ประชุม World Bank – IMF จบแล้วไทยได้อะไรบ้าง?
ในวงนักเศรษฐศาสตร์ กระทรวงการคลัง นักธุรกิจ นักลงทุน หรือคนทำงานด้านการเงินมักรู้ดีว่า IMF-World Bank Group Annual Meetings หรือการประชุมด้านการเงินระดับโลกนี้เปรียบเหมือน ‘โอลิมปิกของวงการการเงิน’ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานด้วย
คำถามที่คนไทยถามมาตลอดการจัดงาน IMF-WBG Annual Meetings คือ ทำไมเราถึงได้จัด มันสำคัญกับประเทศเรายังไง? และเราได้ประโยชน์อะไรอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง?
รัฐบาลพยายามตอบคำถามนี้ด้วยการอธิบายว่า นี่คือโอกาสที่ผู้นำกระทรวงการคลังและผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งชาติกว่า 190 ประเทศ ธนาคารโลก และ IMF รวมทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการระดับโลกจะได้หันสายตามามองประเทศไทยได้อย่างเต็มตา เข้าใจบริบท และเห็นศักยภาพที่ประเทศแห่งนี้จะเป็นฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้
แปลภาษาเข้าใจง่ายคือ ต่างชาติจะสนใจลงทุนกับเรามากขึ้น เมื่อเขาได้เห็นว่าไทยทำอะไรได้บ้าง ส่งต่อให้เกิดความเติบโตของเศรษฐกิจไทย สร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทย เมื่อเศรษฐกิจดี ทุกภาคส่วนก็มีกินมีใช้ได้มากขึ้น
ประโยชน์ที่จะได้จากเป้าหมายนี้ขึ้นอยู่กับประเด็นสำคัญคือ ‘เราเอาอะไรไปขายเขาบ้าง’ และ ‘ทั่วโลกตอบรับเรายังไง?’
Keynote ตอนนี้ชวนไปฟังเบื้องหลังการเตรียมเนื้อหาของไทยในการเป็นเจ้าภาพงานประชุม ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ และฟีดแบ็กหลังจัดงาน กับ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ผู้เปรียบเหมือน Editor-in-chief หรือบรรณาธิการบริหารการจัดงาน ซึ่งได้มาแชร์ประสบการณ์ให้นักธุรกิจใน House of Wisdom ฟัง
อะไรคือเนื้อหาที่ไทยนำเสนอตัวเอง หลังการประชุมฟีดแบ็กงานเป็นยังไง มีแนวทางอะไรที่เราจะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้บ้าง ไปจนถึงว่าจริงหรือเปล่าที่อาหารไทยถูกใจนักการเงินทั่วโลกถึงขั้นที่ทุกคนยิ้มแย้มแม้คุยเรื่องซีเรียส แล้วเนเน่ คนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ America’s Got Talent ขึ้นเวที ทำให้คนวงการการเงินตื่นเต้นไหม ตามไปดูได้ใน Keynote ตอนนี้เลย
ประเด็นอะไรที่คนวงการเศรษฐศาสตร์และการเงินคุยกันใน IMF-World Bank Group Annual Meetings?
