นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Keep Calm and Go Outdoors

Calm Outdoors แบรนด์เสื้อผ้าแคมป์ปิ้งของไทยที่แหวกขนบ ใส่ง่าย หลายสีสัน และเหมาะกับทุกคน

หากคุณพูดถึงเสื้อผ้าสำหรับแคมป์ ไปเดินป่า ภาพจำที่ผ่านมาของคุณเป็นยังไง 

สีดินอมฝุ่น เนื้อผ้าแข็ง ใส่แล้วมีน้ำหนัก คงเป็นภาพจำแรกที่เข้ามาในหัว เพราะที่ผ่านมาหลายคนคงต้องเคยสวมใส่เสื้อผ้าประเภทนี้ และประสบกับความรู้สึกที่ไม่รื่นรมย์เท่าไหร่นัก แม้จะอยู่ท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มรื่นก็ตาม 

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกับ ต้น–ณัฐพงษ์ บุษบงษ์ จึงทำให้เขาตัดสินใจทำ Calm Outdoors แบรนด์เสื้อผ้าแคมป์ที่แหวกขนบของการเดินป่าในอดีต กับเสื้อผ้าที่ทั้งฟังก์ชั่นและแฟชั่น กล่าวคือมีน้ำหนักเบา ผ้าโปร่ง สวมใส่สบาย รวมถึงมีสีสันหลากหลายฉูดฉาด เหมาะกับคนหลากบุคลิก หลายสไตล์ 

วันนี้ Capital พูดคุยกับณัฐพงษ์ ตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจ ช่วงสมัยที่ยังไม่มีใครทำแบรนด์เสื้อผ้าแคมป์ในไทย ว่าเขาเชื่อมั่นอะไร มองเห็นโอกาสตรงไหน มีเป้าหมายยังไงตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตหลังจากนี้ 

คุณเริ่มรู้จักการออกไปแคมป์ปิ้งตั้งแต่เมื่อไหร่

การออกไปแคมป์ ไปเที่ยวในธรรมชาติ เท่าที่ผมจำได้คือมันอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยมีช่วงหายไปเลยนะ คือพอจะเข้าหน้าหนาวก็เอากันแล้ว เริ่มซื้อเสื้อผ้า เริ่มคุยกันว่าจะไปดอยไหนดี ซึ่งสมัยก่อนก็ไม่ได้มีโรงแรมเยอะขนาดนั้น คนส่วนใหญ่เลยใช้วิธีกางเตนท์ นอนแคมป์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผมก็ใช้ชีวิตช่วงหน้าหนาวแบบนี้กับครอบครัวมาตลอด 

แล้วด้วยความที่เป็นคนรักการแต่งตัว ชอบติดตามเทรนด์แฟชั่นอยู่แล้ว คือช่วงไหนเขาฮิตอะไรกัน ผมทำหมด ขับบิ๊กไบก์ เล่นเซิร์ฟสเกต จนถึงกระแสแคมป์ปิ้ง เราก็ปรับเปลี่ยนการแต่งตัวมาตลอด จนมาติดใจตอนเข้าป่านี่แหละ ที่พวกเครื่องแต่งกายมันมีตัวเลือกหลากหลาย ทีนี้ผมก็สนุกเลย กับการหาของมาแต่งตัว มาเล่นในระหว่างเข้าป่า เป็นความสุขในช่วงเวลานั้น 

ความสนุกของการแคมป์ปิ้งคืออะไร

เรื่องนี้มันแตกต่างมากเลยนะแต่ละคน เท่าที่ผมศึกษามา บางคนก็บอกว่าชอบเวลาเดินป่า ที่ได้ทบทวนตัวเอง ได้ไปอยู่ท่ามกลางบรรยากาศใหม่ๆ ริมแม่น้ำ หรือตื่นมาทำไข่เจียวที่อร่อยกว่าปกติกิน ซึ่งเขาก็ให้คำตอบไม่ได้นะว่าทำไมเวลาทำที่บ้านเครื่องครัวเพียบพร้อมถึงไม่เคยอร่อยเท่ากับตอนกินในป่าเลย (หัวเราะ)

