Dogcumentary
ฟัง 3 ผู้กำกับ ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ เล่าถึงการทำ ‘หนังหมา’ ด้วยรักและหวังอยากยกระดับชีวิตหมาจร
ผู้เขียนรู้สึกยินดีไม่น้อยทันทีที่ทราบข่าวว่าจะมีการฉายภาพยนตร์ที่ชื่อว่า โกฮัง..หัวใจโกโฮม
เหตุผลข้อแรก คือนี่เป็นการหวนคืนของหนังไทยที่ตัวเอกดำเนินเรื่องด้วยหมาจร หลังเมื่อหลายสิบปีก่อนเราเคยรู้จักกับเรื่อง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง (2549) และ มะหมา 4 ขาครับ (2550)
เหตุผลข้อที่สอง ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับไทยมือดีถึง 3 ราย นั่นคือ หมู–ชยนพ บุญประกอบ, บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และอัตต้า–อัตตา เหมวดี ที่ผลงานของพวกเขาเคยฝากความทรงจำน่าประทับใจแก่คนดูหนังไม่ช่วงวัยใดก็วัยหนึ่ง
เหตุผลข้อที่สาม คือนี่เป็นหนังที่ถูกฉายในวาระครบ 40 ปีของ ‘GDH’ ค่ายหนังที่ใครหลายคนเติบโตมาด้วยกัน
เหนือสิ่งอื่นใดหนังเรื่องนี้เปี่ยมไปด้วยหัวจิตหัวใจ และความรักของมนุษย์ที่อยากส่งต่อไปถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘หมาจร’ ที่อาจพบเจอตามข้างถนน ในซอย หรือร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน
ความพิเศษที่อุดมไปด้วยมวลแห่งความอบอุ่นชวนชุบชูใจ นำพามาซึ่งความใคร่รู้ถึงเบื้องหลังการทำงานของผู้กำกับทั้ง 3 คน ว่าแล้วเราจึงถือโอกาสไปเยือนสตูดิโอของ GDH เพื่อพูดคุยกับพวกเขา ตั้งแต่การตั้งต้นทำหนังที่ชื่อว่า โกฮัง..หัวใจโกโฮม, มุมมองที่มีต่อหมาจร, การยกระดับต่อนักแสดงสัตว์ในธุรกิจสื่อ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำหนังเรื่องนี้
ซึ่งทั้ง 3 ย้ำว่าไม่ต้องเตรียมกระดาษทิชชู่ซับน้ำตาเพราะน้องหมาที่เป็นนักแสดงยังอยู่ดี

ทำไมพวกคุณ 3 คนถึงตัดสินใจมาทำหนังเกี่ยวหมาจรร่วมกันและยังแบ่งการกำกับเป็น 3 พาร์ตอีก
หมู : ผมเรียกมันว่าเป็นอุบัติการณ์ในช่วงเวลาที่เกิดใกล้ๆ กัน คือเริ่มจากพี่บาสและพี่วัน (วัน–วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ โปรดิวเซอร์แห่งค่าย GDH) ทั้ง 2 คนเป็นคนที่รักหมามากๆ อย่างพี่บาสเรียกว่าเป็นสุดยอดแห่งนักช่วยหมาจร แล้วทั้งพี่วันและพี่บาสก็มีไอเดียที่อยากจะทำหนังเกี่ยวกับหมากันทั้งคู่
ซึ่งก่อนหน้านี้พี่วันเองก็เคยไปหยอดให้อัตต้าลองทำหนังเกี่ยวกับหมา อัตต้าก็เลยซุ่มพัฒนาบทหนังเกี่ยวกับหมาอยู่