ปีนี้เป็นปีแห่งพายุปัญหาหมุนทั่วโลก ไม่ว่าจะปัญหาสงคราม การแตกแยกของประเทศคู่ค้า หรือประเทศมหาอำนาจต่างแข่งขันเศรษฐกิจกันจนทำให้ประเทศอื่นๆ เริ่มหวาดกลัวและหาทางป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
การประชุมการเงินครั้งนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะช่วยกำหนดทิศทางให้ฝั่งรัฐบาลของประเทศต่างๆ และนักธุรกิจ นักลงทุน มองเห็นปัญหาและมองหาทิศทางแก้ไขให้ตรงจุด ซึ่ง ดร.สันติธารบอกว่า ที่ผ่านมาการประชุมนี้มักคาดการณ์ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณเตือนจุดเปลี่ยนใหญ่ๆ ของระเบียบโลกได้ ซึ่งปีนี้คนวงการการเงินพูดคุยถึง 4 เสาหลักด้วยกัน คือ AI และ digital transformation ความแตกแยกและระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป (geopolitical fragmentation) วิกฤตสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (climate adaptation & energy transition) และประชากรสูงวัย (demographic trends & longevity)
ประเด็นหลักของวงประชุมครั้งนี้คือการสะท้อนพายุซ้อนของเศรษฐกิจโลก โดยมีการเตือนถึงความเสี่ยงของพายุวิกฤตพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้โลกก็เผชิญราคาพลังงานสูงขึ้นอยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนและตะวันออกกลาง ยิ่งทำให้มีแนวโน้มว่าปัญหานี้จะเกิดขึ้นในระยะยาว
วิกฤตพลังงานก็ยังแก้ไม่ได้ โลกยังดันมาเจอพายุที่สองซ้อนเข้ามาอีก นั่นคือ ดอกเบี้ยสูงขึ้น กลายเป็นคำถามสำคัญว่าโลกจะรับแรงกระแทกของภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ได้มากน้อยแค่ไหน
ปัญหาต่อมาคือ มีการสำรวจพบว่าฐานะการคลังของหลายประเทศ ‘บาง’ ลงมาก (fiscal buffers worsen) ความน่าสนใจที่สะท้อนในเวทีครั้งนี้คือ ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และบางประเทศในยุโรปกำลังเผชิญภาระหนี้และปัญหาทางการคลังอย่างหนัก ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมถึงไทย กรีซ และอาร์เจนตินา มีวินัยทางการคลังและปรับตัวได้ดีขึ้น
“มีเวทีหนึ่งที่เขาเลือกขึ้นไปพูด มีไทย กรีซ อาร์เจนตินา ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี นี่คือประเทศที่เป็นลูกค้า IMF ทั้งนั้นเลย แต่พวกเขาขึ้นไปพูดถึงการปรับตัว การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างกรีซที่เปลี่ยนไปเยอะมาก จากเมื่อก่อนเป็น sick man of Europe ตอนนี้เขากำลังฟื้นอย่างแข็งแกร่ง มีวินัยทางการเงิน นี่คือประเด็นที่ว่าประเทศกำลังพัฒนาที่เมื่อก่อนเคยอยู่หลังห้อง มีแต่ปัญหาต้องแก้ ต้องกู้เงินต่างๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นเด็กหน้าห้อง ในขณะที่เด็กหน้าห้องอย่างอเมริกา อังกฤษ ยุโรป ตอนนี้กำลังกลายเป็นเด็กหลังห้อง มีปัญหา เช่น กรีซบอกว่าตอนนั้นดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีของเขาอยู่ที่ 4.4% ตอนนี้ของอังกฤษและอเมริกาไปถึง 5% แล้ว คนก็ปรบมือทั้งห้อง”
พายุอีกลูกที่จะว่าไปแล้วก็มีทั้งด้านส่งเสริมแต่ก็ยังเต็มไปด้วยคำถาม นั่นคือ AI ซึ่งในทางเศรษฐกิจกำลังเป็น ‘เดอะแบก’ เพราะผู้เชี่ยวชาญมองว่า โลกอาจจะพังไปแล้วก็ได้เมื่อเราเจอปัญหาวิกฤตพลังงานกับดอกเบี้ยสูง แต่โลกดันกลับมาได้เพราะการลงทุนใน AI