แต่สำหรับผม ผมชอบเดินทาง เพราะได้เจอผู้คนใหม่ๆ และจะชอบมากถ้าได้เจอพ่อค้า แม่ค้า ได้ไปตลาดท้องถิ่น ที่มีวัตถุดิบแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค

แล้วเสื้อผ้าแคมป์แตกต่างจากเสื้อผ้าปกติยังไง

คือมีหลายคนเขาชอบพูดว่า ใส่เสื้อผ้าอะไรก็เดินเข้าป่าได้ ผมก็จะตอบเสมอว่า จริงครับ ผมไม่เถียง แต่คุณใส่แล้วมันรู้สึกสบายขึ้นไหม หรือกลับรู้สึกว่าสิ่งที่คุณสวมอยู่มันเป็นภาระมากกว่า 

วันนี้โลกมันพัฒนา เทคโนโลยีมันก้าวหน้า แฟชั่นมันล้ำสมัย เรามีเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแห้งเร็ว กันเชื้อโรค กันหนามได้ ผมว่ามันก็เป็นสิ่งที่ทำให้การทำกิจกรรมที่เรารักทั้งสะดวกและสนุกขึ้น ผมเลยมองว่ามันเป็นจุดแตกต่างที่น่าสนใจ

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ พอมองในเชิงธุรกิจ ผมเองกลับพบว่า ปัจจุบันไม่มีแบรนด์ไทยที่ทำเสื้อผ้าแคมป์จริงๆ จังๆ เลย จะเห็นก็มีแต่แบรนด์ใหญ่ในต่างประเทศ เลยตัดสินใจว่า ถ้ายังไม่มีใครอยู่ในตลาด เราก็ลงมาเป็นผู้เล่นเองเลยดีกว่า จึงเกิดเป็นแบรนด์ Calm Outdoors ในปี 2018 ขึ้นมา

ทำไมจึงเป็นแบรนด์ที่ชื่อ Calm Outdoors

ด้วยความที่ผมอยู่ในวงการขับบิ๊กไบก์มาก่อน สังคมกลุ่มนี้เขาจะมีความเสียงดัง โหวกเหวก ชอบปาร์ตี้กัน ซึ่งมันก็เป็นความสนุกแบบหนึ่งนะ แต่พอได้มาทำแบรนด์แคมป์ ได้อยู่กับธรรมชาติบ่อยๆ เรากลับรู้สึกว่า ไม่อยากเป็นตัวเองในแบบที่ผ่านมา ผมกลับโหยหาความเงียบ การทำตัวเองให้กลืนไปกับธรรมชาติ ดังนั้นตอนตั้งชื่อเลยพยายามนึกถึงอะไรที่มันสงบ จึงกลายเป็นชื่อนี้ขึ้นมา 

แล้วความท้าทายของการเป็นแบรนด์จำหน่ายเสื้อผ้าแคมป์เจ้าแรกคืออะไร  

ก็เป็นความเสี่ยงของธุรกิจเจ้าแรก ที่มากวาดหญ้าถางพง เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง เพียงแต่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมตัดสินใจทำต่อคือ ถ้าในวันนี้มันยังไม่มีแบรนด์เสื้อผ้าไทยที่ตอบโจทย์การใช้งานของเราได้ หากเราทำขึ้นมาเอง แล้วมันตอบโจทย์ได้จริง ก็น่าจะมีคนแบบเราที่เขากำลังมองหาแบรนด์ประเภทนี้อยู่เช่นกัน 

ผมเชื่อแบบนั้น 

Calm Outdoors มีการวางแผนธุรกิจยังไงบ้าง

เป้าหมายแรกที่สำคัญที่สุดคือ สินค้าที่ทำมาต้องตอบโจทย์เราและลูกค้าที่เป็นคนชอบแคมป์ เพราะถ้าเขาซื้อสินค้าเรา แล้วถูกใจ มันจะเกิดการบอกต่อเอง และที่สำคัญคือมันจะช่วยตอกย้ำว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่มันมาในเส้นทางที่ถูกต้อง ตอบปัญหาเราในวันแรกที่ตัดสินใจทำแบรนด์ขึ้นมา

ดังนั้นแม้จะเปิดในปี 2018 แต่จริงๆ ผมเริ่มพัฒนาสินค้าตั้งแต่ปี 2017 คือทำกันแบบยังไม่มีรายได้เลย แต่ก็อาศัยธุรกิจอื่นๆ ในมือ มาช่วยหมุนเงินก่อน 