แล้วบังเอิญ (เสียงสูง) ผมก็ดันมีไอเดียบทหนังเกี่ยวกับหมาที่ลงมือทำมาแล้วส่วนหนึ่ง พอเรามาเจอกันพูดคุยอัพเดตถึงการทำงาน มันมีการพูดถึงคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับหมาขึ้นมาพร้อมๆ กัน พี่วันเลยชวนเรามาพูดคุยกันว่า มันพอจะมีไอเดียไหนบ้างที่น่าสนใจและหยิบมาพัฒนาเป็นหนังได้จริงๆ เราก็เลยกลับไป pitching กลับมาเสนอพี่วันใหม่ จนสุดท้ายทั้งพี่วันและพวกเราคิดตรงกันว่า งั้นเราทำมันทุกเรื่องเลยแล้วกันแต่ดำเนินหนังด้วยหมาเดียวกัน เล่าถึงน้องหมาตัวหนึ่งที่คนดูเห็นถึงทุกช่วงชีวิตของมันตั้งแต่เด็กจนแก่ ไอเดียของโกฮังเลยเป็นรูปเป็นร่างจากตอนนั้น

การแบ่งพาร์ตทำงานถือว่ายากหรือแตกต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาพวกคุณกำกับหนังด้วยตัวคนเดียวมาตลอด
บาส : ผมให้หมูพูดก่อนเลย
หมู : ได้! (หัวเราะ) สำหรับผมอาจจะคุ้นชินกับการทำงานแบบนี้อยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานกับหนังที่ต้องมีการแบ่งพาร์ตกำกับ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ 3 ที่ได้ทำงานแบบนี้
แต่ว่าที่ผ่านมาการแบ่งพาร์ตคือแบ่งกันทำงานไปเลย แต่อย่างที่บอกว่าโกฮังเป็นหนังที่เราตั้งโจทย์ไว้ว่าเราจะเล่าเป็นเส้นเรื่องเดียวกัน ตัวเอกเป็นน้องหมาตัวเดียวกัน สิ่งที่เราแยกมีอย่างเดียวคือสตอรีของเจ้าของน้องหมาตัวนี้ ฉะนั้นเราต้องรับรู้การทำงานของกันและกันตลอด
ผมยกตัวอย่างเราแยกกันไปเขียนบทกันหนึ่งดราฟต์ จะกี่อาทิตย์ก็ตาม แต่เมื่อกลับมาประชุมกันเราต้องนำบทมาแลกกันอ่าน เพื่อรับรู้และอัพเดตกันว่า แต่ละคนวางเนื้อหาเป็นยังไง จะสามารถเชื่อมโยง หรือนำองค์ประกอบดีๆ จากอีกพาร์ตมาอยู่ในอีกพาร์ตยังไงได้บ้าง ถ้าพูดง่ายๆ ให้เห็นภาพคือโกฮังวัยเด็กประสบกับสถานการณ์แบบใดมา สิ่งนี้ต้องส่งต่อไปถึงตอนที่เขาเป็นวัยหนุ่มและวัยชราด้วย
บาส : เราว่ามันคือความสนุกนะ เพราะเราไม่เคยทำหนัง 3 ตอนมาก่อน อาจจะเคยทำในรูปแบบหนังสั้นโฆษณาซึ่งเราจะไม่นับ พอมาทำจริงมันสนุกตรงที่เราได้เล่าเนื้อหาในแบบที่เราอยากจะเล่า แต่ขณะเดียวกันซับเจกต์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในตอนของเราก็ได้เติบโตต่อยอดในตอนต่อไป
เราเลยรู้สึกว่าการได้เห็นตัวละครที่เรารักไปอยู่ในโลกของผู้กำกับคนอื่นมันมหัศจรรย์เหมือนกัน กับพวกความสนุกระหว่างทางที่เกิดจากเราอยากให้แต่ละตอนมีกิมมิก มีมุกที่หยอกล้อกันไป เราก็ต้องถามจากผู้กำกับอีก 2 คน เราเคยโทรไปหาหมูว่า หมาของมึงนอนในลังปลาท่าไหนวะ (หัวเราะ)
