นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Don’t Stuff believin’

Yellow Stuff แบรนด์สารพัดไอเทมกาแฟที่อยากให้ลูกค้ามีประสบการณ์การดื่มที่รื่นรมย์ที่สุด

“ปกติกินกาแฟไหมครับ”

ชายหนุ่มถาม เรารีบพยักหน้ารับ อธิบายต่อว่าไม่ได้ชอบกาแฟแบบไหนเป็นพิเศษ ถึงอย่างนั้นก็พอรู้ในพื้นฐานว่าเมล็ดกาแฟแต่ละแบบให้รสชาติต่างกัน แหล่งปลูก วิธีการคั่ว และอีกสารพัดปัจจัยล้วนมีผล

เขายิ้ม แล้วจัดการดริปเมล็ดที่เพิ่งได้จากอเมริกาด้วยความคล่องแคล่ว ไม่นานกลิ่นหอมกาแฟก็ฟุ้งไปทั่วห้อง เขาหยิบแก้วเซรามิกสีขาวที่รูปทรงต่างกันออกมาจากตู้ 3 ใบ แล้วบอกให้เราชิมกาแฟจากแก้วทั้งหมด

ทั้งที่เป็นกาแฟจากกาเดียวกันแต่กลับให้ความรู้สึกแตกต่าง เรารู้สึกว่าแก้วแรกหวานกว่า แก้วที่สองออกเปรี้ยวนิดๆ ส่วนแก้วสุดท้ายซึ่งเราชอบที่สุด เป็นแก้วที่ชิมแล้วความรู้สึกผ่อนคลาย

นั่นคือครั้งแรกที่เราได้รู้ว่าแก้วกาแฟก็มีผลกับประสบการณ์การดื่ม

“ทรงของแก้วต่างกัน รวมถึงตำแหน่งที่โดนลิ้นก็มีผล เพราะลิ้นของคนเราจะเซนซิทีฟไม่เหมือนกันในแต่ละจุด” ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งข้างเราอธิบาย

เปล่าเลย เราไม่ได้นั่งอยู่ในคาเฟ่ที่ไหน แต่กำลังอยู่ในออฟฟิศของ Yellow Stuff แบรนด์สารพัดสินค้าเกี่ยวกับกาแฟ ที่ขายตั้งแต่ผ้ากันเปื้อนผลิตเอง กระบอกน้ำนำเข้า ไปจนถึงเครื่องชง 

เอก–สมเดช เหลืองทวีบุญ ชายหนุ่มที่ดริปกาแฟให้เรา และ ไช้–อังศุธร หอมเทียนทอง คนที่ช่วยอธิบายประสบการณ์การดื่มให้ฟัง คือสองหุ้นส่วนผู้ปลุกปั้นธุรกิจให้เติบโตด้วยกัน จากธุรกิจเล็กๆ ที่เอกต่อยอดมาจากธุรกิจเครื่องหนังกับเครื่องแก้วของครอบครัว สู่ธุรกิจขายไอเทมกาแฟที่เป็นที่รักของเหล่า coffee lover ทำให้มียอดขายโตกว่า 20 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี

Friends Stuff

ก่อนจะเล่าเรื่องธุรกิจ ขอย้อนความเรื่องความสัมพันธ์แบบกระชับสั้น เอกกับไช้รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่นิวซีแลนด์ อยู่ในกลุ่มเพื่อนคนไทยในต่างแดนด้วยกัน ถึงอย่างนั้นก็มีไลฟ์สไตล์เรื่องกาแฟที่แตกต่าง

เอกเป็นคอกาแฟตัวยง หลังจากเรียนจบด้าน Fine Arts และไปทำงานตำแหน่ง Shading and Lighting ในบริษัทแอนิเมชั่นใหญ่อยู่พักหนึ่ง เขาหันมาร่วมธุรกิจกับ เต้–วรัตต์ วิจิตรวาทการ ทำร้านอาหารชื่อ Roast ซึ่งต่อยอดเป็น Roots แบรนด์กาแฟชื่อดังในเวลาต่อมา 

เอกใช้ความรู้เรื่องการออกแบบมาวางคอนเซปต์ร้าน เป็นคนอยู่เบื้องหลังโลโก้และการทำแบรนด์ดิ้งของ Roots ในระยะแรกเริ่ม ระหว่างทำงานนั้นก็อินกับเรื่องเมล็ดและสารพัดไอเทมเกี่ยวกับกาแฟมากขึ้น ต่อยอดมาถึงทุกวันนี้