จนสุดท้ายได้สินค้าชิ้นแรกออกมา คือหมวก Outdoor ที่มีปีกคลุมรอบทิศทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเดินป่า นักแคมป์ที่ทุกคนต้องมี 

หนึ่งจุดเด่นของ Calm Outdoors คือการเลือกใช้สีที่ฉูดฉาด เป็นเพราะอะไร

สมัยก่อนเสื้อผ้าประเภทนี้จะมีสีประเภทเอิร์ทโทนเพราะมันใส่แล้วไม่สกปรก นั่งบนพื้นดินก็ดูไม่เลอะจนเกินไป ใช้งานได้นาน แต่มาถึงช่วงหนึ่งผมเริ่มสังเกตว่าทำไมแบรนด์ต่างประเทศเขาใช้สีฉูดฉาดจัง มีสีฟ้า สีเหลือง 

เลยลองไปศึกษาดูจนพบว่า อ๋อ ที่เขาใช้สีแบบนี้ เพราะบ้านเขาเป็นเมืองหนาว มีหิมะตก คือถ้าเวลาเกิดอุบัติเหตุสีพวกนี้จะช่วยให้หาตัวผู้ประสบภัยได้ง่าย ดังนั้นพอรู้ว่าเทรนด์ของแบรนด์ระดับโลกไปทางนี้แล้ว เราก็เอาบ้างเลย หันมาใช้สีสดๆ บ้าง สีส้ม สีม่วง ซึ่งมันสนุกมากเลยนะ เพราะมันทำให้เสื้อผ้ามีชีวิตชีวา ลูกค้าก็มีทางเลือกในการหยิบจับสีให้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น

นอกจากแฟชั่นแล้ว Calm Outdoors ให้ความสำคัญเรื่องฟังก์ชั่นยังไงบ้าง

ผมขอยกตัวอย่างบางรายการที่คิดว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้การแคมป์สะดวกยิ่งขึ้น 

อันแรกคือหมวกกันรังสี UV คือต่อให้เราไปยืนใต้ร่มที่กำลังบังแดดให้เราอยู่ ถึงแม้จะร่มก็จริง แต่ถ้าอยู่นานๆ มันจะไม่สบายตัว จะรู้สึกตัวแดงๆ ร้อนๆ แสบๆ เป็นเพราะเราอยู่ใต้รังสี UV มากเกินไป หมวกที่เราออกแบบมาก็จะช่วยลดภาระตรงนี้ได้

หรือในส่วนของงานดีไซน์ที่เราทำให้ไม่พะรุงพะรัง สามารถพับเก็บได้ น้ำหนักเบา ระบายอากาศ ไม่เปียกน้ำ เช่นกางเกงของเราที่มีผ้าเป็นไนล่อน สมมติเราเผลอไปนั่งพื้นโคลนติดกางเกง เราเอาน้ำฉีดก็แห้งแล้ว 

ในช่วงแรกลูกค้าให้การตอบรับมากน้อยขนาดไหน

ใช้คำว่าฮิตพอสมควร เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเรา เขาบอกว่าคุณภาพของเราดี ไม่แพ้กับแบรนด์ต่างประเทศ แต่ราคาไม่สูงจนเกินไป ทำให้ลูกค้าหลายกลุ่มเขาสามารถเข้าถึงสินค้าของเราได้ 

ทุกวันนี้กลุ่มลูกค้าของ Calm Outdoors เป็นใคร

ตอนแรกผมตั้งเป้าเป็นกลุ่มเด็กจบใหม่ ที่อยากใช้ชีวิต หลังจากอยู่ในกรอบครอบครัวมา เลยอยากมีสินค้าที่เขาเข้าถึงได้ 

แต่ถ้าพูดถึงเป้าใหญ่ ผมมองถึงการเป็นแบรนด์ของประเทศไทย อยากให้ต่างชาติรู้จักแบรนด์เรา เลยเป็นเหตุที่พยายามใส่ลายช้างเข้าไป คือเราอยากให้สินค้าของ Calm Outdoors เหมือนกางเกงลายช้างที่ชาวต่างชาติอยากซื้อใส่ อยากเอากลับไปฝากคนที่บ้าน 

