PetgeneX
PetgeneX ธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงแรกของไทย ทางเลือกชะลอวัยในวันที่ pet wellness มาแรง
ที่ผ่านมาเราได้ยินการพูดถึง pet parent หรือการเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนลูกกันมาพอสมควร ตอนนี้เหล่าพ่อหมา แม่แมวทั้งหลายเริ่มขยับขยายไปพูดถึงประเด็นของ pet wellness หรือการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเชิงป้องกันและส่งเสริมคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม ไปจนถึงเรื่อง pet longevity หรือการหาวิธีให้สัตว์เลี้ยงแสนรักมีอายุยืนยาวอยู่กับเราไปได้นานๆ
ธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากในต่างประเทศและเริ่มเป็นที่พูดถึงในไทยหลังจากมี PetgeneX ผู้ให้บริการธนาคารสเต็มเซลล์สำหรับสัตว์เลี้ยงรายแรกของไทยโดยอาจารย์สัตวแพทย์ชัยยศ ธารรัตนะ และ รศ. ดร.ปริญญา น้อยสา
ทั้งสองท่านเห็นถึงความเจ็บปวดจากอาการเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยงที่บางโลกไม่มียารักษาได้ จึงคิดค้นวิธีการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์จากเลือด ซึ่งมีวิธีการเหมือนกับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป และไม่จำเป็นต้องวางยาสลบเพื่อผ่าตัดน้องๆ เหมือนกับการเก็บสเต็มเซลล์จากอวัยวะอื่นๆ ทำให้สัตว์เลี้ยงไม่ต้องเสี่ยงกับการวางยาสลบแล้วมีโอกาสไม่ฟื้น
แม้สเต็มเซลล์จะไม่ใช่ยาครอบจักรวาล แต่เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาที่ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูอวัยวะที่เสียหาย ชะลอวัยให้น้องๆ อยู่กับเราได้นานยิ่งขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ในฐานะที่เราก็เป็นแม่แมวเหมือนกับหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ จึงขอพาไปพูดคุยกับ Co-founder ทั้งสองของ PetgeneX เพื่อทำความรู้จักการเก็บสเต็มเซลล์และการนำมารักษาน้องๆ อย่างลึกซึ้ง ไปจนถึงมุมมองการทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงให้เข้าถึงหัวจิตหัวใจของเหล่า pet parent

pain point หรือความเชื่ออะไรที่ทำให้คุณหันมาสนใจทำธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง
เก่ง : จุดเริ่มต้นคือเราทำธนาคารสเต็มเซลล์ของคนมาก่อน แล้วมีคุณพ่อ คุณแม่ที่เขาเลี้ยงน้องหมา น้องแมวเป็นเหมือนลูก เขาก็รู้ว่าสเต็มเซลล์เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างและอยากให้มีสเต็มเซลล์ของสัตว์เลี้ยงเกิดขึ้นในไทย
PetgeneX จึงเป็นธนาคารสเต็มเซลล์ของสัตว์เลี้ยง ที่มีภาพใหญ่ว่าเราอยากเป็น Biotechnology for Pet Health หรือเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้น้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยและรักษาโรคต่างๆ เช่น ในอนาคตก็อาจจะพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งของน้องๆ พัฒนาเรื่องการตรวจสอบทางพันธุกรรมว่าน้องแต่ละสายพันธุ์มีโอกาสเกิดโรคทางพันธุกรรมอะไรบ้าง
ชัยยศ : ในฐานะที่เป็นสัตวแพทย์เราอยากทำธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงมานานแล้ว เพราะเรารู้ว่าการเก็บสเต็มเซลล์ในคนสามารถเอาไปใช้ประกอบการรักษาโรคต่างๆ ได้ ในสัตว์ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่ามีหลายๆ โรคที่ทำให้สัตว์เกิดความเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วบางโรคไม่มียารักษาหรือไม่มีทางเลือกการรักษาที่เปิดกว้างกว่านี้

