Human Skills

ทำไม human skills ถึงสำคัญกับผู้นำในยุคดิสรัปต์

ในโลกการทำงานปี 2026 ที่ทุกคนกำลังพูดถึง AI เกิดคำศัพท์ใหม่คือ ‘human-in-the-loop’ หรือการให้มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการตรวจเช็กการทำงานของ AI โดยมนุษย์แล้ว ความหมายลึกซึ้งของ human-in-the-loop ยังรวมถึงการดึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ออกมาใช้ในจุดที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ได้แก่ human skill ต่างๆ ทั้งความเป็นผู้นำ การเห็นอกเห็นใจ การทำงานเป็นทีม และอีกมากมาย

รายงานจาก McKinsey ชี้ชัดว่า AI อาจช่วยร่างอีเมลหรือเตรียมวาระการประชุมได้ แต่ AI ไม่สามารถทำงานที่ยากที่สุดของการเป็นผู้นำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กร การตัดสินใจในภาวะวิกฤต การสร้างความไว้วางใจ หรือการคิดค้นไอเดียที่แปลกใหม่ งานเหล่านี้ยังคงเป็นส่วนที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และความสามารถในการผสมผสานทักษะเหล่านี้เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลจะกลายเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้นำที่ประสบความสำเร็จในยุคใหม่นี้

❓ลองตั้งคำถามว่าทุกวันนี้คุณทำงานต่างจากหุ่นยนต์ยังไง หากคุณตั้งโจทย์ให้ AI คิดไอเดียหรือกลยุทธ์การบริหารองค์กร มุมมองของเราจะต่างจาก AI ยังไง กระบวนการคิดของเราสามารถแยกแยะอารมณ์ หรือตัดสินใจแก้ปัญหาที่ซับซ้อนด้วยตรรกะและคุณธรรมได้ดีกว่า AI เพียงใด

สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายใหม่ที่ทำให้บทบาทของผู้นำในปีนี้น่าตื่นเต้นและยากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสามารถถอดรหัสกลยุทธ์การปรับตัวได้ดังนี้

1. เปลี่ยนจาก command & control เป็นคำนึงถึง context ที่ AI คิดไม่ได้

รายงานจาก McKinsey กล่าวว่า เมื่อ AI และหุ่นยนต์เข้ามาทำงานเคียงข้างมนุษย์มากขึ้น รูปแบบการบริหารแบบเดิมที่เน้นการสั่งการและควบคุม หรือที่เรียกว่า command & control จะเริ่มไร้ประสิทธิภาพ เพราะผู้นำจะไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในห้องอีกต่อไป หน้าที่ใหม่ของผู้นำคือการสร้างบริบทหรือ context เพื่อให้ทีมสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีได้ ผู้นำต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ทั้งการมอบสิทธิในการตัดสินใจให้ทีม พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความไว้วางใจ

หน้าที่หลัก 3 ประการที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้คือ

หนึ่ง การกำหนดวิสัยทัศน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งต้องอาศัยการอ่านใจคนในห้องเพื่อรับรู้ถึงปฏิกิริยาทางอารมณ์ของพนักงาน พร้อมขับเคลื่อนทีมไปสู่เป้าหมายใหม่

สอง การตัดสินใจจากคุณค่าภายใน

สาม การออกแบบผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดด ซึ่งต้องอาศัยทักษะความเป็นผู้นำที่กล้าคิดต่าง เนื่องจาก AI ถูกฝึกมาให้ค้นหาข้อมูลและนำเสนอคำตอบในรูปแบบเดิมๆ ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถมองเห็นนวัตกรรมที่จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับองค์กรได้จริง

2. บ่มเพาะ servant leadership เพื่อแก้โจทย์บริหารทีมที่ซับซ้อน 

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft เคยกล่าวว่า “หาก CEO คนถัดไปของ Microsoft สามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่าที่ผมเป็น นั่นหมายความว่าผมได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ถูกต้องแล้ว” ซึ่งสะท้อนถึงหัวใจของการบริหารที่เน้นการเป็นพี่เลี้ยง (mentoring) หรืออาจกล่าวได้ว่า วิธีสังเกตว่าบุคลากรคนหนึ่งมีทักษะความเป็นผู้นำแค่ไหน สามารถดูได้จากความสำเร็จของลูกน้องทั้งในแง่งาน การเติบโต ความสุข ไปจนถึงความภาคภูมิใจ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าความเป็นผู้นำคือการออกคำสั่งตามตำแหน่งที่มี แต่แนวคิด servant leadership ซึ่งคิดค้นโดยโรเบิร์ต เค. กรีนลีฟ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นครื่องมือที่ช่วยให้ผู้นำสามารถบริหารจัดการทีมคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นการเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ในการบริหารองค์กรของผู้นำที่ดีจึงมักเห็นการตัดสินใจที่ดูเหมือนไม่เป็นไปตามครรลองตรรกะทั่วไป แต่มีความเป็นมนุษย์ที่หุ่นยนต์อาจคิดแทนไม่ได้ เช่น ผู้นำที่รับผิดแทนลูกทีมทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเองในภาวะวิกฤตของธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เป็น ‘สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้’ และเพราะมันไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ จึงเปี่ยมความหมายลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความเสียสละและจริงใจ จนเป็นเคล็ดลับของหลักการบริหารองค์กรทั่วโลกที่ทำให้ทีมนับถือได้   