เรื่องหนึ่งที่คุณประกาศเป็นจุดยืนแบรนด์มาตลอดคือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มันเริ่มขึ้นจากอะไร

วันแรกที่เริ่มทำแบรนด์ผมเห็นว่าแบรนด์ใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เขาก็มีนโยบายรักษ์โลกอย่างจริงจัง เช่นแบรนด์ Patagonia เขาถึงกับประกาศว่าเสื้อเขาทำมาจากขวดพลาสติก โดยเสื้อ 1 ตัวทำมาจากขวดน้ำ 4 ขวด ดังนั้นอย่ามาซื้อเสื้อเราเลย เพราะมันเป็นแค่พลาสติก 4 ชิ้น ปรากฏว่าได้ใจกลุ่มลูกค้า ยอดขายล่มทลาย

ดังนั้นถ้าโลกไปทางนี้ ผมว่าเราก็ควรไปทางเดียวกัน แต่ผมมองว่าวิธีรักษ์โลกทุกวันนี้มันมีหลายแบบ ซึ่ง Calm Outdoors เราจะใช้วิธีติดต่อโรงงานที่ทำเสื้อผ้าให้แบรนด์ใหญ่ๆ ที่ปกติเขาจะใช้ผ้าขนาดใหญ่ แล้วจะมีส่วนที่เหลืออยู่หรือต้องสำรองไว้ ผมก็เลยติดต่อโรงงานว่าขอผ้าส่วนนี้ได้ไหม ซึ่งแน่นอนว่าสีที่มีนั้นก็จะเลือกไม่ได้ เลยทำให้แบรนด์เสื้อผ้าของเรามีหลายสีแบบทุกวันนี้ 

หรือเรื่องการสกรีนเสื้อที่ปกติเขาจะใช้วิธีแบบสกรีนบล็อก (silk screen) ซึ่งจะต้องใช้น้ำล้างบล็อกจำนวนมาก เราเลยใช้วิธีใหม่ที่เรียกว่า Digital film Transfer (DFT) คือ การพิมพ์สกรีนรูปลงบนแผ่นฟิล์มด้วยหมึกพิเศษ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นนะ แต่ผมก็เต็มใจทำ เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะดำเนินธุรกิจแนวทางนี้ 

เพระสุดท้ายสินค้าของเรา ทำมาเพื่อให้คนได้ออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว เราเองเป็นคนทำให้ธรรมชาติมันลดน้อยถอยลงไป เสื้อผ้าที่เราผลิตขึ้นมาจะมีประโยชน์อะไรกับลูกค้า จริงไหม

ตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจมา มีจุดไหนที่คุณเคยเฟลบ้างไหม

ไม่ได้มีเรื่องไหนชัดเจน ส่วนใหญ่จะเป็นการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แต่ละสาขา พอผมมีความเชื่อว่าสุดท้ายแล้วแบรนด์ที่ดีจะต้องยืนระยะ และเป็นที่จดจำ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดปัญหาแบบไหน เราพยายามทำให้แต่ละสาขาอยู่รอดได้ 

อาจมีการโยกบัญชีการเงินจากสาขาหนึ่งไปสองบ้าง ซึ่งตอนนี้เราก็มี 23 สาขา และกำลังจะมีอีก 3 สาขา แต่จะมีบางสาขาอยู่ในมัลติแบรนด์ที่ห้างสรรพสินค้า ดังนั้นส่วนที่เราดูแลเองตอนนี้มีจะ10 กว่าสาขา ผมเองไม่รู้หรอกนะว่ามันถูกต้องที่สุดไหม แต่มันเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ และคิดว่าจะทำให้แบรนด์อยู่รอด 

หลายธุรกิจมักจะกลัวเรื่องการขยายสาขา คุณมีความเห็นตรงนี้ยังไงบ้าง

ผมมองเรื่องเดียวเลยคือแบรนดิ้ง คือหลายปีที่ผ่านมาคนทำธุรกิจจะหนีเรื่องการยิงโฆษณาบนโลกออนไลน์ไม่ได้เลย ดังนั้นงบตรงนี้ต้องกันเอาไว้อยู่แล้ว แต่ผมกลับมองว่า จะดีกว่าไหมถ้าเอางบตรงนี้มาทำการตลาดในโลกออฟไลน์แทนออนไลน์ 