สุนัขและแมวป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุดและการรักษาแบบเดิมมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
ชัยยศ : ในปัจจุบันสุนัขและแมวก็เหมือนกับคน ที่มีการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น โภชนาการที่เหมาะสม และความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้น้องมีอายุยืนยาวมากขึ้น และสัตว์เลี้ยงก็ต้องเผชิญกับภาวะความเสื่อมตามวัยมากขึ้นเช่นกัน เช่น โรคไต โรคตับ โรคข้อเสื่อม หรือโรคทางตา พออวัยวะเสียหายถึงระดับหนึ่งแล้ว ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้ กลายเป็นความเสื่อมถาวร และในปัจจุบันก็ยังไม่มียาที่สามารถชะลอหรือฟื้นฟูเซลล์ของอวัยวะเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในมุมของคุณคิดว่าสเต็มเซลล์ช่วยสัตว์เลี้ยงได้ยังไงบ้าง
เก่ง : สเต็มเซลล์หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ที่กำเนิดจากร่างกายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดและอยู่ในอวัยวะต่างๆ อยู่แล้ว อย่างในสมองก็เป็นเซลล์ต้นกำเนิดประสาท ในกล้ามเนื้อก็เป็นเซลล์ต้นกำเนิดกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูอวัยวะที่เสียหาย แต่พออายุมากขึ้นสเต็มเซลล์ที่อยู่ในร่างกายก็ค่อยๆ น้อยลง ทำให้เมื่อน้องอายุมากขึ้น การเจ็บป่วยก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย
ชัยยศ : สเต็มเซลล์ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในศาสตร์การแพทย์ฟื้นฟู ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายตามวัย ปัจจุบันมีรายงานการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าสเต็มเซลล์สามารถมีบทบาทในการฟื้นฟูหรือชะลอการเสื่อมของเนื้อเยื่อและอวัยวะบางส่วนได้ด้วยคุณสมบัติในการช่วยซ่อมแซมและกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย แนวทางการใช้สเต็มเซลล์จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังที่อาจช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพที่ดีขึ้น และคงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ยาวนานยิ่งขึ้นในระยะยาว


ปัจจุบัน PetgeneX มีเก็บสเต็มเซลล์ไปกี่เคสแล้ว และมีเคสไหนที่คุณประทับใจบ้าง
เก่ง : ส่วนของธนาคารสเต็มเซลล์มีประมาณ 200 เคส และมีเคสที่เบิกไปใช้รักษาแล้วประมาณ 40-50 เคส
ชัยยศ : เคสที่ประทับใจคือน้องโซล่า ซึ่งเป็นน้องหมาที่ติดโรคไข้หัดสุนัข แล้วเชื้อลามขึ้นไปถึงสมอง น้องเหมือนนอนรอวันตาย เราก็เลยลองเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดมาเพาะเซลล์เพิ่ม แล้วนำกลับมาฉีดให้เขา ปรากฏว่าเห็นผลขึ้นมาอย่างชัดเจนในช่วงระยะ 1-2 สัปดาห์ จากที่เขาขยับตัวไม่ได้เลย แต่เขาสามารถกินอาหารเองได้ ลุกขึ้นมาได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่กลับมาเหมือนปกติ แต่แค่นั้นสำหรับเจ้าของซึ่งรักเขาเหมือนลูกมันก็ดีมากแล้ว
หลังจากนั้น 1 เดือนเราได้ฉีดเข็ม 2 และใช้เวลา 2 เดือน น้องเดินได้แม้จะไม่ปกติ แต่เดินวิ่งเล่นไปมา มีเหลือแค่การทรงตัวที่เขาทรงตัวได้ไม่ปกติมากนัก แต่ใช้ชีวิตได้เกือบจะเหมือนน้องหมาปกติตัวหนึ่งเลย จากที่ซูบผอมเหลือแต่ซี่โครง จนวันนี้ตัวอวบอ้วน เคสนี้เลยเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ เป็นความภาคภูมิใจของเราที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราทำกันมา มันไม่ใช่แค่ข้อมูลที่เราได้มาจากงานวิจัยบนหน้ากระดาษ แต่เราได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อนำมาใช้จริงมันเห็นผลได้อย่างชัดเจน