“AI มีสองด้าน ขาแรกคือการลงทุน ในกระทรวงฯ เราเรียกว่า all in AI หรืออุตสาหกรรมการผลิต ตั้งแต่การผลิตชิป เมมโมรี หรือ data center รวมทั้ง infrastructure ต่างๆ อีกขาคือ AI in all การนำ AI ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม” ดร.สันติธารอธิบาย
“AI ขาแรกโตเร็วมาก การลงทุนสูง ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกมหาศาล เราเลยไม่พังกันไปก่อน แต่มันกระจุกตัวสูงมาก ถ้าคุณไม่ได้อยู่ใน supply chain คุณจะไม่ได้อะไรเลย” สำหรับ ดร.สันติธาร มองว่าสิ่งที่เซอร์ไพรส์ในประเทศไทยคือ เราเป็นฟันเฟืองฝ่ายผลิตให้กับอุตสาหกรรม AI เยอะมาก ซึ่งไม่ได้มีแค่ data center แต่ยังรวมถึงการผลิต power electronics และ infrastructure ให้กับ AI
“มันก็มีความเสี่ยงว่าถ้าขานี้ล้มล่ะ หรือเกิดฟองสบู่แตกขึ้นมา เดอะแบกขาเดียวจะเหลืออะไร อันนี้คือความเปราะบาง 3 ข้อที่ในวงประชุมกังวลกัน”
แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ บริบทโลกที่มีความเป็น fragment หรือแบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย แบ่งกลุ่มกันมากขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งภายในโลก โดยเฉพาะในหมู่มหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ ยากขึ้น
แต่ในปัญหายังพอมีโอกาส ถ้านำข้อมูลบริบทต่างๆ มาพิจารณาให้ดีว่าโลกต้องการอะไร ไทยก็ยังสามารถแสดงบทบาทสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน
และนั่นคือที่มาของการกำหนดธีมบทบาทของไทยในการจัดงานครั้งนี้
ไทยกับบทบาท trusted connector ‘สะพานเชื่อม’ ให้โลกแตกแยก
ในฐานะ Editor-in-chief ดูแลเนื้อหาการจัดงานร่วมกับ IMF-World Bank ดร.สันติธารเล่าประสบการณ์ของผู้จัดการเนื้อหาสปีชของผู้นำทุกท่าน ทั้งของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงวิดีโอประชาสัมพันธ์ประเทศไทย Pavilion ทั้งหมด และ Royal Pavilion ซึ่งเป็นศาลาเฉลิมพระเกียรติ
ความสำคัญคือ ประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศในโลกที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ซ้ำ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดเมื่อปี 1991 ซึ่งสถานที่จัดงานเดิมคือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการประชุมนี้โดยเฉพาะ การกลับมาจัดที่เดิมในรอบ 35 ปีจึงเป็นการแสดงให้โลกเห็นพัฒนาการของประเทศไทย ซึ่งดร.สันติธารได้นำเสนอให้ผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF ได้เห็นองค์ความรู้ที่ไทยพยายามปรับตัวทางเศรษฐกิจ
แต่การจะกำหนดเนื้อหานั้นได้ ก็ต้องกลับมามองด้วยว่า แล้วโลกต้องการอะไรมากที่สุดในตอนนี้?
“ธีมใหญ่โลกมีหลายอัน แต่อันที่สำคัญกับโลกคือ โลกแตกแยกกันมาก มีสงคราม ไม่คบกัน ไม่คุยกัน ทุกคนกระจายความเสี่ยง บทบาทหนึ่งที่แข็งแกร่งที่ไทยทำได้ คือ เราเป็นคนเชื่อมสะพานโลกแตกแยกได้ เราแชร์ได้ว่าการเป็นสะพานเชื่อมมีข้อดีข้อเสียอะไร เราก็ใช้ธีมหลัก trusted connector ของโลก”
ดร.สันติธารยังบอกอีกว่า เขาอยากเปลี่ยนภาพจำของต่างชาติ จากเคยมองไทยในฐานะเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยแล้วสนุก มาเป็นเพื่อนที่เที่ยวสนุกและทำงานด้วยก็ได้ประสิทธิภาพ ดังนั้น trusted connector จึงเป็นธีมสำคัญที่สุด
“เปรียบเทียบเหมือนคน เวลาเราเจอคนคุ้นอยู่แล้วก็จะเข้าใจกัน แต่เวลาเจอคนนอกวงก็จะได้ขยายโอกาสใหม่ๆ เจออะไรใหม่ๆ ที่เราไม่รู้จักมาก่อน ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันได้ ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพมีอำนาจให้ได้ตั้งโต๊ะเหล่านี้คุยกันเยอะขึ้นมาก”
