นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

ผึ้งพาอาศัย

‘น้ำผึ้งของปารีส’ จุดเริ่มต้นบนชั้น 7 โรงละครโอเปร่า สู่การเลี้ยงผึ้งบนหลังคาทั่วปารีส 

หากเรามองทะลุไปถึงหลังคาหรือดาดฟ้าของตึกสำคัญๆ ในปารีส ไม่ว่าจะมหาวิหารนอเทรอดาม พิพิธภัณฑ์ออแซร์ (Musée d’Orsay) โรงละครโอเปร่า กระทั่งบนหลังคาอพาร์ตเมนต์ เชื่อไหมว่าบนพื้นที่นั้นอาจมีกล่องเลี้ยงผึ้งตั้งอยู่ 

ใครจะไปคิดว่าเมืองหลวงของฝรั่งเศสอย่างปารีสมีการเลี้ยงผึ้งกันอย่างจริงจัง ทั้งยังเป็นการเลี้ยงผึ้งที่แทรกไปกับพื้นที่เมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่ ปัจจุบันมีรายงานตัวเลขรังผึ้งที่ขึ้นทะเบียนหลักร้อยรัง บางรายงานระบุว่าปารีสมีรังผึ้งเลี้ยงมากถึง 700 รัง แถมความจริงจังในการเลี้ยงผึ้งของชาวปารีสยังทำให้มี ‘น้ำผึ้งของปารีส’ ที่ซื้อหาได้ในร้านค้าหรือร้านอาหารแนวหน้า ไปจนถึงในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ที่มีผึ้งเลี้ยงของตัวเอง–กระซิบว่าน้ำผึ้งปารีสเป็นอีกหนึ่งน้ำผึ้งราคาสูงชนิดหนึ่ง 

กิจการเลี้ยงผึ้ง หรือโลกของผึ้งซึ่งซ้อนอยู่อย่างเงียบงันและไม่น่าเชื่อของปารีสสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของสวนและพืชพรรณ รสและกลิ่นของน้ำผึ้งปารีสอบอวลไปด้วยประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ สวนสำคัญที่มีทั้งดอกไม้และพืชผลที่บานสลับกันทำให้น้ำผึ้งของเมืองสดใหม่ ทั้งกลายเป็นว่าสภาพของเมืองปารีสกลับดีกับผึ้งเป็นพิเศษ การเลี้ยงผึ้งนอกจากจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นแล้ว การมีอยู่ของกิจการและน้ำผึ้งเมืองไม่ใช่แค่การผลิตน้ำผึ้ง แต่คือความพยายามในการรักษาและทำให้เมืองเป็นมิตรกับผึ้ง 

คำถามคือแล้วปารีสเริ่มเลี้ยงผึ้งกันอีท่าไหน? ทรัพย์คัลเจอร์ตอนนี้มีคำตอบ

ผึ้งเมือง กับการอพยพย้ายถิ่น 

ประเด็นเรื่องผึ้งของเมือง เกี่ยวกับข่าวสำคัญที่ล่าสุดมหาวิหารนอเทรอดามน์ ซ่อมเสร็จและเตรียมเปิดสู่สาธารณชนในต้นเดือนธันวาคม 2024 

ย้อนกลับไปในวันที่ไฟไหม้ มีข่าวแปลกประหลาดว่า ‘ผึ้งที่มหาวิหารปลอดภัยจากไฟและควันอย่างมหัศจรรย์’ ทั้งยังพบว่าผึ้งบนมหาวิหารเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเลี้ยงผึ้งที่ผู้เลี้ยงผึ้งนำไปฝากไว้บนหลังคาในอาคารสำคัญของโลก เป็นหนึ่งในกลุ่มรังผึ้งที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองปารีส 

ที่จริงการเลี้ยงผึ้งของปารีส เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเก่าแก่ที่แทรกอยู่ในเมือง อยู่ในสวนสำคัญ และอยู่คู่กับคนปารีสตั้งแต่ยุคอพยพเข้าเมือง ร่องรอยอย่างเป็นทางการที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานคือปี 1856 ได้มีการตั้งสมาคมเลี้ยงผึ้งกลาง (Société Centrale d’Apiculture) ขึ้นที่สวน Jardin Du Luxembourg สมาคมเป็นทั้งการรวมตัวและเป็นโรงเรียนสอนการเลี้ยงผึ้งซึ่งโรงเรียนจากร้อยปีก่อนยังดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้ 

นอกจากโรงเรียนเลี้ยงผึ้งแล้ว ในช่วงที่ปารีสขยายตัว ผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานหางานทำในศตวรรษที่ 19 บางส่วนก็พาเอารังผึ้งจากพื้นที่ชนบทเข้ามาอยู่ในเมืองด้วย การพารังผึ้งเข้ามาอยู่ในเมืองปารีสไม่ใช่กิจกรรมที่ทำกันน้อยๆ มีการประเมินว่าช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 บนหลังคาของเมืองปารีสมีรังผึ้งกว่า 1,000 รัง ก่อนรังผึ้งที่อยู่คู่เมืองจะหายไปในช่วงสงคราม