เคสอื่นที่นำสเต็มเซลล์ไปรักษาส่วนมากป่วยเป็นโรคอะไร
ชัยยศ : โรคอื่นๆ จะเป็นพวกโรคตา เช่น เป็นแผลหลุมลึกที่ตา ซึ่งโรคนี้เวลารักษาเราจำเป็นต้องวางยาสลบ แล้วผ่าตัดเนื้อเยื่อของตาลงมาแปะ เพื่อเพิ่มเลือดให้ไปเลี้ยงตรงนั้นมากขึ้น และไม่ได้การันตีว่าทำวิธีนี้แล้วทุกตัวจะหาย แต่ตอนนี้เราก็มีหลายๆ เคสที่ใช้สเต็มเซลล์ไปประกอบการรักษา แล้วพบว่ามีการพัฒนาหรือการหายของแผลหลุมลึกที่กระจกตาอย่างชัดเจน
นอกจากนั้นก็ยังมีโรคข้อและโรคไต เมื่อเราฉีดสเต็มเซลล์ไปก็พบว่าค่าไตลดลง จากสัตว์เลี้ยงที่เคยดูซึมๆ ไม่แข็งแรง นอนอย่างเดียวไม่สนใจเจ้าของ เกือบจะทุกตัวกลับมาวิ่งเล่นกับเจ้าของ ดูสดชื่นกว่าปกติ นั่นคือสิ่งที่คนเป็นคุณพ่อคุณแม่ของน้องหมาน้องแมวเขาประทับใจที่สุด ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ลูกวัยเยาว์ของตัวเองกลับมาอีกครั้งหนึ่ง


สเต็มเซลล์เก็บจากอวัยวะไหนได้บ้างและมีขั้นตอนยังไง
เก่ง : การจัดเก็บสเต็มเซลล์เก็บได้จากหลายแหล่ง ตั้งแต่เก็บจากสายสะดือเวลาน้องแรกคลอด เก็บจากไขมันเวลาน้องผ่าตัดทำหมัน เก็บจากกระดูกไขสันหลัง แต่ PetgeneX เราแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ ที่ให้บริการจัดเก็บสเต็มเซลล์คือเราจัดเก็บจากเลือดได้ โดยดูดเลือดน้องมา 3-5 ซีซี แล้วก็เอาไปคัดแยกตัวสเต็มเซลล์ในห้องแล็บได้เลย
ชัยยศ : วิธีนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเด่นของทีมเราเลย เพราะว่าอาจารย์เก่งเป็นคนคิดค้นวิธีพิเศษในการเก็บและสกัดสเต็มเซลล์จากเลือด แม้ว่าปริมาณสเต็มเซลล์ที่พบในเลือดจะมีอยู่น้อยมากก็ตาม แต่ด้วยเทคนิคการเพาะขยายเซลล์ในห้องปฏิบัติการ เราสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์จนได้ประมาณ 20 ล้านเซลล์ ซึ่งเพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว

การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดเหมือนหรือต่างจากการเต็มเซลล์จากส่วนอื่นยังไง
ชัยยศ : การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น เจ้าของสัตว์ไม่จำเป็นต้องให้สัตว์เลี้ยงเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการที่ซับซ้อน เพราะคุณพ่อ คุณแม่หลายคนเขาก็ไม่อยากจะให้ลูกเขาเสี่ยงกับการวางยาและผ่าตัด เพราะบางคนรวมถึงตัวผมเองก็เคยมีประสบการณ์ที่สัตว์เลี้ยงต้องวางยาสลบแล้วเกือบไม่ฟื้น แต่วิธีการนี้เพียงแค่เก็บตัวอย่างเลือดเหมือนกับการตรวจสุขภาพทั่วไป ก็สามารถนำไปสู่การจัดเก็บสเต็มเซลล์เพื่อใช้ในอนาคตได้
สามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่
ชัยยศ : เก็บได้ทุกช่วงอายุ แต่สเต็มเซลล์จะมีเยอะที่สุดตอนที่เขาอายุยังน้อย ดังนั้นถ้าเก็บตั้งแต่ยังเด็กเราจะได้ปริมาณของสเต็มเซลล์เยอะที่สุดและมีคุณภาพดีที่สุด ถ้าเป็นน้องหมาน้องแมวก็ประมาณ 1 ขวบถึงขวบครึ่งก็เก็บได้เลย เพราะว่าการเก็บสเต็มเซลล์ของเราอยู่ได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว ก็คืออยู่ได้ 20 ปีเป็นอย่างน้อย
แต่หลายๆ ครั้งเราเจอเคสที่น้องอายุมากแล้ว บางตัว 13-14 ปี แล้วก็ป่วยสารพัดโรค เราก็ยังจะเก็บสเต็มเซลล์และนำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน เพราะอาจารย์เก่งมีวิธีที่จะสกัดแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้อย่างเพียงพอในการนำมารักษาโรค