แล้วพอจัดงานไปแล้ว เราทำตามบทบาทได้ดีไหม? ดร.สันติธารเล่าเรื่องที่เกิดนอกวงประชุมให้ฟังว่า ผู้ช่วยของ Kristalina Georgieva นักเศรษฐศาสตร์ชาวบัลแกเรีย ผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เข้ามาชื่นชมกับ ดร.สันติธาร โดยบอกว่า ปกติประชุมการเงินระดับโลกจะมีแต่เรื่องซีเรียส ไม่ค่อยเห็นคนยิ้มแย้มเท่าไหร่ แต่มาที่นี่ทุกคนดูสนุกสนาน เดินออกจากห้องประชุมมาเอ็นจอยกับขนม ไอศกรีม และอาหารไทย
“เขาบอกว่ากำลังเขียน take away งานนี้อยู่ แล้วเขาเห็นว่า once the thing we found คือประเด็นในงานนี้มีแต่เรื่องเครียด แต่ทุกคน hopeful รู้สึกว่ามีทางออก มีความหวัง ประเทศไทยเด่นเรื่องนี้จริงๆ เรามีพลังพิเศษบางอย่างที่โลก AI ไม่มี คือเรามี human touch ทำให้คนมาเจอกันตัวเป็นๆ แล้วเชื่อมต่อกันได้”
นั่นอาจรวมถึงฉากที่ เนเน่–รัตติกานต์ อำลอย หรือเนเน่ รอยัล คนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ American’s Got Talent ได้ไปขึ้นโชว์แสดงความสามารถ ซึ่งดูคอนทราสต์กับภาพการประชุมตัวเลขจริงจังเหลือเกิน แต่ ดร.สันติธารเล่าว่าในบรรยากาศจริงก็มีทั้งผู้ว่าการแบงก์จากบางประเทศที่ตื่นเต้น ติดตามชมคลิปเนเน่ ดีใจที่ได้เจอ (ถ้าใครได้ดูคลิปจากไทยคู่ฟ้าจะเห็นภาพคริสตาลิน่า ผู้อำนวยการ IMF ยืนข้างเวทีร้องเพลงอยู่ด้วย) และบางคนก็อาจจะยังไม่เคยติดตามก็ได้รู้จักไปด้วย ภาพรวมนับว่าเป็นบรรยากาศแปลกใหม่ในวงการการเงิน
นอกจากภาพลักษณ์ใน trusted connector แล้ว ไทยยังวางบทบาทการเป็น agenda shaper หรือกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานและการเงินโลกด้วย โดย ดร.สันติธารได้พาคริสตาลิน่า ผู้อำนวยการ IMF เดินชม royal pavillian โดยพูดถึงการถอดรหัสหลักทรงงาน 5 ประการของในหลวงรัชกาลที่ 9 แเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจว่า การพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางและการพัฒนาจากรากหญ้าเป็นเรื่องที่ไทยทำมานานแล้ว ทำให้คริสตาลิน่านำไปพูดบนเวทีครั้งนี้
และไทยยังนำเอาปัญหาที่โลกกำลังเผชิญกับสแกมเมอร์มาจัดทำ Bangkok Blueprint ข้อตกลงด้านการป้องกันภัยการเงินดิจิทัล ร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อเป็น ‘ไบเบิล’ ให้ทุกประเทศได้นำไปประยุกต์ใช้รับมือกับภัยทุจริตและอาชญากรรมทางไซเบอร์
ทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังการประชุมการเงินโลก
ไม่ว่าผลลัพธ์การประชุมการเงินโลกครั้งนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ แล้วทิศทางเศรษฐกิจไทยจะดำเนินไปอย่างไร รัฐบาลมีแนวทางฟื้นฟูเครื่องยนต์ประเทศที่จะส่งผลต่อปากท้องของคนไทยอย่างไรบ้าง
ดร.สันติธารบอกว่า ตอนนี้คนเปรียบเทียบภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยเหมือนรถไฟสองขบวนที่คู่ขนานกันอยู่ รถไฟคันเดิม ฐานรากแข็งแรง บรรจุผู้โดยสารได้ทุกคน แต่เครื่องยนต์กำลังใช้งานได้ยากขึ้น ต้องซ่อมแซมส่วนสึกหรอ ในขณะที่มีรถไฟความเร็วสูงแห่งโลกอนาคตแซงหน้าแล้ว นั่นคือ AI, Green Transition, หรือประเด็น Longevity และ Wellness
“ผมว่าการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในยุคนี้เป็นจุดหักศอก ถ้าเปลี่ยนแล้วมันจะอยู่ถาวรไปเลย ตอนนี้โจทย์ประเทศไทยคล้ายคนทำธุรกิจครอบครัว ผมเปรียบเทียบว่าเราเคยอยู่รถไฟคันเดิมมานาน ทำให้เราเจริญรุ่งเรืองมานาน แต่พอถึงจุดหนึ่ง มันไม่โตแล้ว แต่มันจ้างคนจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน มีรถไฟขบวนใหม่มาเร็วมาก แต่ว่าเราเอาคนไปนั่งในนั้นได้จำกัด”