อัตต้า : สำหรับผมไม่ได้ยากเท่าไหร่นะ พี่ๆ เขาเล่นอธิบายกันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) คือด้วยความที่พาร์ตของเราที่เล่าถึงโกฮังตอนแก่ถูกถ่ายเป็นลำดับแรก แต่ในช่วงตอนทำบทผมก็พยายามเก็บเกี่ยวเรื่องราวจากบทของพี่บาสพี่หมู ทำความเข้าใจว่าหมาตัวนี้มันเจออะไรมาบ้าง แล้วเราจะนำมาขมวดยังไงในตอนจบ

มองภาพว่าต้องเป็นหมาพันธุ์บางแก้วลักษณะขนสีขาว จมูกสีชมพู ไว้แต่แรกเหมือนกันไหม
ทั้งสามคน : ไม่เลย
อัตต้า : อย่างผมไม่เคยคิดเลยว่าต้องเป็นพันธุ์บางแก้ว คิดอย่างเดียวคือต้องเป็นสีขาวเพราะผมตั้งชื่อมันว่าหิมะ ตามหมาจรที่เคยอยู่ที่คณะ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)
บาส : เราเคยคุยกับพี่วันว่าต้นแบบโกฮังจะหยิบหมาจรตัวหนึ่งที่ชื่อบราวนี่ น้องเป็นหมาที่หนีตายมาจากการทารุณกรรม สภาพที่เรากับอาสาสมัครท่าหนึ่งเจอคือน้องถูกตัดหูขาดสองข้าง มีลวดมัดปาก เราเลยรับเขามาเลี้ยงไว้ และภายหลังส่งน้องไปเลี้ยงต่อที่อื่น ซึ่งความคิดนั้นก็ถูกปัดตกใป
จนกระทั่งตอนที่เราไปทำงานเชียงใหม่ เราบังเอิญไปเจอหมาจรตัวหนึ่ง เป็นหมาแก่ๆ พันธุ์บางแก้ว ตัวสีขาว จมูกชมพู ส่วนตัวเรามองว่าจมูกชมพูนี่แหละทำให้หมาตัวนี้มันโดดเด่นมากๆ ซึ่งตอนที่เราเอาน้องไปรักษาแล้วคุณหมอถามว่าจะให้น้องชื่ออะไร ตอนนั้นแหละหน้าของอัตต้าลอยเข้ามาในหัวเราทันที เพราะน้องมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับหิมะในจินตนาการที่อัตต้าคิดไว้ พอเราส่งน้องไปรักษาเสร็จ ก็ถ่ายรูปน้องไปให้ชาวคณะทำงาน จนสรุปกันว่างั้นเราเอาหมาตัวนี้ตั้งต้นดีกว่า

พวกคุณรู้สึกหรือมองสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘หมาจร’ เป็นแบบไหน
หมู : เวลาผมเจอหมาจรข้างถนนหรือข้างเซเว่นฯ อันดับแรกผมจะเช็กก่อนว่าเล่นกับน้องได้ไหม ตัวไหนที่เล่นได้ผมจะเข้าชาร์จเล่นกับน้องทันที แมวจรก็ด้วย (หัวเราะ) ซึ่งผมเชื่อว่าหมาจรที่อยู่หน้าเซเว่นฯ มักจะใจดี มีความอ่อนโยนเพราะเขาเคยได้รับน้ำใจจากมนุษย์ ก็เลยค่อนข้างจะมีประสบการณ์ที่ดีกับหมาจร
อัตต้า : ก่อนทำหนังเรื่องนี้ผมไม่เคยคลุกคลีกับหมาจรมาก่อนเลย แต่ตัวผมจริงๆ ชอบหมานะ ไม่เชิงมีระยะห่างกับมัน แต่ก็จะรู้ว่านี่แหละหมาจร แต่ระหว่างที่ทำหนังเรื่องนี้เวลาเจอหมาจรมันเจอเกิดความรู้สึกที่ว่า นายเป็นใคร มาจากไหน ผ่านอะไรมาบ้าง
ผมอาจจะไม่ได้อินกับหมาหน้าเซเว่นฯ ขนาดนั้น แต่ผมจะชอบหมาจรที่อยู่ตามทะเลเพราะที่เจอคือแต่ละตัวมีนิสัยชอบเล่นกับคน และความรู้สึกคือถ้าเราไปเล่นทะเลเท่ากับเราพร้อมที่จะตัวเลอะก็เลยรู้สึกถูกชะตา