การเก็บสเต็มเซลล์มีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง
ชัยยศ : ถ้าเป็นการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดน้องหมา น้องแมวตัวเล็กๆ น้ำหนักแค่ 1 กิโลกรัม การจะเก็บเลือดประมาณ 3 ซีซี อาจจะมากไปสำหรับเขา ทำให้เราสามารถเก็บเลือดได้ในปริมาณที่น้อยลง แต่ห้องแล็บก็สามารถนำเซลล์ไปเพาะขยายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอต่อการใช้งานได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของกระบวนการนี้
แต่มีข้อควรระวังนิดนึงคือสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่บทบาทในการซ่อมแซมและกระตุ้นการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อ จึงอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์อื่นๆ ในร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นหากน้องๆ มีโรคมะเร็งหรือมีเนื้องอกอยู่ การใช้สเต็มเซลล์อาจกระตุ้นให้เนื้องอกนั้นเติบโตได้เร็วขึ้น เราจึงต้องมีการคัดกรองว่าน้องหมา น้องแมวจะต้องไม่เป็นโรคมะเร็งหรือไม่มีเนื้องอกใดๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสเต็มเซลล์นั้นจะไม่ไปทำให้เนื้องอกหรือมะเร็งนั้นเติบโตได้ดีขึ้นกว่าเดิม
สเต็มเซลล์ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล แต่เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเท่านั้น ถ้าคุณพ่อ คุณแม่เขามีทางการรักษาหลัก ซึ่งราคาไม่แพง ปลอดภัย ราคาถูก ก็ใช้วิธีนั้นก่อนได้เลย เพียงแต่ว่าถ้ามันถึงภาวะที่คุณพ่อ คุณแม่อยากจะได้ศาสตร์ทางเลือกหรือตอนนี้กำลังใช้ยารักษาโรคให้กับน้องๆ แล้วทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ถ้าต้องให้ยาที่มีสเตียรอยด์ แล้วมันกดภูมิคุ้มกันหรือเกิดผลข้างเคียงมาก
สเต็มเซลล์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นเหมือนหลักประกันคุณภาพในอนาคตให้กับลูกๆ ของคุณ ถ้าอยากจะเลือกใช้วิธีนี้ก็ปรึกษาคุณหมอก่อนได้

