประคับประคองที่สมบูรณ์ คือเคสหมาพันธุ์ไทยอายุมาก คนเลี้ยงเป็นคุณป้าอายุประมาณหกสิบกว่าขับรถพามา ตอนนั้นเขามาที่โรงพยาบาลตอนกลางคืน เพราะหมาฉี่ไม่ออก ท้องโต หมอเจ้าของไข้วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระดูกซึ่งลามไปจนไม่สามารถตัดออกได้สมบูรณ์แล้ว ได้แต่ให้ยาแก้ปวดกินเป็นช่วงๆ คุณป้าก็ต้องคอยอุ้มยกพยุงให้มันฉี่ แต่ก็ยกไม่ค่อยไหว เราเลยมาออกแบบวิธีดูแล ให้คุณป้าทำวีลแชร์ 4 ล้อสำหรับสัตว์ จะได้เข็นไปฉี่สะดวก แล้วก็ให้มาลองฝังเข็มลดปวด ให้กิน CBD สารสกัดกัญชงช่วยลดปวดร่วมกับยาแผนปัจจุบัน แล้วก็นัดติดตามอาการสัปดาห์ละครั้ง
หลังจากนั้นคุณป้าบอกว่ามีชีวิตที่ดีขึ้น หมาก็ดีขึ้น จนช่วงท้ายๆ ร่างกายมันผอมลงไปตามอาการ คุณป้าที่ดูมานานก็รู้เลยว่าใกล้จะไปแล้ว ก็มาบอกว่าอยากพาไปเที่ยวทะเลที่ระยอง เพราะเดิมเขาเป็นหมาจรที่ป้าไปเจอมาจากระยอง แต่ที่ก่อนหน้านั้นไม่กล้าพาไปเพราะกลัวติดเชื้อ เราก็บอกไปได้เลย ป้าก็พาไปเล่นน้ำทะเล กลับมาได้ไม่กี่วันคุณป้าก็แจ้งข่าวว่ามันเสียแล้ว พร้อมขอบคุณเราที่ให้ความช่วยเหลือ
จากนั้นแกก็หายไปพักหนึ่ง จนไปเดินเจอแกที่งานมหกรรมสัตว์เลี้ยง แกเข็นหมาตัวใหม่มาทัก ประเด็นคือหมาตัวใหม่เป็นพุดเดิ้ลตาฝ้าฟาง แก่หง่อมเท่าๆ กับตัวที่เพิ่งตาย ป้าบอกเพิ่งรับมาใหม่ คือแกอุตส่าห์รับตัวที่แก่มาเลี้ยงซ้ำอีก เราก็ถามว่าป้าไหวเหรอ ป้าบอกว่าแกก็เลือกตัวที่ไม่มีใครคอยดูแลและมันน่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน มาดูแลให้ดีที่สุด มันจะได้ไปก่อนป้า
เป็นเคสที่รู้สึกว่าสำเร็จ เพราะหลายคนที่รักหมามาก พอตัวนั้นเสียก็มักจะไม่อยากเลี้ยงหมาซ้ำ คือไปรู้สึกว่าเต็มที่มากๆ แล้วกับหมาตัวก่อน ซึ่งคิดว่าคนที่รู้สึกแบบนี้ แปลว่าเขาอาจยังติดค้างจากหมาตัวเก่า เขาไม่ค่อยเคลียร์หรือกลัวต้องเจ็บปวดซ้ำหรือเปล่า แต่ถ้าคนที่เคลียร์จริงๆ เขามักจะอยากดูแลตัวถัดไป เพราะเขารู้สึกว่าเขามีความสุขแล้วที่ทำให้สัตว์เลี้ยงมีความสุขจนเสียชีวิตได้
เคสแบบนี้ให้พลังกับคุณหมอยังไง
รู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปเกิดประโยชน์ ทำให้คนคนหนึ่งมีความสุขในการที่จะดูแลอีกหนึ่งชีวิตไปจนปลายทางโดยไม่ติดค้างอะไร ซึ่งหาได้ยาก เป็นเคสแรกที่ได้ทำประคับประคองระยะท้ายจริงๆ เลยรู้สึกว่าถ้าหลังจากนี้สามารถทำให้ทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงมีความสุขจนระยะสุดท้ายก็คงดี