3. มอง soft skills เป็น power skills ที่ช่วยขับเคลื่อนทีมและผลประกอบการได้ดีขึ้น

เมื่อพูดถึงสิ่งที่ไม่อยู่ใน KPI และไม่สามารถวัดผลชัดเจนได้อีกสิ่ง สิ่งนั้นคือ empathy หรือความเข้าอกเข้าใจ มันคือการที่ผู้นำมอบอำนาจให้ทีมลองผิดลองถูก เสนอไอเดียแปลกใหม่ โดยหากผิดพลาดก็ไม่โดนตัดสินแรงๆ หรืออีกตัวอย่างคือการที่หัวหน้าทีมตรวจงานด้วยทัศนคติอยาก empower ให้ทีมแต่ละคนเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในแบบของตัวเองและทำให้เจ้าของผลงานนั้นๆ ภูมิใจในงานตัวเองได้ ก่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในทีม
ซึ่งเป็นทักษะที่ทีมทุกคนตั้งแต่ระดับจูเนียร์ถึงซีเนียร์ควรมี ไม่ใช่แค่หัวหน้าทีม

กูเกิลได้พิสูจน์แนวคิดนี้ผ่านโครงการวิจัยระยะยาวชื่อ Aristotle แล้วว่าการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยา (psychological safety) คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมมีประสิทธิภาพ ทีมที่สมาชิกกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าถาม หรือกล้าผิดพลาดโดยไม่ต้องกลัวโดนตำหนิ กล้านำเสนอฟีดแบ็ก พูดถึงปัญหาจริงได้ด้วยความเป็นผู้ใหญ่และไม่กล่าวโทษกัน จะมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าปกติถึง 19% และมีนวัตกรรมเพิ่มขึ้น 31%

รายงานจาก Institute for Health and Human Potential (IHHP) ระบุว่า ทักษะด้านความฉลาดทางอารมณ์เหล่านี้ซึ่งเดิมเรียกว่า soft skills กำลังถูกตั้งชื่อใหม่ว่า power skills และยังเป็นทักษะที่ใช้บริหารทีมงานในโลกการทำงานแบบไฮบริดได้ดีที่สุด หากพนักงานมีทักษะเหล่านี้จะส่งผลดีต่อตัวเลขกำไรของบริษัทอย่างมหาศาล

ผู้บริหารหลายคนมักกล่าวว่าทักษะความเป็นผู้นำทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนทักษะล่องหน เพราะหากพนักงานหรือบุคลากรไม่เห็นความสำคัญ ก็จะมองไม่เห็นมันเลยและไม่เข้าใจผลกระทบต่อทีมและองค์กร ทั้งนี้ทักษะความเป็นผู้นำยังเป็นเรื่องตลกร้ายอย่างหนึ่ง คือเมื่อเราเคยได้รับมันมาจากใครสักคน เราอาจไม่สามารถตอบแทนผู้ที่มอบให้เราได้เพียงพอกับความซาบซึ้งที่ได้รับ สิ่งที่ทำได้คือส่งต่อพลังบวกนี้ให้คนรุ่นต่อไปสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

ในยุคที่เต็มไปด้วยการดิสรัปต์ ผู้นำที่สามารถบริหารทั้งหัวใจคนและขีดความสามารถของเทคโนโลยีไปพร้อมกันได้ จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่จริงใจ การตัดสินใจที่ยึดมั่นในคุณค่า และการนำพาองค์กรผ่านวิกฤตที่ไม่มีข้อมูลในอดีตมาช่วยตัดสินใจ ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่การแข่งกับเครื่องจักร แต่คือการทำหน้าที่เป็นมนุษย์ให้ดีที่สุดเพื่อปลดล็อกศักยภาพของทีมไปสู่อนาคตที่ฝ่าความกลัวได้ในสถานการณ์ระส่ำระสายของเศรษฐกิจโลก

อ้างอิง

Writer

Culture-Centric Consultant, Cultural Decoder, Brand strategist, Narrative Designer, Craft Curator & Columnist, Design Researcher // Instagram : @rata.montre

Illustrator

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ

You Might Also Like