ทิศทางผู้นำและธุรกิจไทยในยุคที่อะไรๆ ก็ยากไปหมด
ในโลกที่ความท้าทายรอบด้าน ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อทุกภาคส่วน คำถามสำคัญคือ ภาคธุรกิจไทยจะเตรียมความพร้อมอย่างไร?
และเมื่อการมองเห็นทิศทางล่วงหน้า คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไป งานเสวนา ‘Thailand Next 2027 ทิศทางเศรษฐกิจไทย ในโลกที่ไม่กลับมาเหมือนเดิม’ จึงชวนบรรดาผู้นำองค์กรที่ต้องกำหนดกลยุทธ์และทิศทาง เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ และผู้นำ HR ที่ต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อเตรียมคนและองค์กรให้พร้อม มาร่วมพูดคุยถึงเทรนด์และแรงขับเคลื่อนที่จะกำหนดทิศทางธุรกิจปี 2027

หนึ่งในเซสชั่นที่น่าสนใจคือ The Executive Dialogue : The 4 Force Reshaping Entire Business โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้ง House of Wisdom (HOW) และ คุณจี๊ด–ปัทมาวลัย รัตนผล หัวหน้าคณะที่ปรึกษาบริหารและกรรมการบริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)
การเสวนาชี้ให้เห็นว่า ในโลกที่เปลี่ยนไป ผู้นำองค์กรต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ผลลัพธ์ทางธุรกิจ และการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ เพื่อให้องค์กรไม่หยุดนิ่ง
พร้อมกันนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับจุดแข็งดั้งเดิมของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกในอนาคต
การเป็นผู้บริหารในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
คุณกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล เริ่มต้นด้วยการฉายภาพให้เห็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของบริษัท คือเรื่องสินค้าและบริการ ซึ่งแทบจะคงที่ โดยอยู่ที่ประมาณ 37-38% ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จของบริษัทคือ ตลาดและอุตสาหกรรมที่อยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ คือเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) และปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม (beyond your control)

“นอกจาก Beyond Training (บริษัทด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กร) แล้ว เรายังมี Beyond Control อีกด้วย ซึ่งถ้าจะอธิบายตามหลักพุทธศาสนา หลายคนอาจบอกว่าให้ปล่อยวาง แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งอุเบกขากับเรื่องนี้ เพราะสิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ การวางกลยุทธ์โดยพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เข้าไปด้วย” คุณกระทิงกล่าว
ปัจจัยดังกล่าวที่ต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่ ข้อมูลประชากร (demographics), ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics), เศรษฐศาสตร์มหภาค (macroeconomics), สังคมและการทำงาน (society & work), โลกและทรัพยากร (planet & resources), เทคโนโลยีและนวัตกรรม (technology & innovation)
“การเป็นผู้บริหารในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย สมัยก่อนเขาอาจบอกว่าซีอีโอมี priority สำคัญประมาณ 5 เรื่อง แต่ปัจจุบันซีอีโอต้องรับมือกับ critical priorities ถึง 10 เรื่อง ดังนั้นผมจึงพูดเสมอว่า ถ้าคุณเจอซีอีโอก็อยากให้เข้าไปโอบกอดด้วยความเมตตา เพราะผู้บริหารในยุคนี้ต้องแบกรับภาระและเผชิญกับปัจจัยต่างๆ มากมายจริงๆ” คุณกระทิงกล่าว
ดังนั้นนี่จึงเป็นโลกที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ องค์กรต้องมีความสามารถในการเรียนรู้และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ปัญหาน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม หรือแม้แต่เรื่องแรงงาน ที่ไม่สามารถมองเพียงว่า หากลดจำนวนแรงงานลงแล้วบริษัทจะมีต้นทุนลดลง เพราะเมื่อแรงงานลดลง ก็หมายถึงกำลังซื้อที่ลดลงด้วย ประเทศก็อาจมีผู้เสียภาษีน้อยลงตามไปด้วย
คุณกระทิงเสริมว่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องพิจารณา เพราะโลกในอนาคตจะแตกต่างจากโลกปัจจุบันอย่างมหาศาล เช่น เรื่องการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัย ที่จำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปีจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 130 ล้านคน เป็น 1,700 ล้านคน
“ขณะเดียวกัน สถานการณ์ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะอัตราการเกิดลดลงด้วย
ทุกคนน่าจะทราบเรื่อง replacement rate หรืออัตราการเกิดทดแทนประชากร โดยทั่วไป คู่สามีภรรยาสองคนต้องมีลูกเฉลี่ยประมาณ 2.1 คน ประชากรจึงจะมีจำนวนเพียงพอที่จะทดแทนประชากรรุ่นเดิม แต่ในปัจจุบัน อัตราการเกิดกลับกำลังลดลง”