บาส : ตอนนี้ผมไม่ได้รับเลี้ยงหมาจรเพิ่มแล้วเพราะพื้นที่บ้านเต็มแมกซ์ คือที่บ้านมีหมา 5 ตัว กับแมวอีก 1 ตัว ถ้าเพิ่มจากนี้คือเราต้องเพิ่มแม่บ้านด้วย (หัวเราะ) แต่เราตั้งใจไว้ว่าเราจะช่วยหมาจรให้ได้ 1 เคสต่อเดือน

คนส่วนใหญ่อาจจะรู้อยู่แล้วว่าพี่บาสทั้งเลี้ยงหมาและช่วยเหลือรับเลี้ยงหมาจรมาประมาณ 7 ปี คำถามคืออีก 2 คน โดยส่วนตัวเป็นคนเลี้ยงสัตว์อยู่แล้วไหม
อัตต้า : ผมไม่ได้เลี้ยงนะ
หมู : ผมเลี้ยงแมว
ถ้าพวกคุณมีทั้งคนที่เลี้ยงหมาจรและไม่เคยเลี้ยงเลย แล้วคุณทำยังไงให้คนดูเชื่อในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่กับคนที่เลี้ยงหมา แต่รวมไปถึงคนที่ไม่เลี้ยงหมาหรือไม่เลี้ยงสัตว์เลยด้วย
บาส : เราว่ามันมีความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือเมื่อหนังเสร็จแล้วเราถอยมาดูมันในฐานะคนดูจริงๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นหนังหมาที่ไม่ได้พูดแค่เรื่องหมาหรือแค่เรื่องสัตว์ มีคำหนึ่งที่พี่วันชอบพูดและพวกเราเห็นด้วยมากๆ คือเรากำลังทำหนังที่เกี่ยวกับ ‘ความสัมพันธ์’ ซึ่งมันจริงมากๆ ความสัมพันธ์ในที่นี้จะเป็นมนุษย์กับหมา มนุษย์กับแมว หรือมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันมันได้หมดเลย สิ่งสำคัญมันไม่ใช่เรื่องของสปีชีส์แต่เป็นลมหายใจที่อยู่ใกล้กับเรา
หมู : การที่ต้องเล่าถึงสิ่งที่เราไม่เคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อนถือเป็นเรื่องปกติอย่างหนึ่งของคนทำหนัง การทำหนังไม่สามารถใช้แค่ประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าเรื่อง การรีเสิร์ช การสัมภาษณ์ การไปทำความรู้จักกับพรมแดนใหม่ๆ เพื่อทำหนังเรื่องหนึ่งก็เป็นความสนุกในการทำหนัง
ในทีนี้เราอาจจะไม่เคยเลี้ยงหมามายาวนาน แต่เราเคยมีความรัก มีความชอบให้กับหมาอยู่แล้ว จริงๆ สัตว์เลี้ยงอันดับ 1 ที่ผมอยากเลี้ยงคือหมา แต่เมียไม่ให้ แมวที่บ้านไม่ให้ พื้นที่ที่บ้านไม่พอ (หัวเราะ) แต่ในเมื่อเรามีความชอบเราก็พร้อมที่จะไปเปิดหูเปิดตารู้จักกับเขามากขึ้น
อัตต้า : ผมชอบกับคำที่พี่วันพูดเหมือนพี่บาสนะ คือเรากำลังทำหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อกัน คือตัวผมไม่เคยเลี้ยงหมาแต่ผมก็ต้องไปคลุกคลีกับเจ้าหิมะ (สุนัขที่รับบทโกฮังตอนแก่) เพื่อทำความเข้าใจมันจนผมมองมันเหมือนเป็นคนคนหนึ่ง รู้สึกอินไปกับมัน เพราะพาร์ตของผมตัวละครก็ไม่ใช่คนที่เคยเลี้ยงหมามาก่อน

การทำงานกับนักแสดงที่เป็นหมาเป็นงานยากแค่ไหน
หมู : ยากเป็นมาตรฐาน เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมใจกันอยู่แล้วตามข้อควรระวังในกองถ่ายลำดับต้นๆ คือสัตว์ เด็ก เอฟเฟกต์ และสลิง