ส่วนไช้นิยามตัวเองว่าเป็นคนกินกาแฟง่ายๆ (“เช่น ไปถึงพอร์ตแลนด์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองกาแฟ ก็ยังไปกินสตาร์บัคส์” เอกแซว เรียกเสียงหัวเราะครืนจากเรา) แต่ที่อินเป็นพิเศษคือวัสดุที่ใส่เครื่องดื่ม เพราะเขาเป็นคนทำงานสายเทค ไปไหนมาไหนต้องมีกระบอกน้ำติดตัว โดยกระบอกน้ำที่ไช้ปฏิเสธจะใช้เด็ดขาดคือสเตนเลส 

“กาแฟดำหรือน้ำเปล่าไม่มีปัญหาหรอก แต่เมื่อไหร่ที่กินกาแฟนมหรือกาแฟที่มีน้ำตาล พวกนี้จะไปติดที่ร่องกระบอกน้ำแล้วเกิดแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้เราป่วยโดยที่ไม่รู้ตัว” เขาอธิบาย เล่าต่อว่าถ้าเลือกได้ก็จะเลือกกระบอกน้ำที่ทำมาจากเซรามิกมากกว่า เพราะมันล้างง่าย ไม่มีกลิ่น

แม้ไลฟ์สไตล์การกินกาแฟจะต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันแน่ๆ คือทั้งคู่ล้วนอยากมีประสบการณ์การดื่มกาแฟที่ดี ซึ่งนั่นแหละคือคุณค่าที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดในการทำแบรนด์

Yellow Stuff

Yellow Stuff ก่อตั้งในปี 2015 หลังจาก Roots สาขาแรกเปิดได้ 2 ขวบปี

เพราะหัวใจสำคัญทางธุรกิจของ Roots คือการกลับไปหา ‘ราก’ ของตัวเอง นั่นคือการทำงานกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำ เอกจึงได้แรงบันดาลใจในการกลับไปหารากของตัวเองบ้าง

รากที่ว่าคือธุรกิจผลิตเครื่องหนังและนำเข้าเครื่องแก้วของครอบครัวเหลืองทวีบุญ ซึ่งเอกเคยวิ่งเล่นในโรงงานตั้งแต่เด็กๆ 

ช่วงที่ Roots เปิดใหม่ๆ ร้านกำลังมองหาแก้วกาแฟที่ดื่มแล้วรื่นรมย์ ส่วนฝั่งพนักงานก็ต้องการชุดยูนิฟอร์มใหม่ เอกผู้ดูแลเรื่องแบรนด์ดิ้งจึงอาสานำแก้วจากที่บ้านมาให้ใช้ และผลิตผ้ากันเปื้อนให้พนักงานใส่ทำไปทำมา ก็มีลูกค้าจากร้านกาแฟในฮ่องกงติดต่อเข้ามาว่าอยากให้ผลิตผ้ากันเปื้อนให้ เอกจึงเห็นโอกาสในตลาดว่ายังพอมีช่องว่างอยู่“ตอนนั้นทำธุรกิจตามอารมณ์ จริงๆ ไม่ได้คิดอะไรเยอะเลย ชอบอะไรก็ทำ” เขาย้อนความ “เรารู้สึกว่าผ้ากันเปื้อนที่อเมริกา ขายผืนละ 100 ดอลลาร์ยังขายได้ ทำไมผ้ากันเปื้อนของเราจะขายราคานั้นไม่ได้” เป็นราคาที่คนไทยคิดคำนวณแล้วยกมือทาบอกนิดหน่อย แต่เอกก็พิสูจน์แล้วว่าทำให้เสร็จได้ เพราะภายหลัง ธุรกิจผ้ากันเปื้อนของเขาขยับขยายจนขายให้ลูกค้าไปมากกว่า 75 ประเทศ