ยังมีอีกหลายปัจจัย ทั้ง urbanization หรือการขยายตัวของความเป็นเมือง ซึ่งทำให้ประชากรมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในเมืองมากขึ้น หรือเรื่องคลื่นความร้อนขั้นรุนแรง (extreme heat) ที่จะส่งผลต่อวิถีชีวิตและวิถีชีวิตของผู้คน สิ่งที่น่าจับตามองคือ ประชากรโลกประมาณ 41% จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญกับ extreme heat เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีสัดส่วนประมาณ 23%
อีกประเด็นสำคัญคือ การแข่งขันในอนาคตของ Data Center จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือทรัพยากรอื่นๆ อีกต่อไป แต่จะรวมถึงการแย่งชิงทรัพยากรน้ำด้วย เพราะ Data Center ต้องใช้น้ำในการระบายความร้อน และในอนาคตอาจเกิดการแข่งขันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีก แต่ขณะเดียวกัน ประชากรโลกประมาณ 60% จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ

แรงงานต้อง reskill ใน 5 ปีข้างหน้า
อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของทักษะการทำงาน ที่มีการคาดการณ์ว่า แรงงานประมาณ 60% จะต้องได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยคุณกระทิงเสนอว่า หากพิจารณารายงานของโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมของประเทศไทย ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม) วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ออกมาเป็นหมวดหมู่จำนวนมาก จะพบว่ามีภาพอนาคต 4 รูปแบบที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด ได้แก่
1. AI Abundance : โลกที่ AI ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์หรือมีทรัพยากรและสิ่งต่างๆ เหลือเฟือ จนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มนุษย์จะไปถึงจุดนั้นได้จริง อาจมีเพียงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล ขณะที่คนทั่วไปยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกเป็นสิบปี
2. Battering Blocs : โลกที่แตกออกเป็นกลุ่มหรือบล็อกอำนาจขนาดเล็ก แต่ละกลุ่มต่างมุ่งเน้นผลประโยชน์และความมั่นคงของตนเองเป็นหลัก ในสถานการณ์นี้ ระบบความร่วมมือระหว่างประเทศอาจอ่อนแอลงอย่างมาก จนถึงขั้นที่องค์การการค้าโลก (WTO) อาจล่มสลาย และโลกแบ่งออกเป็นกลุ่มอำนาจย่อยๆ ที่แข่งขันหรือขัดแย้งกันเอง แต่ละกลุ่มจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตนเองเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ทรัพยากร หรือความมั่นคงของประเทศ
3. Climate Coalition : สถานการณ์ที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาร่วมมือกันเพื่อรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย แต่อาจต้องรอให้เกิดภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่เสียก่อน จนทุกประเทศตระหนักว่าไม่มีประเทศใดสามารถแก้ปัญหาได้เพียงลำพัง
4. Digital Darwinism : ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะแม้ AI จะช่วยเพิ่ม productivity หรือผลิตภาพในการทำงานได้อย่างมหาศาล แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้กระจายไปสู่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โลกอาจเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คนรวยยิ่งร่ำรวยขึ้น ขณะที่คนระดับกลางค่อยๆ หายไป และคนระดับล่างกลับเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น
“สิ่งที่อยากให้ทุกคนจับตาคือช่วงปี 2032-2034 ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก โดยเฉพาะประเด็นการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (cyberattack on critical infrastructure) พูดง่ายๆ คือ โลกอาจต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ก่อนที่ประเทศต่างๆ จะหันกลับมาตกลงกันเรื่องกติกาและความร่วมมือระหว่างประเทศได้” คุณกระทิงเล่า และทิ้งท้ายว่า
“สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับโลก นี่คือ 4 ฉากทัศน์ที่ BCG นำเสนอ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และนอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์พลิกผันที่คาดไม่ถึง หรือที่เรียกว่า Black Swan Disruptions ซึ่งอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงตามมาได้อีกด้วย”
“แม้เราจะไม่สามารถรู้แน่ชัดว่าโลกจะเดินไปสู่ฉากทัศน์ใด แต่สิ่งสำคัญคือ การตัดสินใจและการกระทำของเราในช่วง 5 ปีข้างหน้า จะมีส่วนกำหนดอนาคตของโลกในปี 2050 คนรุ่นต่อไปจะต้องสาปแช่งคนรุ่นเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในวันนี้”

คนทำงานต้องแข็งแกร่งและพร้อมต่อสู้กับความท้าทาย
จากภาพอนาคตของโลก จึงนำมาสู่คำถามสำคัญเรื่องกลยุทธ์ด้านคน โดยเฉพาะผู้บริหารจำนวนมากมองว่า Digital Darwinism เป็นฉากทัศน์ที่น่ากังวลและมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง ซึ่งโดยปกติองค์กรจะวางแผนกลยุทธ์ระยะ 5 ปี แต่เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แผนระยะ 5 ปียังจำเป็นและสำคัญอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารคน องค์กรควรวางแผนและเตรียมความพร้อมยังไง?