ผึ้งในโรงละคร เทรนด์การเลี้ยงสัตว์ในที่ทำงานที่มาก่อนกาล

หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 การกลับมาของกระแสการเลี้ยงผึ้งเริ่มจากชายหนุ่มที่ชื่อว่า Jean Paucton ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ช่วงนั้นคุณฌอง ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพร็อพของโรงโอเปร่าได้ไปเรียนเลี้ยงผึ้งกับสมาคมเลี้ยงผึ้งของปารีสซึ่งอยู่คู่ปารีสมาอย่างยาวนาน 

หลังร่ำเรียนมา แกสั่งรังผึ้งมาเลี้ยงเอง ช่วงหนึ่งได้เอาผึ้งไปเลี้ยงไว้ที่ระเบียงอพาร์ตเมนต์แต่เพื่อนบ้านไม่สบายใจ Jean Paucton จึงตั้งใจว่าจะเอากลับไปเลี้ยงที่บ้านนอกทางตอนเหนือ รังผึ้งถูกส่งจากสมาคมมาที่โรงละครโอเปร่าเพื่อเตรียมย้าย 

แต่จุดที่ผึ้งมาที่โรงละครคือจุดเปลี่ยนสำคัญ

พนักงานดับเพลิงซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของแกที่โรงละครเห็นผึ้งที่ถูกห่อไว้และเตรียมขนย้ายของคุณฌอง เพื่อนร่วมงานคนนั้นจึงแชร์กับ Jean ว่าตัวแกเองก็เลี้ยงปลาเทราต์ไว้ในถังน้ำของถังเก็บน้ำใต้อาคารเหมือนกัน งั้นทำไมไม่เอารังผึ้งไปเลี้ยงบนหลังคาชั้นที่ 7 ด้านหลังของโรงละครล่ะ–เรียกว่าเป็นกระแสการนำสัตว์เลี้ยงมาฮีลใจกันตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

โชคชะตาที่เล่นตลกซ้ำคือนอกจากจะมีคนแอบเลี้ยงสัตว์ถึงสองคน สองประเภทแล้ว คุณฌอง นักเลี้ยงผึ้ง ดันมีเพื่อนของเพื่อนชื่อ Yann Arthus-Bertrand เดินทางมาถ่ายรูปแกกับรังผึ้งของแก ภายหลังแกถึงพบว่าช่างภาพคนนั้นเป็นช่างภาพชื่อดังและเอาภาพรังผึ้งในโรงละครไปตีพิมพ์ในนิตยสาร Paris Match ซึ่งดังมากๆ

แทนที่จะโดนบทลงโทษ โทษฐานแอบเลี้ยงสัตว์ ชาวปารีสกลับเกิดความฉงนว่า เมืองใหญ่อย่างบ้านเราเลี้ยงผึ้งได้ด้วยหรือ ทั้งยังเกิดกระแสกลับมาเลี้ยงผึ้งกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะอีกครั้ง ส่วนคุณฌองในฐานะเจ้าของรังผึ้งแรกก็เป็นที่รู้จัก กลายเป็นผู้เลี้ยงผึ้งอาชีพ ตัวผึ้ง และน้ำผึ้งของโรงละครกลายเป็นสินค้าของฝากขายคู่กับของที่ระลึกอื่นๆ ภายหลังคุณฌองยังร่วมมือกับ Nicolas Geant ก่อเกิดเป็นธุรกิจเลี้ยงผึ้งและผู้ผลิตน้ำผึ้งเมืองปารีส 

หลังจากที่การเลี้ยงผึ้งเริ่มบูมก็เริ่มมีการเสนอความร่วมมือกับอาคารสำคัญๆ เช่น ขอตั้งจุดเลี้ยงผึ้งที่อาคาร Grand Palais สุดยอดอาคารโดมกระจกที่เป็นตัวแทนของฝรั่งเศสสมัยใหม่ ไปจนถึงวิหารนอเทรอดามน์ กลุ่มเกษตรกรเริ่มรวมตัวกัน มีการสนับสนุนการเลี้ยงผึ้ง เพื่อจำหน่าย ผลักดันทั้งในแง่ผลิตผลทางการเกษตร และการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมพิเศษที่โรแมนติก

อย่างรังผึ้งและน้ำผึ้งที่อาคาร Grand Palais จะติดตรา Grand Palais Honey การเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งครั้งแรกมีการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ นึกภาพร้านค้าของเหล่าพิพิธภัณฑ์ อาคารต่างๆ ที่มีน้ำผึ้งของตัวเอง อธิบายว่าสวนซึ่งเป็นมรดกสำคัญทั้งของอาคาร ของย่าน และของเมืองอุดมไปด้วยดอกไม้และไม้ผลอะไร น้ำผึ้งที่พิเศษจริงๆ มีราคาค่อนข้างสูงจึงเป็นอีกหนึ่งสุดยอดของที่ระลึก 