ความที่คนในกองถ่ายรับรู้กันตั้งแต่ต้น ทุกคนก็จะพยายามปรับจูนวิธีคิดการทำงานว่าเราอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เราคาดหวังได้เสมอไป แม้เราจะเตรียมงาน เตรียมความพร้อม นำนักแสดงไปทำความคุ้นเคยกับหมา และเราก็ต้องมีสติ ใจเย็น พร้อมที่จะยืดหยุ่นกับงานตรงหน้ามากๆ กับสิ่งที่น้องหมามอบให้
ในเมื่อนำสัตว์มาใช้ในการทำงาน สิ่งที่ต้องคำนึงตามมาคือเรื่องของ ‘สวัสดิภาพ’ คำถามคือการที่สัตว์ไม่สามารถพูดได้ แล้วพวกคุณมีวิธีจัดการยังไงให้สัตว์ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด
บาส : เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกเราและพี่วันปักธงกันไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งชั่วโมงการทำงานของน้อง ตอนที่น้องอยู่ในกองทุกอย่างต้องพร้อม เอาจริงๆ น้องหมาสบายกว่าเราอีกนะ น้องมีเต็นท์แอร์ส่วนตัวเป็นของตัวเองในขณะที่พวกเรามีพัดลมเป่าหนึ่งตัวกลางแดด แต่เราแฮปปี้กันมากๆ ขณะเดียวกันน้องหมาจะมีแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อที่จะมาอยู่ประจำกับกองถ่ายเพื่อคอยดูแลน้อง ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าน้องจะลำบากหรือไม่สบายตัว ทุกครั้งที่เราสั่งพักเบรกหรือเปลี่ยนเทคคุณหมอจะเข้าไปตรวจน้องทันที

หมู : ระหว่างถ่ายน้องหมาได้รับของตอบแทนเยอะอยู่นะ เพราะการที่เราให้เขาช่วยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เราก็ต้องมีรางวัลให้ สมมติพาร์ตเด็กที่ผมกำกับเราอยากให้เขาแสดงท่าทางแบบนี้ เราก็จะให้ขนม ให้ของกิน ให้ของเล่นเขา แต่พอทำไปสักพักถ้าเขาเบื่อเราก็ต้องให้รางวัลที่พรีเมียมขึ้น และมันก็พรีเมียมขึ้นเรื่อยๆ เขาเลยอยู่ดีกินดีไปโดยปริยาย
บาส : เรื่องค่าตอบแทนเราอาจจะให้ไม่ได้เหมือนกับมนุษย์ อย่าง ‘โคริ’ ที่เล่นเป็นโกฮังตอนเด็ก กับ ‘หิมะ’ ที่เราไปช่วยมาที่มาเล่นเป็นโกฮังตอนแก่ ทั้งสองตัวคือหมาจร ซึ่งเราไม่มีค่าตอบแทนจะจ่ายให้กับเจ้าของ เราเลยคิดเสมอว่าค่าจ้างที่เราตอบแทนให้กับเขาได้คือ ‘ความรัก’ แบบเต็มๆ
ฟังดูเหมือนพูดเอาภาพนะ แต่เรารู้สึกใจฟูทุกครั้งตอนที่เราเห็นทีมงานทุกคน ย้ำว่าทุกคน เอ็นดูน้องหมาขนาดไหน แม้กระทั่งหิมะที่เราไปช่วยมา ไม่รู้เลยว่าน้องมาจากไหน แต่น้องหมาทำงานให้กับเรา น้องมาทำหน้าที่เหมือนกระบอกเสียงให้กับหมาจร แล้วสุดท้ายน้องก็ได้รับความรักจากน้องในทีมโปรดักชั่นดีไซน์ซึ่งเขารับน้องไปเลี้ยงจริงๆ เราเลยคิดว่านี่น่าจะเป็นค่าจ้างที่ดีที่สุดที่น้องน่าจะได้รับไป