ความยากหรือความท้าทายของการทำ PetgeneX คืออะไร
ชัยยศ : แม้ว่าเราจะมีความรู้เรื่องสเต็มเซลล์ในคนมาบ้างแล้ว แต่สเต็มเซลล์ของสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยยังถือเป็นเรื่องใหม่ คนพอเข้าใจว่าสัตว์เลี้ยงสามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ ฝากในธนาคารสเต็มเซลล์เป็นระยะเวลานานได้ แต่ในแง่การใช้ประกอบการรักษา เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายๆ คนก็ยังมีคำถามหรือไม่มั่นใจว่ามันนำมาใช้ประกอบการรักษาได้จริงหรือไม่ แม้เราจะบอกไปว่าเรามีหลักฐานอ้างอิงหรือมีการศึกษามากมายเลยในแต่ละโรคของสัตว์เลี้ยง
ในระหว่างนี้เรายังมีการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อให้มีหลักฐานการนำมาประกอบการรักษาในบ้านเรา เพื่อให้เจ้าของน้องหมา น้องแมวมั่นใจมากขึ้นว่าเราใช้แล้ว ใช้จริง ได้ผลจริง ซึ่งในปัจจุบันเราก็มีเคสที่ได้ผลดี
เก่ง : เราเป็นนักวิจัย เป็นหมอ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย เราก็จะถนัดทักษะวิจัยและการสอนหนังสือ แต่พอเราอยากผลักดันงานวิจัยออกมาสู่ตลาด สิ่งที่เราคิดว่าดีอยู่แล้วในห้องแล็บพอมาเจอตลาดเจอ เจอลูกค้าจริง อาจจะยังดีไม่พอ ก็ต้องมาปรับหน้างานให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอีกทีนึง ซึ่งก็เป็นเรื่องยาก
เพราะเวลาเป็นอาจารย์ ไม่มีใครมากล้าติ ไม่มีใครมากล้าสอน คราวนี้ต้องมาขายของ ต้องมาทำธุรกิจ เราถูกลูกค้าคอมเมนต์เยอะ ก็ต้องปรับมายด์เซ็ตตัวเองพอสมควร แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อีกมุมนึงของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย และรู้สึกภูมิใจที่เห็นงานวิจัยที่ทำมาได้ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

หัวใจสำคัญของการทำ PetgeneX อยู่ที่ตรงไหน
เก่ง : เราใช้งานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นตัวนำ ดังนั้นสิ่งที่เราทำออกมาก็ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเช่นกัน และเราพยายามพัฒนานวัตกรรมที่ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน แล้วก็ปลอดภัยสำหรับน้องๆ อย่างการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งทำได้ทุกที่ ทุกคลินิก เหมือนกับการเก็บเลือดทั่วๆ ไป
เราอยากทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการของ PetgeneX ได้ จึงตั้งราคาไม่แพงถ้าเทียบกับการเก็บสเต็มเซลล์ของคนอยู่ที่ 3-4 แสน แต่ของเรามีแพ็กเกจการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงเริ่มต้นที่ 1 ปีก็คือ 22,900 บาท 5 ปี 29,900 บาท แล้วก็ตลอดชีพ 39,900 บาท มีลูกค้าที่มีน้องหมา น้องแมวรวมกัน 5 ตัว เขาก็เก็บสเต็มเซลล์ให้ทุกตัวแบบไม่เสียดายเงินเลย เพราะเขารู้สึกวิธีนี้คุ้มค่า แล้วก็ซื้อความสบายใจในการดูแลสุขภาพของลูกๆ
ชัยยศ : บางคนอาจจะรู้สึกว่าแพ็กเกจนี้ราคาเป็นหมื่นเลย แต่สำหรับคนที่เคยพาน้องหมา น้องแมวที่โรคเรื้อรัง เช่น โรคข้อเสื่อมหรือโรคไต ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จะรู้เลยว่าแพงกว่านี้หลายเท่า ดังนั้นการเก็บสเต็มเซลล์จึงเปรียบเสมือนการเตรียมหลักประกันด้านสุขภาพในอนาคตให้กับสัตว์เลี้ยงของเรา
แม้ในกรณีที่โชคดีสัตว์เลี้ยงไม่เจ็บป่วย ก็ยังสามารถนำสเต็มเซลล์มาใช้ในแนวทางเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อช่วยลดความเสื่อมของร่างกายและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เมื่อสุนัขและแมวมีอายุมากขึ้น การเกิดโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ในสัตว์ที่ยังไม่เข้าสู่วัยชรา บางโรคก็สามารถพบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น พันธุ์ลาบราดอร์ พันธุ์โกลเด้น เป็นโรคข้อเสื่อมได้ตั้งแต่เด็กๆ ถ้าเรารู้เร็ว เก็บสเต็มเซลล์เร็ว รักษาเร็ว ก็ช่วยชะลอการเกิดโรคให้ช้าขึ้นและมีอาการรุนแรงน้อยลง
สเต็มเซลล์ไม่ใช่ยา โดยหลักการแล้วเป็นเซลล์ของตัวเขาเองที่เข้าไปรักษาตัวเอง ถือว่ามีความปลอดภัยที่สูงมาก ไม่ต้องกังวลถึงผลข้างเคียงของการใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาถ้าเราใช้อย่างถูกต้อง