พิพิธภัณฑ์และอาคารสำคัญที่ร่วมมือเลี้ยงผึ้งกับเกษตรกร มักถือว่ามีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ผึ้ง ทั้งยังได้สินค้าและความสนใจพิเศษจากผลผลิตน้ำผึ้งของตัวเอง ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่อาคารและหน่วยงานสำคัญร่วมผลักดันคือการปรับเปลี่ยนเมืองที่เป็นมิตรและการอนุรักษ์ผึ้งในพื้นที่เมืองของมนุษย์

ตัวอย่างสำคัญเช่นการเริ่มกลับมาสร้างกระแสการเลี้ยงผึ้งของ Jean Paucton และ Nicolas Géant เล่าย้อนว่าในช่วงแรกพอเกิดกระแส ผู้คนก็เอารังผึ้งจากชนบทเข้ามาเลี้ยงกันในเมือง ก่อนจะพบว่าผึ้งในเมืองนั้นมักจะตายไปราว 30% 

แต่กระแสการเลี้ยงผึ้งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน สิบปีให้หลัง ปารีสกลายเป็นเมืองที่แบนการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงในพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่สวนของเมือง

ผึ้งเมืองที่เฟื่องฟู

ความเข้าใจทั่วไปของเราคือผึ้งไม่น่าเติบโตในเมืองได้ดี แต่สิ่งมหัศจรรย์คือคุณฌองบอกว่ากรุงปารีสกลับเป็นเมืองที่เหมาะกับผึ้งมาก 

เขาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ‘อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 13 องศา และปารีสมีสวนที่ดีมากมายเช่น สวนตุยเลอรี (Tuileries), สวนลุกซ็องบูร์ (Luxembourg Garden), อ่างเก็บน้ำบาสแซ็ง เดอ ลา วิแยตต์ (Bassin de la Villette)’ รวมถึงไม้ยืนต้นที่ทั้งให้ดอกและผลอีกมากมาย 

ความเข้าใจอีกข้อคือประชากรผึ้งค่อนข้างมีอยู่อย่างหนาแน่นในเขตเมือง เนื่องด้วยดอกไม้ในพื้นที่ชนบทมักมีแนวโน้มปนเปื้อนจากสารเคมีทั้งยาฆ่าแมลงและสารฆ่าเชื้อราและสัตว์รำคาญอื่นๆ เกษตรกรเลี้ยงผึ้งในชนบทอาจได้น้ำผึ้งราว 10-15 กิโลกรัม ส่วนการเก็บผลผลิตของผึ้งในเมืองอาจเก็บได้มากถึง 50 กิโลกรัม สูงกว่าถึง 3-4 เท่า

ในทำนองเดียวกัน ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Mile Factory บริษัทและร้านน้ำผึ้งสำคัญ ระบุในลักษณะเดียวกันว่าด้วยพืช ดอกไม้ สวน และพื้นที่สีเขียวที่หลากหลายและกระจายตัว รวมถึงการเป็นเขตเมืองปลอดสารฆ่าแมลง ภูมิอากาศเมืองปารีสยังทำให้ดอกไม้ในเมืองมีแนวโน้มบานยาวนานกว่า ด้วยเงื่อนไขทั้งหมดนี้ทำให้ผึ้งในเมืองมีชีวิตที่ปลอดภัย หาอาหารและผลิตน้ำผึ้งได้มากกว่า ทางบริษัทระบุว่าผึ้งในเมืองให้น้ำผึ้งมากกว่าราว 3-5 เท่า

จากการค้นพบว่าปารีสก็เลี้ยงผึ้งได้ กลายเป็นว่าร้านอาหารหรูๆ ในปารีสยังเสิร์ฟน้ำผึ้งราคาแพงที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวของเมือง ร้านค้าของที่ระลึกก็ชวนให้เราเก็บเอาน้ำผึ้งซึ่งถือเป็นผลผลิตจากบางส่วนของสวน ที่เหล่าผึ้งเก็บน้ำหวานมา

ในที่สุด กิจกรรมการเลี้ยงผึ้งของเมืองพาเราไปมองเห็นประวัติศาสตร์การก่อตัวของผู้คนในปารีส ที่มองเห็นความสำคัญของสวน มองเห็นเงื่อนไขและการมีชีวิตของเหล่าผึ้งซึ่งสำคัญและสัมพันธ์กับเมืองเท่าๆ กับเรา นำไปสู่การอนุรักษ์ ปรับเปลี่ยนเมืองให้ดีกับทุกสิ่งมีชีวิต

อ้างอิง 

Writer

ชื่อว่านครับ ทำงานรับจ้างทั่วไปด้านงานเขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องการเขียน การอ่าน และวัฒนธรรม เชื่อว่าพื้นที่นามธรรมเป็นสินทรัพย์ที่จะพาเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Illustrator

ชื่อกล้วยค่ะ banana blah blah เป็นนักวาด บางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ สนใจ Art therapy และการวาดภาพเพื่อ Healing เชื่อว่าการทำงานที่ดีต้องทำให้เราอิ่มทั้งกายและใจ ได้มองเห็นตัวเองเติบโตภายใน

You Might Also Like