เตรียมพร้อมจากลา
คุณหมอเคยเลี้ยงสัตว์หลายตัว แล้วก็น่าจะเคยเห็นสัตว์เลี้ยงเสียหลายครั้งเหมือนกัน อยากรู้ว่าในฐานะที่เป็นสัตวแพทย์ที่ทำงานด้านนี้โดยตรง ความรู้สึกของการสูญเสียมันเป็นยังไง
เสียใจ แต่ว่าก็รู้สึกว่าดูแลเต็มที่แล้ว แบบที่มันอยากได้ ถ้าคนเลี้ยงสัตว์ก็จะรู้ว่าสัตว์ชอบแบบไหน แบบไหนไม่เอา แล้วส่วนใหญ่มันก็จะเสียตามอายุขัย ไม่ใช่ชักตายหรือทรมานเกินไป พอตายเราก็เสียใจนะ ร้องไห้หนัก แต่ก็รู้สึกว่ามันหมดจดเพราะดูแลเขาอย่างดีจนถึงปลายทางแล้ว
ถ้าหน้าที่ของคุณหมอคือการทำให้ทั้งผู้เลี้ยงและตัวสัตว์เลี้ยงได้เจอการจากลาที่มีคุณภาพ แล้วนิยามการจากลาที่ดีของคุณหมอคืออะไร
การจากลาที่ดีคือต้องไม่มีอะไรติดค้าง ทั้งกับคนเลี้ยง ไม่อยากให้เขารู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าทำได้ไม่เต็มที่ ให้เขาเคลียร์ว่าทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว ความตายและโรคมันเป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนของสัตว์ เราไม่รู้ว่าแต่ละตัวรู้สึกยังไง แต่คิดว่าทุกชีวิตมีสัญชาตญาณอยากอยู่รอด มันอยากมีชีวิตต่อ ดังนั้นหน้าที่ของเราคือทำให้คนเลี้ยงมีสิทธิ์เลือกชีวิตที่ดีให้กับสัตว์ตัวนั้น

ในยุคที่คนนิยมเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูก การดูแลประคับประคองระยะท้ายจะมีเข้ามามีบทบาทยังไง
คนเลี้ยงสัตว์เริ่มต้นจากการอยากมีเพื่อน แต่ตอนได้มาอาจยังไม่ได้คิดว่าสุดท้ายเพื่อนก็ต้องแก่ เจ็บ ตาย ซึ่งอายุขัยมันไม่ได้ยาวนาน ถ้าไม่ทราบวิธีที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต พอป่วยก็มุ่งไปทางรักษาอย่างเดียว เกิดกังวล ทุกข์ สุดท้ายพอจากกันไม่ดีก็กลายเป็นความติดค้าง
อยากให้คนทั่วไปตระหนักถึงการดูแลประคับประคองว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่แค่คนเลี้ยง แต่ฝั่งคุณหมอก็ต้องตระหนักเพิ่มขึ้นด้วย หลายคนมุ่งเรื่องการรักษาจนลืมคุณภาพชีวิต เราเลยทำทั้งสองด้าน ไปบรรยายกับหมอ อยากให้มหาวิทยาลัยแทรกหลักสูตรให้เขามีแนวคิดนี้ ส่วนไปบรรยายกับคนทั่วไปก็มักจะบอกว่ามีอะไรอยากพูดกับหมอ พูดไปเลย ไม่ต้องกลัว ให้สื่อสารกันตรงๆ จะส่งผลดีกับการดูแล

คุณหมอคิดว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงควรมองเรื่อง palliative care ในมุมไหน
ในต่างประเทศ คนเลี้ยงเขาดูแลจนวาระสุดท้าย palliative care เลยสำคัญมาก แถมสร้างรายได้ได้สูง มีคลินิกสำหรับสัตว์วัยชรา มีหมอเฉพาะทางด้านนี้ แต่ในไทยหลายครั้งเงินไปกองกับการรักษาช่วงแรก พอระยะท้ายเลยมีเงินไม่พอ ฝั่งหมอก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าเคสฉีดวัคซีนหรือทำหมันที่ใช้เวลาสั้นกว่า ได้จำนวนเคสมากกว่า ทำให้กระบวนการประคับประคองยังไม่สมบูรณ์
อยากให้กระบวนการนี้แทรกอยู่ในการรักษาทั่วไป ไม่ต้องแยกเป็นคลินิกเฉพาะทางก็ได้ อยากให้คุณหมอทุกคนมีคอนเซปต์ มีทางเลือก ไม่ต้องเป็น pet senior care แบบเมืองนอกที่เก็บตังค์แพงๆ แค่ปรับคุณภาพชีวิตพื้นฐาน เช่น ปกติห้อง ICU ในคลินิกจะเสียงดังและเปิดไฟตลอดทั้งคืนซึ่งสะดวกในการทำงานกับเคสวิกฤตฉุกเฉิน แต่อาจไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับสัตว์ที่อยู่ในการประคับประคอง ก็น่าปรับเพื่อเติมคุณภาพชีวิตให้สัตว์ในระยะท้าย
แล้วอยากให้งานที่ทำส่งต่อพลังแบบไหนไปยังผู้เลี้ยงและสังคม
เรายังรักมันและอยากให้คนรู้จักงานนี้ เพราะมันช่วยให้หลายคนไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องติดค้าง ทำให้คนเลี้ยงยังอยากรับสัตว์ตัวใหม่มาดูแล ที่สำคัญคืออยากให้สังคมรู้ว่าการดูแลประคับประคองในสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์ยังไง เราหวังว่าสัตว์เลี้ยงทุกตัวจะได้รับการดูแลที่ดี ไม่ต้องเวอร์วัง แค่ทำพื้นฐานชีวิตเขาให้ดี เพราะเขาเป็นหนึ่งชีวิตเท่าเทียมกัน เราไม่ควรปล่อยปละละเลย
ขอบคุณรูปภาพจาก Petarium