‘เจนฯ Z ถือดอกบัว’ เบื้องหลังเทรนด์สุดแมส ที่แฝงด้วยมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

ฟิลเตอร์สีพาลเทล บรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินทอแสงระเรื่อชวนโรแมนติก เพลงดั่งฝันฉันใดของวง Klear และที่ขาดไม่ได้คือดอกบัวในมือที่ถูกจัดเป็นช่อ

ช่วง 2-3 วันมานี้คงไม่มีอะไรมาแรงไปกว่าเทรนด์บรรดาวัยรุ่นเจนฯ Z ถ่ายภาพถือดอกบัวอวดลงบนโซเชียลฯ ที่ไม่ว่าจะไถฟีดแอพฯ ไหนก็เจอ

ทว่าฉากหน้าเทรนด์ที่ดูจะเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวกลับแฝงไปด้วยองค์ประกอบของเศรษฐกิจที่น่าสนใจ แต่จะมีอะไรบ้างเราขอชวนไปหาคำตอบในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

จุดเริ่มต้นของเทรนด์เจนฯ Z ถือดอกบัว

หลายคนน่าจะสงสัยว่าจุดเริ่มต้นของเทรนด์มีที่มาที่ไปยังไง ซึ่งความจริงแล้วมาจากโพสต์หนึ่งบนแพลตฟอร์ม X ที่มีผู้ใช้งานโชว์ภาพช่อดอกบัวถูกพับอย่างสวยงามลงบนแจกัน พร้อมกับการตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องเสียเงินซื้อดอกไม้ราคาแพงด้วยล่ะ? ในเมื่อดอกบัวที่หาง่ายและแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยเองก็มอบคุณค่าแบบเดียวกันได้

ซึ่งคำถามที่ว่าเองก็มีส่วนน่าขบคิดไม่น้อย เพราะราคาของดอกบัวสีชมพูที่นิยมซื้อไหว้พระกำหนึ่งตกอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อกำ ในขณะที่ดอกไม้สวยงามไม่ว่าจะทานตะวัน กุหลาบ หรือเดซี่ นำมาจัดรวมช่อราคามีแตะราคาหลักร้อยบาทแน่นอน

คำถามสั้นๆ ที่ว่าสะกิดเข้ากับมายด์เซตของเจนฯ Z ในยุคนี้เข้าอย่างจัง ที่สมัยนี้ของดีไม่จำเป็นต้องแพงแต่จะแสดงออกมายังไงให้เลิศ จากโพสต์ดังกล่าว ไม่นานนักเริ่มมีวัยรุ่นถ่ายรูปกับดอกบัวลงโซเชียลฯ ประจวบเหมาะกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาผสมโรง จนจุดติดไวกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ จนเกิดเป็นเทรนด์อย่างที่เห็น

ปลุก ‘ปากคลองตลาด’ และโลเคชั่นในตำนานอย่าง ‘สะพานพุทธ’ ให้คึกคัก

แน่นอนว่าแหล่งซื้อหาดอกไม้ที่เดินทางง่ายและครบครันคงหนีไม่พ้น ‘ปากคลองตลาด’ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งส่งออกดอกไม้อันดับ 4 ของโลก แต่ในมุมของการค้าปลีก ตลาดแห่งนี้มักจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงที่มีเทศกาลสำคัญที่นิยมใช้ดอกไม้ เช่น วันวาเลนไทน์ หรือในช่วงที่มีวาระรับปริญญา แต่เมื่อการมาของเทรนด์ที่ว่าทำให้ตลาดกลับมามีชีวิตชีวาแทบทั้งวัน

ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่บริบทภาพรวมที่คึกคัก แต่ในแง่ของตัวเลขทางธุรกิจก็คึกคักตาม สำนักข่าวหลายเจ้ากล่าวตรงกันว่า ตัวเลข 80% คือมูลค่าการซื้อดอกบัวที่เพิ่มขึ้น พูดให้เห็นภาพคือก่อนจะมีเทรนด์ดังกล่าวดอกบัวกำหนึ่งราคาไม่เกินหลักสิบแต่ตอนนี้ราคาพุ่งเป็นหลักร้อย แพงแทบจะเทียบเท่าดอกไม้สวยงามพันธุ์อื่น ร้านดอกไม้บางร้านยังจัดกิจกรรมที่สอดคล้อง เช่น กิจกรรมพับกลีบดอกบัว

และนั่นนำมาสู่การที่โลเคชั่นอย่าง ‘สะพานพุทธ’ อดีตตลาดกลางคืนของวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียมพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ถึงขั้นที่มีผู้ใช้โซเชียลฯ อวดบรรยากาศให้เห็นบรรดาวัยรุ่นถือดอกบัวรอต่อคิวถ่ายภาพจนตะวันลับฟ้า

เทรนด์ความนิยมที่ว่าไม่ได้ส่งผลแค่กับปากคลองตลาดหรือภาพรวมของสถานที่เที่ยวอย่างสะพานพุทธ เพราะธุรกิจระดับไมโครที่ตั้งอยู่พิกัดโดยรอบโลเคชั่นได้รับผลดีตามไปด้วย ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงธุรกิจเช่าชุดไทย และธุรกิจจ้างช่างภาพ

หยิบ ‘ต้นทุนวัฒนธรรม’ ในมือให้เกิดมูลค่าด้วยแนวคิดแบบ Modernization

ถึงตรงนี้ถามว่าเทรนด์วัยรุ่นเจนฯ Z ถือดอกบัวสะท้อนให้เห็นถึงอะไรบ้าง?

ที่เห็นได้ชัดคือการนำแนวคิด ‘Modernization’ มาปรับใช้ ระหว่างเทรนด์ของวัยรุ่นยุคใหม่กับวัฒนธรรมไทย อย่างแรกคือดอกบัวไม่จำเป็นต้องอยู่บนหิ้ง หรือเป็นดอกไม้สำหรับไหว้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถหยิบมาถ่ายรูปอวดได้ ซึ่งความอ่อนช้อยงดงามของดอกบัวยังแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่คนต่างชาติมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันที 

นับเป็นการคืนชีพ ‘อัตลักษณ์’ ความเป็นไทยให้กลับมาทันสมัย เหมือนที่ก่อนหน้านี้เกิดเทรนด์นุ่งชุดไทยครึ่งท่อนนั่นเอง ซึ่งเทรนด์ถือดอกบัวเองก็ปลุกให้วัยรุ่นจนถึงชาวต่างชาติหันมาสนใจกับวัฒนธรรมไทยโดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาสักบาท

อีกข้อคือ ‘โอกาส’ ในการยกระดับสถานที่เที่ยวอย่างปากคลองตลาดให้กลายเป็นอีกหนึ่ง ‘แลนด์มาร์ก’ ใจกลางกรุง เทียบให้เห็นอย่างเนเธอร์แลนด์เองก็มี ‘บลูเมนมาร์ค’ (Bloemenmarkt) ตลาดดอกไม้ลอยน้ำในกรุงอัมสเตอร์ดัม อายุกว่า 700 ปี ที่ถูกนำมาต่อยอดจนกลายเป็นจุดขายและเรียกรายได้จำนวนมหาศาลให้กับภาคการท่องเที่ยวของแดนกังหันลม ที่นอกจากจะขายดอกไม้ยังมีสินค้าที่แสดงถึงอัตลักษณ์คนท้องถิ่น เช่น รองเท้าไม้ Klompen, เครื่องปั้นดินเผา Delfts Blauw และชีส

เรียกว่าบ้านเรามี ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ ในมือเพียบพร้อมที่จะเชื่อมโยงคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่รู้จบ เพียงแต่จะทำยังไงให้ออกมาโมเดิร์นร่วมสมัยและล้อไปกับเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำยังไงให้เทรนด์สามารถยืนระยะได้นานที่สุด

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like