นอกจากผลิตผ้ากันเปื้อน เอกยังนำเข้าไอเทมเกี่ยวกับกาแฟอย่างแก้วกาแฟ กระบอกน้ำ และเครื่องทำกาแฟที่เขาเห็นว่าในเมืองไทยยังไม่มีขาย แม้เมื่อ 10 ที่แล้ว คนกินกาแฟสาย specialty และ home brewing ในเมืองไทยจะมีไม่เยอะ แต่เอกก็อยากแชร์ความรื่นรมย์ในการดริปกาแฟที่บ้านให้คนอื่น ที่สำคัญคือเชื่อในคุณภาพของแบรนด์ที่เลือกสรรมา ทั้ง ACME & CO, Rivers Drinkware, Duralex ที่เขาเลือกนำเข้ามาในยุคแรก

สิ่งนี้เองที่ดึงดูดให้ไช้กับเอกกลับมาเจอกันอีกครั้ง เพราะไช้มาซื้อกระบอกน้ำกับเขาบ่อยๆ

“ด้วยความที่ผมทำงานออนไลน์มาก่อน การเจาะตลาด (market penetration) คือเรื่องสำคัญมาก ผมเลยถามเอกว่าขายได้เดือนเท่าไหร่…” ไช้บอก ก่อนเอกจะหัวเราะแล้วเสริมว่า “…พอรู้ยอดขาย ไช้ก็คงสงสารผมพอสมควร” 

“เราคิดอยู่ว่ามันเอาอะไรกินวะ คือมันอยู่ได้นะ แต่อยู่คนเดียวน่ะ ในมุมธุรกิจเราเรียนรู้ว่าจะทำยังไงให้มันโต เห็นยอดขายแล้วรู้สึกว่าทำได้มากกว่านี้” 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มกระโดดเข้าจอยธุรกิจกับเพื่อน หลังจาก Yellow Stuff เปิดมาได้แล้ว 3 ปี

Business Stuff

โควิดทำให้ธุรกิจทุกหย่อมหญ้าซบเซา ไม่เว้นแม้แต่ผ้ากันเปื้อนของเอกที่ยอดพรีออร์เดอร์ทรุด สวนทางกับยอดขายกระบอกน้ำและแก้วกาแฟที่ยังขายได้เรื่อยๆ

“พอไช้เข้ามาเขาทำให้เรารู้ว่า เวลาผลิตสินค้าเองมันต้องดีไซน์และมีสต็อกของเพียงพอ ต้องมีการคุมคนผลิต ต่างจากการที่เรานำเข้าแก้วกาแฟจากแบรนด์นอกแล้วปล่อยขายบนออนไลน์ เป็นกระบวนการที่เราไม่ต้อง QC” เอกกล่าวถึงเหตุผลที่พวกเขามาโฟกัสกับการนำเข้าอุปกรณ์กาแฟมากกว่าการผลิตผ้ากันเปื้อน

“จริงๆ ไม่ได้โฟกัสว่าจะอิมพอร์ตอย่างเดียวหรอก แต่เราโฟกัสกับการส่งต่อของดีๆ ให้ลูกค้ามากกว่า” ไช้บอก แล้วเล่าโมเดลธุรกิจหลังจากเขาเข้ามาเป็นหุ้นส่วนให้ฟัง

“เราทำธุรกิจแบบ e-Distribution เรียกง่ายๆ คือจัดจำหน่ายให้กับแบรนด์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ไม่มีขายในไทย โดยเริ่มจากการทำออนไลน์ก่อน ด้วยการใช้ทุกแพลตฟอร์มที่อยู่ในตลาดเป็นตัวทำยอดขาย และอีก 10-20% เป็น offline base นั่นคือขายในสาขาต่างๆ ของ Roots หรือมีป๊อปอัพในห้างและอีเวนต์ coffee fest ต่างๆ”

ที่น่าสนใจ คือพวกเขาใช้ระบบ data-driven มากำหนดกลยุทธ์หลักของธุรกิจ

“ในทุกแบรนด์ที่นำเข้ามา เราจะรู้หมดว่าลูกค้าของเราซื้อที่ไหน ซื้อจากตรงไหน และคนกลุ่มไหนเป็นคนซื้อ สิ่งนี้ส่งผลต่อการเปิดช็อปป๊อปอัพของเราด้วย ก่อนหน้านี้อาจจะมีห้างฮิตๆ ที่นิยมไปเปิดช็อปขายของ แต่เมื่อเรามีข้อมูลเหล่านี้อยู่ เราอาจไม่ต้องไปเปิดในห้างเหล่านั้น แต่ไปเปิดในห้างที่ลูกค้าเราอยู่ใกล้ เพื่อที่เราจะทำ service center ให้ลูกค้าเข้าถึงเราได้จริงๆ” ไข้อธิบาย