คือถ้าเราเอามาลงกับการขยายสาขาเพิ่มขึ้น ไปตั้งร้านอยู่ในโลเคชั่นดีๆ ไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า ผมว่ามันสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ผมจะรู้สึกว่ามันต้องมีคนจริงๆ ที่ได้มาเดิน มาเห็น มาจับสินค้าของเรา มากกว่าการยิงโฆษณาออนไลน์ที่อาจไปไม่ถึงคนที่มองหาสินค้าของเรา 

จะรู้ได้ยังไงว่าธุรกิจของเราพร้อมและสมควรจะมีสาขาที่ 2  

ไม่รู้หรอกครับ สิ่งที่ผมทำคือทดลอง เวลาผมขยายสาขาผมจะทำสัญญาระยะสั้น เอาแค่ครึ่งปีพอ เพื่อทดลองดู รวมถึงพวกของหน้าร้านต่างๆ ก็จะทำให้เคลื่อนย้ายได้ถ้าพลาด เพราะโอกาสมันมีแน่ แต่เราต้องเตรียมตัว ต้องมีแผนว่าถ้าพลาดแล้ว จะทำยังไงต่อ 

วันนี้แบรนด์เสื้อผ้าแคมป์ในต่างประเทศเขาพัฒนาไปทิศทางไหนบ้าง

ไปไกลแล้ว ผมยกตัวอย่าง The North Face ที่ใช้ซิปจากแบรนด์ YKK เป็นซิปที่ถูกการันตีว่าดีอันดับต้นๆ และใช้ผ้าของแบรนด์ Gortex คือเขาใช้ของคุณภาพอันดับต้นๆ ที่มีการรับรองว่าดี มาทำสินค้ากับเขา เหมือนรวมตัวทีมอเวนเจอร์ในหนังมาร์เวล  

ซึ่งเราก็มีเป้าหมายแบบนี้นะ เพราะมันก็เป็นแนวทางที่จะพาตัวเองไปสู่คำว่า global brand ในอนาคต

แล้วเป้าหมายใหญ่ล่ะ Calm Outdoors มีภาพฝันแบบไหน

ก็ยังอยากตะโกนและนำเสนอว่าเราเป็นแบรนด์จากประเทศไทย อยากให้สินค้าจากประเทศนี้เทียบเท่ากับแบรนด์ระดับโลกได้ 

หากให้สรุป 3 ข้อสำคัญที่คุณใช้บริหารแบรนด์ Calm Outdoors จะมีเรื่องอะไรบ้าง

อย่างแรก คือการทำสินค้าให้ดี มีคุณภาพ และการวางทิศทางของแบรนด์ที่ชัดเจน จะทำให้การดำเนินงาน หรือการเล่าอะไรกับลูกค้าทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

ต่อมาคือพยายามทำสินค้าให้ง่าย เหมาะกับทุกคน เมื่อก่อนผมขายกางเกงยีนส์ กว่าจะขายได้ มีแต่ลูกค้าผู้ชาย คือบางทีมา 10 คน ขายได้แค่คนเดียวแบบนี้ก็มี แต่วันนี้ผมมีคอนเซปต์ ใครๆ ก็ใส่ Calm Outdoors ได้ เพราะทุกวันนี้กลุ่มลูกค้ามียันคนสูงอายุ ที่บางคนเขาไม่ไปเที่ยวแล้วนะ เขามาซื้อเสื้อกันยูวีของเราเพราะเขาจะใส่ทำสวน ปลูกผัก แบบนี้ก็มี

สุดท้ายคือการยืนระยะ ผมเริ่มทำแบรนด์มาก็เจอโควิด-19 เราทนอยู่หลายปีกับการไม่มีกำไร แต่ด้วยความที่เราเชื่อมั่นว่าต้องยืนระยะได้ รวมถึงเรามีแผนธุรกิจที่ชัดเจน แบรนด์ Clam Outdoors เลยต่อยอดมาถึงทุกวันนี้ 

Writer

KFC ฟิลเตอร์สตอรี่ไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like