ในประเด็นนี้ ทางคุณจี๊ด–ปัทมาวลัย รัตนผล มองว่า หากเริ่มจากภาพใหญ่ ในความเป็นจริงเรายังอยู่ห่างจากภาพที่พูดถึงกันอยู่มาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรวันนี้คือ ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้บริหารรับรู้ กับสิ่งที่คนทำงานสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
“ปัจจุบันผู้บริหารจำนวนมากได้เข้าร่วมฟังการบรรยาย รับรู้ข้อมูล และเข้าใจเรื่อง AI หรือการพัฒนาทักษะใหม่ๆ มากขึ้น คนทำงานเองก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากยูทูบ คลิปต่างๆ และแหล่งความรู้อื่นๆ แต่ปัญหาคือ แม้คนทำงานจะรู้และเข้าใจ แต่หากหัวหน้าไม่สั่ง พวกเขาก็อาจไม่ลงมือทำ”
ดังนั้นคำถามสำคัญที่ปัทมาวลัยตั้งข้อสังเกตคือ จะทำยังไงให้คนไทยในองค์กรมีความอดทน มีความมุ่งมั่น และมีแรงผลักดันที่จะพัฒนาตัวเองได้ด้วย ไม่ใช่รอให้ผู้บริหารเป็นคนสั่งทุกอย่าง
“ทุกวันนี้หลายองค์กรให้ความสำคัญกับ happy eorkplace กิจกรรมสร้างความสุข และ well-being ของพนักงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่เมื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เราก็ต้องถามต่อว่า เราจะทำยังไงให้คนทำงานมีความแข็งแกร่งและพร้อมต่อสู้กับความท้าทายด้วย”

ปัทมาวลัยสรุปว่า ในโลกยุคใหม่ต้องสร้างให้คนระดับกลางไม่ใช่แค่ทักษะการสื่อสาร แต่คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าผู้บริหารระดับบนต้องการอะไร และสามารถตีความกลยุทธ์กับวิสัยทัศน์ขององค์กรให้กลายเป็นการปฏิบัติได้จริง รวมถึงสร้างคนทำงานที่มีความมุ่งมั่นและพร้อมแข่งขัน
“พี่เคยพูดคุยกับผู้บริหารท่านหนึ่ง ซึ่งบอกว่าสิ่งที่น่ากังวลมากคือความสามารถในการทำงานของพนักงานจีน เพราะมีภาพจำว่าคนจีนขยัน อดทน และพร้อมทำงานอย่างหนักตลอดเวลา ประเด็นนี้ทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า ในฐานะองค์กรไทย เรากำลังทำอะไรเพื่อพัฒนาคนของเราให้มีความมุ่งมั่นและพร้อมแข่งขันมากขึ้น”
“เรายังไม่ได้ก้าวไปถึงยุค AI อย่างเต็มรูปแบบด้วยซ้ำ เราก็ยังมีช่องว่างตั้งแต่การทำให้พนักงานเข้าใจบริบทของธุรกิจ เข้าใจเป้าหมาย และพร้อมลงมือทำแล้ว
พี่เห็นว่าหลายองค์กรเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายให้พนักงานฟัง แต่เมื่อจบการบรรยาย ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไปทำงานตามเดิม คำถามคือจะทำยังไงให้พวกเขานำความรู้ไปลงมือทำได้จริง”
นอกจากนี้ปัทมาวลัยยังมองว่า องค์กรต้องสร้างคนให้พร้อม แทนที่จะมองหาคนที่พร้อมอยู่แล้ว เพราะหลายองค์กรกำลังมุ่งเน้นไปที่การบริหารคนแต่ละเจเนอเรชั่นมากเกินไป จนบางครั้งลืมไปว่า สิ่งสำคัญคือจะพัฒนาคนที่มีอยู่ให้สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพยังไง
“พี่เชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพอยู่ในตัว แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องช่วยให้พวกเขาเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง วันนี้เราอาจได้ยินว่าคนรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานหนัก หรือไม่อยากทุ่มเทกับงานมากเกินไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง องค์กรก็ต้องถามตัวเองด้วยว่า เราได้ใช้ศักยภาพของคนเหล่านั้นอย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง”
“โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะเมื่อเทคโนโลยีทำให้การสร้างผลงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น องค์กรก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมองค์กรให้พร้อมรับอนาคตจึงไม่ใช่แค่การนำ AI มาใช้ หรือการกำหนด KPI ให้ชัดเจน แต่คือการสร้างคนที่มีความเข้าใจในเป้าหมาย มีความเป็นเจ้าของงาน มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเอง และสามารถเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ได้จริง”