ในมุมของคุณคิดว่าเทรนด์ Pet Wellness และ Longevity สำหรับสัตว์เลี้ยงมีโอกาสเติบโตไปในทิศทางไหน
เก่ง : ทุกวันนี้คนไม่ค่อยมีลูก แต่เลี้ยงน้องหมา น้องแมวแบบลูกแทนหรือที่เรียกว่า Pet Parent ดังนั้นเขาก็อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกของเขา การมีธนาคารสเต็มเซลล์ก็เป็นหนึ่งในหลักประกันทางด้านสุขภาพ ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้องเจ็บป่วยและการรักษาทางหลักอาจจะได้รับประสิทธิภาพไม่ดี สเต็มเซลล์ถือว่าเป็นการรักษาทางเลือกที่จะช่วยยกระดับชีวิตให้น้องอยู่ได้นานขึ้น ถึงแม้จะอยู่กับเจ้าของมากขึ้นสัก 1-2 ปี ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากแล้วสำหรับเจ้าของ
ชัยยศ : เทรนด์ตอนนี้คือการที่ทำให้น้องมีคุณภาพที่ชีวิตที่ดีขึ้นในระหว่างที่ยังอยู่กับเจ้าของ ไม่ใช่แค่มีอายุยืนขึ้น แต่มีความทรมานระหว่างเจ็บป่วยน้อยลง ซึ่งสเต็มเซลล์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความรุนแรงนั้นได้ ช่วยชะลอการเจ็บป่วย และทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตราบที่เขายังอยู่กับเจ้าของ

หลังจากนี้อยากเห็น PetgeneX เติบโตไปในทิศทางไหน
เก่ง : เราวางแผนทำให้ PetgeneX เป็น Health Center สำหรับสัตว์เลี้ยง และจะมีการเปิด Training Center สำหรับคุณหมอ เพราะหนึ่งในแผนงานของเราคือเราจะมีการจัดอบรมสัตวแพทย์ในประเทศไทย ที่เป็นเครือข่ายของเรา ตอนนี้เรามี mou กับโรงพยาบาลสัตว์ที่ให้บริการจัดเก็บสเต็มเซลล์เกือบ 50 โรงพยาบาล ส่วนใหญ่เวลาต้องการใช้สเต็มเซลล์ ก็จะโทรมา Consult กับคุณหมอชัยยศ และยังมีแพทย์ที่ใช้เป็นไม่มากเท่าไหร่ ยังไม่รู้ว่าใช้รักษาสัตว์โรคอะไรได้บ้าง การจัดอบรมนี้จะทำให้แพทย์แต่ละโรงพยาบาลตอบคำถามกับลูกค้าได้ว่าจัดเก็บไปแล้วใช้อะไรได้บ้างและใช้ได้อย่างถูกต้อง ทำให้ PetgeneX และตลาดของสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงเติบโตตามไปด้วย
ชัยยศ : ในการจัดอบรมของเราก็จำเป็นต้องทำทั้ง 2 ส่วนควบคู่กันไป ส่วนหนึ่งสำหรับสัตวแพทย์ เพื่อให้ในอนาคตสเต็มเซลล์เป็นทางเลือกที่สัตวแพทย์ในเมืองไทยหลายๆ ท่านพิจารณามาใช้ประกอบการรักษา อีกส่วนหนึ่งสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงเอง เราก็มีการจัดอีเว้นต์ให้เขาได้มาทำความเข้าใจมากขึ้นว่าโอกาสในการที่จะนำไปใช้คืออย่างไร ใช้ในกรณีไหนได้บ้าง
ธนาคารสเต็มเซลล์เป็นเหมือนก้าวแรกของ PetgeneX เท่านั้น เรายังมี Biotechnology สำหรับสัตว์เลี้ยงอีกมากมายที่กำลังพัฒนา แล้วเชื่อว่าจะต้องตอบโจทย์กับเหล่า Pet Parent หรือคุณพ่อ คุณแม่น้องหมา น้องแมวอย่างแน่นอน