“ในขณะเดียวกันดาต้าก็มีผลในด้านออนไลน์เช่นกัน เราสามารถดูได้ว่าในช่องทางทั้งหมดมีคนดูสินค้ากี่คน ซื้อกี่คน ทำให้ทายได้ว่าจริงๆ แล้วขายได้เท่าไหร่ และสามารถวิเคราะห์ได้อีกว่าถ้าลดราคาลง อัตราการซื้อจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่” 

นี่คือความลับที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของยอดขายกว่า 20 เท่าภายใน 2 ปี

Coffee Lovers Stuff

แต่ไม่ใช่แค่ระบบการวิเคราะห์จากข้อมูลเท่านั้นหรอก สิ่งหนึ่งที่ไช้กับเอกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญทำให้ธุรกิจเติบโต คือการคัดสรรสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์กาแฟ specialty และ home brewing เติบโตขึ้นมากในบ้านเรา ผู้คนจัดให้การดริปกาแฟตอนเช้าอย่างรื่นรมย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว เพราะฉะนั้น สินค้าทุกตัวของ Yellow Stuff ไม่ว่าจะเป็นแก้ว กระบอกน้ำ กาชง ไปจนถึงเครื่องทำกาแฟ จึงต้องตอบโจทย์ลูกค้าเหล่านี้ให้ได้

สวย ฟังก์ชั่นดี และเข้ากับยุคสมัย คือ 3 คำสำคัญที่พวกเขายึดถือ

“อย่างแรกต้องทำงานตามฟังก์ชั่นได้ อย่างแก้วกาแฟก็ต้องเก็บร้อน เก็บเย็น ให้ประสบการณ์การดื่มตามที่ลูกค้าต้องการ มากกว่านั้นคือการมองแล้วทำให้ลูกค้ารู้สึกเพลินสายตา” เอกว่า

“ยุคนี้คนจะซื้อสินค้าสักตัว เขาจะตัดสินใจว่ามันเชื่อมโยง (relate) กับตัวเขาแค่ไหนด้วย แบรนด์นั้นตอบคุณค่า (value) ที่เขาต้องการได้หรือเปล่า แบรนด์นั้นให้บริการ (service) เขาได้หรือเปล่า และแบรนด์นั้นมีความรับผิดชอบ (responsibility) ต่อสังคมไหม เราว่ามันมีปัจจัยหลายอย่างที่เราก็ต้องเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง และพยายามทำให้สินค้าของเราตอบโจทย์ที่สุด” ไช้เสริม

“การตอบโต้ (interact) กับลูกค้าก็สำคัญ อย่างล่าสุดเราถามลูกค้าว่าถ้านำเข้ากาตัวใหม่น่าจะเป็นสีอะไร ถ้าเราตอบสนองเขาได้ ลูกค้าก็น่าจะพอใจกับเรามากขึ้น”

กลับกัน การน่ารักกับลูกค้าก็ช่วยให้พวกเขาได้เจอลูกค้าที่น่ารัก ยิ่งทำให้พวกเขามีแรงทำธุรกิจต่อไป

“คนกินกาแฟจะเหมือนคนทำศิลปะนิดนึง คือเขาทำสิ่งเดิมในโมเมนต์หนึ่งในทุกวัน กาแฟทำให้เราได้เจอคนหลากหลายสายงาน และเป็นพื้นที่ที่ทำให้หลายคนหลุดออกจากบทบาทของตัวเอง ทุกคนจะสนุกกับการสำรวจ (explore) โลกของกาแฟ พวกเขามีเซนส์ของความเป็นคอมมิวนิตี้เยอะ” เอกยิ้ม

Deep Stuff

แน่นอนว่าการทำธุรกิจล้วนมีจุดประสงค์เพื่ออยู่รอดและเติบโต กระนั้นตัวชี้วัดของพวกเขาในวันนี้ก็ไม่ได้ตายตัว และไม่ใช่เงิน

“สำหรับเรา สิ่งที่อยากเห็นคืออยากให้น้องพนักงานที่ทำงานกับเราสนุก” ไช้บอก ไม่ใช่การตอบเอาสวย แต่เขาอธิบายว่า ความยากของธุรกิจในทุกวันนี้ที่ไม่ว่าแบรนด์ไหนต้องเจอก็คือเรื่องคน