IMF-World Bank 2026 และความไม่แน่นอนของระบบโลก
ช่วงหนึ่งของการเสวนา มีการพูดถึงประเด็นการประชุม IMF-Word Bank ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เชื่อว่าเป็นการต่อยอดโอกาสจากความสามารถในการจัดงานของประเทศไทย
“การที่ World Bank เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดการประชุมเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะการประชุมลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในแต่ละประเทศ ตามปกติการประชุมอาจหมุนเวียนระหว่างกรุงวอชิงตันกับประเทศอื่นๆ แต่การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง หลังจากเคยจัดเมื่อปี 1991 แสดงให้เห็นว่าเรามีความพร้อมในหลายด้าน”
ดร.ศุภวุฒิขยายว่า ประเทศไทยมีสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถรองรับการประชุมระดับนานาชาติได้ และมีประสบการณ์ในการต้อนรับผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสในการนำจุดแข็งด้านการจัดงานและการต้อนรับมาต่อยอด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับการประชุมระดับนานาชาติได้มากขึ้นในอนาคต
“อีกประเด็นหนึ่งคือ World Bank เคยเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าหากประเทศไทยดำเนินการตามข้อเสนอและปรับปรุงปัจจัยต่างๆ อย่างจริงจัง ก็มีโอกาสเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากประมาณ 2.2% ไปสู่ระดับ 5.4% และอาจช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ภายในระยะเวลาประมาณ 11 ปี หากเรามีข้อเสนอที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริง ก็จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและชื่อเสียงให้กับประเทศ”
“ผมจึงมองว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นหรือก้าวสำคัญที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสอื่นๆ ได้อีก”
มีอีกประเด็นที่ถูกถามในการเสวนาคือความไม่แน่นอนของระบบโลกที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐอเมริกา และการที่ประเทศต่างๆ ต้องเตรียมรับมือให้ดี โดย ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า
“หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงของโลก ผ่านการมีฐานทัพในหลายประเทศ และมีบทบาทในการสนับสนุนระบบการเงินระหว่างประเทศที่มีเงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง แต่ในช่วงหลังเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวทางดังกล่าว สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบเดิมน้อยลง มีความขัดแย้งทางการค้ามากขึ้น และกดดันประเทศพันธมิตรบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงมากขึ้น”
“เมื่อประเทศที่เคยมีบทบาทเป็นผู้รับประกันความมั่นคงของระบบโลกเปลี่ยนแนวทาง ประเทศอื่นๆ ก็ต้องกลับมาคิดว่าจะดูแลตัวเองยังไง เรื่องนี้สร้างความไม่แน่นอนในระดับโลก และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้บริหารและองค์กรธุรกิจจึงต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงระดับโลกอย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อการลงทุน ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้” ดร.ศุภวุฒิทิ้งท้าย
3 คำสำคัญในปี 2027 workflow, workforce และ data
สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้คือ AI ที่เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน ซึ่งอาจจะเปลี่ยนองค์กรและบทบาทของผู้นำในอนาคต คุณกระทิงฉายภาพให้เห็นว่า ในปีหน้า (2027) มีคำที่ต้องจำขึ้นใจอยู่ 3 คำ คือ workflow, workforce และ data
“ผมมองว่า AI model จะกลายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ หรือกลายเป็น commodity เพราะวันนี้โมเดลหนึ่งอาจเก่งที่สุด แต่วันพรุ่งนี้ก็อาจมีโมเดลใหม่ที่เก่งกว่า ดังนั้นความแตกต่างขององค์กรจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวโมเดล AI เพียงอย่างเดียว”
“ผมอยากให้จำ 3 คำนี้ไว้ให้ดีสำหรับปี 2027 workflow กระบวนการทำงาน, workforce บุคลากรและกำลังคน, data ข้อมูล โดยเฉพาะเรื่อง data ผมมองว่ามีข้อมูลสำคัญอยู่ 3 ประเภท ทั้ง domain data หรือข้อมูลที่หลับอยู่ภายในองค์กร มีอยู่เต็มไปหมด แต่ยังไม่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์, tacit data หรือ ความรู้ที่อยู่ในหัวของคน ซึ่งหลายองค์กรมีอยู่มากมาย แต่ไม่เคยดึงออกมาเป็นข้อมูลอย่างเป็นระบบ และ institutional knowledge หรือ ความรู้ที่ฝังอยู่ในองค์กรและถูกส่งต่อกันมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง”
“เรื่อง data จึงเป็นสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ควบคู่ไปกับ workflow และ workforce”
สิ่งที่ผู้บริหารควรนำกลับไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์
ช่วงท้ายของการเสวนา มีการให้สปีกเกอร์แต่ละท่านฝากข้อคิดสั้นๆ สำหรับทุกคนที่กำลังจะกลับไปทำแผนกลยุทธ์ปีหน้า เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดย ดร.ศุภวุฒิบอกว่า
“ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า เราต้องทำให้ตัวเองเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ แต่ละคนต้องกลับมาดูแลและพัฒนาตัวเอง อย่ามองว่าตัวเองเป็นเพียงต้นทุนหรือจำนวนพนักงานในระบบ แต่ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้มากขึ้น จนองค์กรไม่สามารถหาคนอื่นมาทดแทนได้ง่ายๆ”
ทางด้านปัทมาวลัยบอกว่า “การทำธุรกิจคือการแข่งขัน เราต้องสร้างทีมงานในองค์กรให้มีความเป็นนักกีฬา อย่ามองว่าพนักงานรุ่นใหม่ที่เข้ามาเป็นภาระ แต่ให้มองว่าเป็นโอกาส และอย่ากลัวว่าพวกเขาจะต้องเหนื่อยหรือเจอกับความท้าทาย สิ่งสำคัญคือเราจะสื่อสารกับพวกเขายังไง และจะสนับสนุนให้พวกเขาเติบโตได้ยังไง”
“สำหรับคนไทย ดิฉันคิดว่าสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการสร้างมายด์เซตที่ทำให้คนอยากเก่งขึ้น อยากประสบความสำเร็จ และอยากเห็นประเทศไทยแข่งขันกับประเทศอื่นได้ดีขึ้น”
“ดิฉันมีประโยคหนึ่งที่ใช้พูดกับพนักงานใหม่อยู่เสมอว่า พี่ไม่ได้จ้างคุณมาเพื่อให้คุณรักพี่ แต่พี่จ้างคุณมาเพื่อช่วยสร้างผลงานให้องค์กร และทำให้คุณเก่งขึ้นทุกวัน ไม่ว่าต่อไปคุณจะยังทำงานกับพี่หรือไม่ก็ตาม คุณต้องเติบโตเป็นคนที่ดีและมีความสามารถของสังคมนี้”
ขณะที่คุณกระทิงกล่าวว่า “เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์โลก ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ก็มักมีผู้ชนะเกิดขึ้นจากวิกฤตนั้นเสมอ หลายบริษัทสามารถใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำหรือเกิดวิกฤต เป็นโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ ขยายธุรกิจ หรือสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง จนในที่สุดกลายเป็นผู้นำตลาด”
“สิ่งที่เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์คือ วิกฤตไม่ได้มีแต่ความเสียหาย แต่ยังเปิดโอกาสให้คนที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงและกล้าลงมือทำสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ดังนั้น ในขณะที่เราต้องต่อสู้กับวิกฤต หน้าที่ของผู้นำคือการมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตนั้น และเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นการลงมือทำจริง
ผู้นำต้องมองให้ออกว่าอะไรคือสิ่งที่องค์กรยังทำไม่ได้ อะไรคือสิ่งที่ตลาดยังขาด และเราจะเข้าไปสร้างคุณค่าใหม่ได้ยังไง”