อัตต้า : ตอนนี้หิมะมีห้องนอนส่วนตัว มีรถตู้รับ-ส่ง มีคนพาไปเดินอีสต์วิลล์ กินดีอยู่ดี (หัวเราะ) แต่มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ‘พี่เดือน’ กับ ‘พี่มด’ อาร์ตไดเรกเตอร์ที่รับหิมะไปเลี้ยงเขารักมัน จนตัวผมรู้สึกอิ่มใจที่มันมีบ้านอยู่จริงๆ ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะฉาย เราไม่รู้เลยว่าตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายไปแล้วจะมีใครพยายามเข้าหามันบ้าง แต่การที่มันได้ไปอยู่กับคนที่เรารู้ว่าเขาเป็นคนที่ดีมันเป็นสิ่งที่สุดยอดมากๆ

มีอะไรอีกไหมที่อยากยกระดับหรือปรับเปลี่ยนแก่สัตว์ที่ถูกนำมาใช้งานในวงการสื่อ
อัตต้า : มันมีประโยคหนึ่งที่พี่วันเคยพูดว่า เราต้องปฏิบัติกับนักแสดงที่เป็นสัตว์เหมือนเราเลี้ยงเด็กทารก ซึ่งเด็กทารกยังพูดเรียกร้องอะไรไม่ได้ เราก็ต้องมองสัตว์เป็นเหมือนเด็กทารกที่พูดอะไรไม่ได้
บาส : สิ่งที่เราต้องการคงมีแค่การปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเหมาะสม เพราะจริงๆ มันมีกฎกติกามารยาทสากลของการนำน้องหมาน้องแมวมาใช้ทำงานกองถ่าย ข้อปฏิบัติเหล่านั้นหาศึกษาอ่านไม่ยากเลย ถ้าสมติในอนาคตจะมีคอนเทนต์หรือหนังเรื่องไหนที่นำพวกเขามาใช้ก็อยากให้เคารพต่อข้อปฏิบัตินี้ เพราะอย่าลืมว่าสุดท้ายพวกเขาไม่สามารถพูดหรือเรียกร้องอะไรได้เหมือนคน นักแสดงที่เป็นคนยังพูดได้ว่าฉันร้อน ฉันหิว ฉันมีคิวงานที่ต้องไปถ่ายต่อ แต่สัตว์เขาต้องทนอยู่กับมนุษย์อย่างเราไปจนจบ ด้วยความคาดหวังว่าเขาจะได้รับสิ่งที่ดี
หมู : ผมแอบคิดว่ามันมีแนวโน้มอยู่นะ ที่ในวงการภาพยนตร์ วงการซีรีส์ จะมีการนำสัตว์มาเป็นนักแสดงมากขึ้นจนกลายเป็นเทรนด์ เราอาจจะไม่สามารถรู้ได้ว่ามาตรฐานในการดูแลสัตว์ในกองถ่ายจะดีเท่ากันทุกๆ กอง แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า การทำให้มันอยู่ในมาตรฐานที่ดีเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าคุณไม่ทำ ยังไงต้องมีคนพร้อมที่จะตรวจสอบคุณแน่นอน
บาส : เราเชื่ออย่างหนึ่งนะ ว่าพอเป็นหมาเป็นแมวเราจะใจอ่อนเองไปโดยธรรมชาติ อย่างเราเองปกติจะค่อนข้างเข้มข้นกับการทำงาน คนในกองจะรู้เลยว่ากับนักแสดงเราจะปล่อยผ่านแต่ละเทคยากมาก แต่พอเป็นหมา 2 เทคเราให้ผ่านเลย เดี๋ยวให้ตัดต่อไปใส่เพลงช่วยเอา (หัวเราะ)

มีหลายคนเคยบอกว่า ยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีลูก แค่เลี้ยงสัตว์ไว้ข้างกายสักตัวก็พอแล้ว พวกคุณคิดแบบนั้นเหมือนกันไหม?