“ปัญหาอย่างเดียวคือคน ทำยังไงให้เขาทำงานแบบไม่ทำงาน ทุกคนมี JD แต่ไม่ได้ทำแค่หน้าที่นั้นโดยที่เราไม่ต้องบอก เราว่านี่คือสิ่งที่ยากสุด แต่ถ้าเขาทำอย่างนั้นได้ เขาต้องรักที่นี่ก่อน สเตปของเราคือทำยังไงให้พนักงานมีความสุขกับที่นี่ ทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่แฟร์กับเขา เป็นที่ที่เขาเติบโตได้ และเมื่อไหร่ที่ความสุข พนักงานเติบโต ถึงวันนั้นธุรกิจคงโตได้”

“เรากับไช้เหมือนหยินกับหยางนิดนึง แต่อยู่ด้วยกันแล้วมันเวิร์กนะ ถ้าถามว่าประสบความสำเร็จหรือยัง เราคงบอกว่าประสบความสำเร็จแล้วในจุดนั้น เพราะจากวันแรกที่เราอยู่กับแบรนด์มาตั้งแต่ 0 จนถึงปีที่ 8 นี้ เรารู้สึกว่าเราผ่านช่วงยากๆ บางช่วงมาแล้ว” เอกเสริม

“แต่สิ่งที่เห็นตรงกันกับไช้แน่ๆ คือเรื่องคน ถ้าเราทำให้ที่นี่เป็นที่ทำงาน enjoyable ได้ ธุรกิจของเราก็จะถูกขับเคลื่อน (drive) ให้ไปถึงอีกเลเวลหนึ่ง

“อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่เราวัดความสำเร็จได้แน่ๆ เราคิดว่าคือครอบครัว ทั้งเราและไช้มีลูกกันหมด ก่อนไช้เข้ามาเราไม่ได้คิดว่าธุรกิจนี้จะทำให้เราซื้อรถหรือมีครอบครัวได้เลย ตอนที่เราตัดสินใจจะทำธุรกิจร่วมกันคือเรารู้อยู่แล้วว่าจะมีลูก เราจึงตั้งเป้าหมายว่าเราจะทำธุรกิจที่เลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกไปโรงเรียนได้ ซึ่งถ้าวัดจากอันนี้ก็คงสำเร็จแล้ว” ชายหนุ่มปิดประโยคด้วยรอยยิ้ม


3 สิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องมี
1. “เร็ว เพราะเราจะเห็นอยู่แล้วว่าตลาดโลกเร็วมาก เปลี่ยนตลอดเวลา เวลาจะทำธุรกิจอะไรต้องรีบทำให้เร็ว คำนวณ downsize ให้เร็วว่าเราจะขาดทุนที่เท่าไหร่ คิดให้เร็ว ทำให้เร็ว ล้มแล้วลุกใหม่”
2. “แพสชั่น ถ้าจะทำธุรกิจให้โตได้ คุณต้องมีแพสชั่นกับสิ่งที่คุณจะทำ มันมีเหตุผลลึกๆ ของมันนะว่าทำไม เพราะถ้ากลับไปดูเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายคน ทุกคนไม่ได้ทำงานแปดโมงเช้ากลับห้าโมงเย็น เขาทำงานแปดโมงเช้าถึงแปดโมงเช้า วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ คนที่ไม่มีแพสชั่นกับงานจริงๆ เขาจะทำงานนั้นไม่ได้ ถ้าจะทำให้มันโตจริงต้องมีแพสชั่นกับสิ่งที่อยากทำ”
3. “คน เราต้องให้ความสำคัญกับคน 2 อย่างคือลูกค้ากับพนักงาน องค์กรจะโตได้หรือไม่ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าของหรือกรรมการ แต่ขึ้นอยู่กับพนักงาน เพราะฉะนั้นเลี้ยงเขาให้ดี ทรีตเขาให้ดี แล้ววันหนึ่งธุรกิจจะดำเนินไปได้เอง”

Writer

นักอยากเขียนผู้รักทะเลและฤดูหนาวพอๆ กับหนังสุขซึ้ง สนใจประเด็น gender และเรื่องป๊อปทุกแขนง

You Might Also Like