“ระหว่างที่คนเถียงกันว่าเราจะไปทางไหน รักษารถไฟเก่า หรือวิ่งหาขบวนใหม่ ผมว่าเราต้องทำทั้งสองอย่าง เกาะรถไฟความเร็วสูงให้เร็ว และต้องขยายที่นั่งให้มากขึ้น แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าต่อให้ขยายไปก็อาจจะมีที่นั่งไม่พอ ดังนั้น เราก็ยังต้องใช้รถไฟคันเดิมด้วยการมีเครื่องยนต์ดีๆ เช่น เรามีชื่อในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่แล้ว งั้นเพิ่มเทรนด์เข้าไปเพื่อทำให้ตอบรับกับยุคสมัย เช่น เสริมความเป็น wellness longevity เพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมไปต่อได้”
ดร.สันติธารยังย้ำด้วยว่า เรามักมองเศรษฐกิจไทยติดลบกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของไทย เช่น การตั้งกรอบเพดานหนี้สาธารณะ 70% แท้จริงแล้วเป็นวินัยทางการคลังที่ไทยตั้งขึ้นเอง หากตัดหนี้รัฐวิสาหกิจที่รัฐไม่ได้ประกันออก หนี้จริงจะอยู่ที่ราว 60% ต้นๆ แต่เพราะเราพยายามรักษาวินัยทางการคลัง ทำให้เราตั้งวินัยไว้สูง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่อาจกลายเป็นกำแพงที่ทำให้ไทยไม่กล้าขยับตัวมากกว่า
“ต่างประเทศเขาชมเราเรื่องนี้ แต่เขาก็กังวลเหมือนกันว่าเขาจะไม่กล้าทำอะไรเลย เพราะติดอยู่กับ 70% เขาบอกว่าสิ่งน่าเป็นห่วงในประเทศเราคือไม่มี growth แล้วถ้าเรายังระมัดระวังตัว กลัวตัวเลข 70% นี้อยู่ เราก็จะไม่กล้าลงทุนเลย”
นอกจากนี้ ดร.สันติธารยังเล่าว่า กระทรวงการคลังกำลังใช้แนวทางเปลี่ยน global capital เป็น ทุน local capability โดยเริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิดในการวัด KPI ด้านเศรษฐกิจ นอกจากการรายงานตัวเลขแล้ว ต้องมีการวัด value creation โดยเฉพาะการเลือกใช้ทรัพยากรภายในประเทศ การสร้างโอกาสให้ซัพพลายเออร์ในไทย การสนับสนุนการจ้างงาน รวมทั้งการพัฒนาทักษะทางอาชีพของคนไทย
“ตอนนี้ทุกครั้งที่ท่านเอกนิติ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังคุยกับบริษัทต่างๆ จะพูดเรื่องนี้ตลอด นอกจากการรายงานตัวเลขแล้ว เราจะถามว่าเขาใช้ทรัพยากรในประเทศยังไง จ้างงานเท่าไหร่ มีตัวเลขกำกับไหม ตอนเราพยายามทำเรื่องนี้ มีเรื่อง Data Center เข้ามาพอดี เราก็ต่อรองเรื่องนี้เลย”
ดร.สันติธารเล่าว่า กระทรวงการคลังยังได้เจรจากับบริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะประเด็นการฝึกฝนทักษะแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยเพิ่มศักยภาพสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งหลายบริษัทต่างประเทศประทับใจที่ไทยมุ่งมั่นพัฒนาคนไปด้วย เพราะถ้าพูดตามข้อมูลแล้วย่อมเป็น win-win situation ทั้งไทยและบริษัทเอกชน ที่ได้แรงงานท้องถิ่นถูกต้องตามกฎหมาย และได้พัฒนาทักษะรองรับตลาดมากขึ้น
ดังนั้น ยุทธศาสตร์การปรับตัวและการพัฒนาประเทศของไทยที่เปลี่ยน Global Capital เป็น Local Capability จึงผูกโยงกับ 4 ด้าน คือ การสร้างงานคุณภาพและการจ้างงานทักษะสูง การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทำ R&D การสนับสนุน Supply Chain และใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และการสร้าง Strategic Investment ที่เกิดประโยชน์ระยะยาว