บาส : เราว่ามันเป็นเรื่องของความคิดเห็น ซึ่งมันอาจจะเป็นความคิดเห็นของคนที่คิดกันแบบนี้เยอะขึ้น ในช่วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจ สภาพสังคม หรืออนาคตของโลกใบนี้ไม่แน่นอน ก็เป็นไปได้ที่คนจะตัดสินใจเลือกชอยส์นี้มากขึ้น มันไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่าไม่ดีกว่า แต่มันแค่พอถึงจุดหนึ่งของชีวิต พอเราเริ่มแก่ขึ้น มันอาจจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะแบ่งปันความรักที่เรามีไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา
หมู : พี่บาสสรุปดีจนผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
ทั้งสามคน : หัวเราะ

หมู : ผมเห็นด้วยนะ อย่างผมแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก เราเลยเลี้ยงแมว ซึ่งการเลี้ยงแมวเราได้ความรักที่บริสุทธิ์จากเขา การได้กลับมาเจอเขาที่บ้านเหมือนการได้กลับมาเจอเซฟโซน มันเลยเกิดความคิดว่าในเมื่อเราโอเคกับที่เป็นอยู่ ถ้างั้นก็ยังไม่จำเป็นต้องหาความเสี่ยงใหม่ ก็เลยเข้าใจคนที่คิดแบบนี้ว่าการเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวก็แฮปปี้แล้ว
อัตต้า : ผมเคยคุยกับแฟนนะว่าอนาคตเราจะเลี้ยงหมาสักตัวไว้แทนลูก แต่บังเอิญหมาของแฟนที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กตาย มันเลยกลายเป็นสิ่งที่ผมกับแฟนเลือกที่จะไม่พูดถึง
ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของ ‘ตัวเลือก’ ในชีวิต หรือทัศนคติในการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย 5 ปีที่แล้วผมคิดว่ายังไงผมก็จะไม่มีลูก พอมาปัจจุบันมันมีความคิดแวบเข้าในหัวบ้างว่าเราจะไม่มีลูกจริงๆ หรือวะ? ซึ่งมันตรงกับที่พี่บาสพูดว่าพอเราโตขึ้นจนถึงช่วงเวลาหนึ่ง เราจะอยากมอบความรักให้กับสิ่งมีชีวิต จะแบบมนุษย์หรือสัตว์ก็ตามขอแค่เราได้เป็นคนดูแลเขา

อยากจะบอกอะไรกับคนที่กลัวจะเสียน้ำตาจนไม่กล้าไปดู โกฮัง..หัวใจโกโฮม
หมู : ผมว่าน้ำตาที่เสียให้กับหนังเรื่องนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความอิ่มเอมนะ ผมเองก็เป็นคนบ่อน้ำตาตื้น ตอนที่ได้ดูรอบกาล่าผมดูยังร้องไห้เอง ระหว่างดูหนังผมเกิดความคิดที่ว่า ชีวิตนี้มันดีนะที่เราได้รักและได้รับความรักจากสิ่งที่เรารักกลับมา ซึ่งเป็นรักที่บริสุทธิ์มากๆ
บาส : พักหลังเราได้ยินคีย์เวิร์ดว่ามนุษย์กลัวการร้องไห้กันมากขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจะกลัวกันไปทำไม อาจจะเพราะกลัวอายที่จะร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น แต่สำหรับเราการร้องไห้เพื่อสิ่งดีๆ อย่างที่หมูบอก มันเป็นความรู้สึกที่เราควรจะยินดีกับมันนะ ยิ่งการที่เราได้ร้องไห้พร้อมกับคนอื่นๆ ค่อนโรงหนังก็ไม่ต้องไปอายหรอก คิดว่าเรามาเฉลิมฉลองกับการที่เรายังรู้ว่าเรายังมีหัวใจไปพร้อมๆ กัน
อัตต้า : ที่พี่บาสตอบดีมากๆ เลยนะ สำหรับผมผมชอบตอนที่ตัวเองได้ร้องไห้เพราะรู้สึกกับอะไรบางอย่าง ร้องไห้เพราะเศร้ากับซึ้งมันต่างกัน เราดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้เพราะซึ้งมากกว่า
หมู : เราภูมิใจกับการนำเสนอหนังเรื่องนี้มากๆ มีความสุขที่ได้รับฟีดแบ็กจากคนดูกลับมา พูดซื่อๆ ก็อยากจะชวนคนไปดูกันเยอะๆ หลังดูหนังเรื่องนี้ความรู้สึกที่มีต่อหมาจรมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง