War in the Middle East
‘ศึกตุนน้ำมัน เงินเฟ้อ ราคาทองพุ่ง’ วิกฤตที่ทั่วโลกต้องเจอหากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ
สถานการณ์ตึงเครียดที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน และสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศต่างๆ ที่มีฐานทัพของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ เช่น ดูไบ อิสราเอล คูเวต บาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นอกจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการโจมตีพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ยังสร้างแรงกระเพื่อมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และราคาทองที่ผันผวน คำถามสำคัญคือถ้าสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบนี้จะรุนแรงเพียงใด และประเทศไทยจะรับมือกับเหตุการณ์นี้ยังไง
ทำไมสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่านส่งผลกระทบทั่วโลก
อิหร่านเป็นประเทศ ‘ผู้ผลิตน้ำมัน’ รายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีปริมาณการผลิตมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ยังมีชายฝั่งติดกับ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นจุดคอขวดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยเฉลี่ยแล้วมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 100 ลำต่อวัน บรรทุกน้ำมันราว 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มีนาคมมีรายงานจากสำนักข่าว Reuters ว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว และจะยิงใส่เรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน ทำให้ตอนนี้มีเรือคอนเทนเนอร์ประมาณ 100 ลำ คิดเป็น 10% ของเรือขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ทั่วโลกกำลังติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตอนนี้เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ‘ถูกตัดขาด’
ส่งผลให้ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้น 9% หรือราว 79.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมัน แต่ยังทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นกว่า 50% ในยุโรป และเกือบ 40% ในเอเชีย สาเหตุหลักมาจากการที่โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ของ QatarEnergy ในกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้จัดหารายใหญ่ถูกโจมตีจนต้องระงับการผลิต ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ในซาอุดีอาระเบียที่มีกำลังการผลิตกว่าครึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยเช่นกัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดโลกขยายวงกว้างขึ้น จากความตึงเครียดเรื่องราคาน้ำมัน การส่งออก ตลาดหุ้น เงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้คนหันไปครอบครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำกันมากขึ้น จนราคาทองพุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้ค้าทองรายใหญ่ทั้งฮั่วเซ่งเฮง, แม่ทองสุก และ YLG ประกาศงดซื้อ-ขายทองคำแท่งออนไลน์ชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดบริการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม เวลา 10:00 น.
ถ้าสงครามยืดเยื้อจะเกิดอะไรขึ้น
1. ราคาน้ำมันทั่วโลกดีดตัวขึ้นสูง
เมื่อเกิดสงครามระหว่างประเทศ ย่อมเกิด ‘สงครามน้ำมัน’ ตามมา นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยทวีปเอเชียจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะน้ำมันที่มาจากช่องแคบฮอร์มุซส่งออกไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้หลังจากนี้อาจเกิด ‘ศึกกักตุนน้ำมัน’
ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยตรง แต่ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ใช้ในไทยผลิตจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ราคาน้ำมันล่าสุดวันที่ 3 มีนาคนนี้ น้ำมันดีเซลพุ่งไปถึงลิตรละ 4.20 บาท ถือว่าเป็นการขยับที่รุนแรงมาก ขณะที่เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขยับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท ทำให้คนต่างตื่นตระหนกและแห่มาเติมน้ำมัน อย่างสถานีบริการน้ำมันในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีรถป้ายทะเบียนประเทศไทยและเมียนมา แห่มาต่อคิวเติมน้ำมันถึงขนาดที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 หมดเลยทีเดียว
2. เงินเฟ้อขึ้นสูง เงินบาทอ่อนค่า
อย่างที่รู้กันว่าน้ำมันแพงขึ้นเมื่อไหร่ สินค้าและบริการจะขึ้นราคาตามเมื่อนั้น เพราะน้ำมันถือเป็นต้นทุนของทุกอย่าง ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ที่จำนวนเงินเท่าเดิมซื้อแต่ซื้อของได้ลดลงหรือที่เรียกว่า ‘อำนาจซื้อลดลง’ ยิ่งถ้าสงครามยาวนาน ไทยต้องนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้น จะยิ่งเสียดุลการค้า ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนลงไปถึง 36.50-37 บาทต่อดอลลาร์
3. ราคาทองผันผวนอย่างรุนแรง
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกตื่นตระหนกและมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทอง ทางแม่ทองสุก หนึ่งในผู้ค้าทองรายใหญ่ของไทยได้มองว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาทองคำมีโอกาสพุ่งขึ้นถึง 85,000-90,000 บาท ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามถึง 10% ทำให้คนแห่ซื้อทองเพื่อกระจายความเสี่ยง ถึงอย่างนั้นหากสถานการณ์นี้คลี่คลายลงได้ มีโอกาสที่ราคาทองจะปรับลดลงอย่างรวดเร็ว
ไทยมีมาตรการรับมือยังไง
จากผลกระทบทั้งหมด ประเด็นใหญ่ที่ใกล้ตัวทุกคนที่สุดในตอนนี้คือ ‘ปริมาณน้ำมัน’ เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ซึ่งทางอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ออกมาบอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ประมาณ 60 วัน และได้เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากราคาน้ำมันพุ่งสูง จนทำให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยังได้จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ไปจนถึงการเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไป เพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ พร้อมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังงานเต็มกำลัง เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าอีกด้วย
หลายคนต่างภาวนาให้สงครามนี้ได้ข้อสรุปที่ดีกับทุกฝ่ายและจบโดยไว ไม่รุกรานไปถึงขั้นเกิดส่งครามโลกครั้งที่ 3 เพราะถ้าสถานการณ์เข้าขั้นเลวร้ายไม่มากกว่านี้และยืดเยื้อไปหลักเดือนจนถึงหลักปี ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่าวิกฤตน้ำมัน เงินเฟ้อ และราคาทองอย่างแน่นอน
ที่มา
- cnbc.com/2026/02/28/iran-us-attack-oil-market-economy.html
- france24.com/en/live-news/20260302-mideast-war-risks-sending-global-economy-into-stagflation
- bbc.com/news/articles/cx2dyz6p3weo
- think.ing.com/articles/war-in-the-middle-east-implications-for-markets-and-macro
- investopedia.com/iran-war-has-only-effect-on-u-s-economy-so-far-forecasters-say-11917490
- bbc.com/news/live/cn5ge95q6y7t
- thairath.co.th/scoop/theissue/2917422
- mtsgold.co.th/th