To Infinity and Beyond 

Beyond The Vines ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากสิงคโปร์ของคู่รักที่สนุกกับการจับคู่สีและการออกแบบที่ดี

ตั้งแต่ต้นปี เทรนด์กระเป๋านุ่มฟูได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะแบรนด์จากฝั่งยุโรป อเมริกา หรือเอเชีย จะต้องมีเจ้ากระเป๋าทรงนี้สักชิ้นในคอลเลกชั่น ไม่แปลกใจหากเราจะเห็นทั้งสายแฟ และคนรักกระเป๋าสะพายเจ้านุ่มฟูไปทุกสถานที่ 

กระเป๋าของ Beyond The Vines สตูดิโอออกแบบสัญชาติสิงคโปร์ก็เป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ที่หลายคนอยากได้มาครอบครอง เพราะไม่เพียงแค่ดีไซน์สวย คู่สีดี แต่ยังทนทาน และจุของได้มาก ถูกใจเดอะแบกเป็นที่สุด

แม้ Beyond The Vines จะมีตัวชูโรงเป็นกระเป๋าหลากหลายคอลเลกชั่น แต่แบรนด์นี้ก็ไม่ได้ตั้งต้นจากการทำกระเป๋ามาก่อน และแม้ชาวไทยหลายคนจะเริ่มรู้จักสตูดิโอออกแบบสุดเก๋ในช่วงปีนี้ แต่ Beyond The Vines นั้นก่อตั้งขึ้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว! 

Biztory ตอนนี้ จึงอยากพาทุกคนไปลงลึก 8 เรื่องเบื้องหลัง และเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้ Beyond The Vines เติบโตได้อย่างยั่งยืน แถมยังขยายสาขาไปนอกสิงคโปร์ถึง 2-3 ประเทศแล้ว

1. ชื่อ ‘Beyond The Vines’ มาจากภาพยนตร์เรื่อง ‘The Place Beyond The Pines’

Beyond The Vines ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 โดยสองสามีภรรยาอย่าง Daniel Chew และ Rebecca Ting  ทั้งคู่เล่าว่าชื่อ ‘Beyond The Vines’ นั้นไม่มีอะไรซับซ้อน ทั้งสองได้ชื่อจากหนังที่ชื่นชอบมากอย่าง ‘The Place Beyond The Pines’ และขณะที่พูดถึงการทำแบรนด์กันอยู่ ทั้งคู่กำลังดื่มไวน์กัน 

เมื่อค้นหาคำว่า ‘vines’ ทั้งคู่ก็พบว่ามันมีความหมายแฝงที่หมายถึงเสื้อผ้า ชื่อ Beyond The Vines จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้

2. แรกเริ่ม Beyond The Vines ไม่ได้ขายกระเป๋า!  

 แม้กระเป๋าของแบรนด์นี้จะขายดีและเป็นสินค้าที่ใครๆ ก็นึกถึง แต่แรกก่อตั้งทั้งคู่ตั้งใจทำเสื้อผ้าผู้หญิงขาย ทั้งยังตั้งใจขายให้คนต่างชาติ 

จากการเดินทางของทั้งคู่และการได้เห็นแบรนด์หลากหลายแดเนียลและรีเบกก้าไม่ได้อยากทำเสื้อผ้าที่มีฟังก์ชั่นไว้สวมใส่อย่างเดียว แต่ทั้งคู่อยากให้ Beyond The Vines เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่บ่งบอกตัวตนด้วย การจะทำเสื้อผ้าที่ดึงดูดใจคนสิงคโปร์หรือคนในท้องถิ่นที่จะเหมาะกับการใส่เดินแถวๆ บ้านจึงอาจไม่ค่อยตอบโจทย์ทั้งคู่เท่าไหร่

คอลเลกชั่นแรกของทั้งคู่มี 20 แบบและวางขายในเว็บไซต์เป็นหลัก ความตลกคือทั้งสองยังเอาริบบิ้นมาผูกคอมพิวเตอร์ แล้วหยิบกรรไกรมาตัดริบบิ้น เสมือนเปิดแบรนด์อย่างเป็นทางการ ไม่น่าเชื่อว่าจากวันที่ขายในโลกออนไลน์ ทุกวันนี้ทั้งคู่ได้เปิดร้านจริงใน 2-3 ประเทศแล้ว!

3. การพร้อมที่จะปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเป็นหัวใจสำคัญ

“เราเป็นทีมที่เล็กมากและพร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าธุรกิจเติบโตอยู่เสมอ และเราต้องเจอกับความท้าทายใหม่ๆ ทุกวัน การมองโลกในแง่ดีและปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ” รีเบกก้าว่าอย่างนั้น

การปรับตัวอย่างแรกคือการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ เพราะเมื่อแบรนด์เติบโต แน่นอนว่าการขยายไปต่างประเทศย่อมอยู่ในแผน และการจะเอาใจคนต่างประเทศได้นั้น ก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของแต่ละที่ด้วย เช่น คนอินโดนีเซียนั้นเลี่ยงการสวมเสื้อแขนกุดก็เพราะศาสนา ต่างจากสิงคโปร์ที่ชอบใส่บราและเสื้อแขนกุดมากเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว

การปรับตัวอีกข้อที่สำคัญ คือหลังจากแบรนด์เปิดตัวมาได้ 5 ปี ทั้งคู่ก็ตัดสินใจรีแบรนด์เมื่อปลายปี 2019 และเปิดตัวคอลเลกชั่นแคปซูลที่มีทั้งเสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย เครื่องแต่งกายอย่างกระเป๋า กระทั่งเครื่องเขียน สะท้อนว่าต่อจากนี้ Beyond The Vines ไม่ใช่แบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงแต่เป็นสตูดิโอออกแบบที่จะออกแบบสารพัดสิ่งมาแก้ปัญหาให้ทุกคน ซึ่งไอเดียการแตกขยายแบรนด์เสื้อผ้าไปเป็นแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ก็เป็นไอเดียที่หลายๆ แบรนด์ในปัจจุบันนำไปปรับใช้

“เราเชื่อว่านักออกแบบที่ดีที่สุดคือผู้แก้ปัญหา และการรีแบรนด์ครั้งนี้หมายความว่าเรากำลังออกแบบวิถีชีวิต” รีเบกก้าบอกอย่างนั้น 

4. Dumpling กระเป๋ารุ่นฮิตที่คนสิงคโปร์แทบทุกคนต้องมี!

เมื่อเดินไปตามถนนออร์ชาร์ดของสิงคโปร์ เชื่อว่าจะต้องเห็นคนสะพายเจ้า Dumpling ของ Beyond The Vines กันบ้าง เพราะกระเป๋าใบนี้ถือเป็นกระเป๋าที่ทำให้หลายคนรู้จักแบรนด์ก็ว่าได้

ที่จริงแล้ว Dumpling เวอร์ชั่นแรกออกมาในปี 2019-2020 พร้อมกับเสื้อผ้าคอลเลกชั่นแคปซูล ไอเดียตั้งต้นคือทั้งคู่มองว่าในช่วงการระบาดของโควิด-19 การซื้อเสื้อผ้านั้นแทบเป็นเรื่องไม่จำเป็น ผู้คนหันไปซื้อของแต่งบ้านและอุปกรณ์ไอทีมากกว่า นอกจากนั้น พอออกไปไหนไม่ได้ ผู้คนก็จะไม่มีโอกาสได้ลองเสื้อผ้า 

แต่เพราะต้องการรักษาทีมทุกคนเอาไว้ หลังจากครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำยังไง ทั้งคู่จึงคัดสรรสิ่งที่ผู้หญิงขาดไม่ได้และไม่จำเป็นต้องลองก็ซื้อได้ นั่นคือกระเป๋า แถมถ้าดีไซน์กระเป๋าที่บาลานซ์ระหว่างความเท่และความสบายได้ด้วยก็จะตอบโจทย์วิถีชีวิตช่วงนี้ได้ดี Dumpling จึงถือกำเนิดขึ้น

“เด็กอายุ 16 ปีและคนอายุ 60 ปีใช้กระเป๋าแบบเดียวกัน และไม่มีใครคิดว่ามันไม่เหมาะสมกับวัย การออกแบบที่ดีและเข้าถึงคนทุกวัยได้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบ”

หลังจากออก Dumpling ขนาด XS และ XL ทั้งหมด 3 สีที่ค่อนข้างแมตช์ง่าย ทั้งคู่ก็เริ่มสนุกกับการหาคู่สีใหม่ๆ มาดึงดูดใจสายแฟมากขึ้น จนปัจจุบันการใช้คู่สีที่ถูกใจคนทุกวัยก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของแบรนด์ไปแล้ว

5. ‘สร้างสรรค์อย่างกล้าหาญ ออกแบบอย่างเรียบง่าย’ คอนเซปต์ของ Beyond The Vines

“เราเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่คุณใส่ได้ทุกวัน ถ้าเปรียบเทียบคือเราไม่ใช่วันสำคัญหรือวันพิเศษ แต่เราจะเป็นวันจันทร์ถึงศุกร์ของคุณเอง” รีเบกก้าบอก 

เป็นที่มาว่าปรัชญาการออกแบบของ Beyond The Vines คือความเป็นคู่และความเรียบง่ายซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมร่วมสมัย 

ความเข้าคู่กันที่ว่าก็สะท้อนผ่านคู่สีและลวดลายที่ออกแบบ และแม้หลายๆ คู่สีจะดูจี๊ดจ๊าด แต่ก็ยังสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรือจะแต่งตัวสายแฟก็ได้ แบรนด์ของพวกเขาจึงเป็นแบรนด์ที่สร้างชื่อให้สิงคโปร์พอสมควร

6. ใช้โซเชียลอย่างชาญฉลาด 

ตั้งแต่วันแรก Beyond The Vines ก็ถือเป็นแบรนด์ที่เน้นขายในโซเชียลมีเดียมาตลอด แต่ที่เห็นว่าพวกเขาฉลาดใช้โซเชียลมีเดียจริงๆ ก็ตอนที่เกิดโรคระบาดนั่นแหละ

“ช่วงโควิดผู้คนไม่ได้เจอกัน ไม่ได้ออกไปไหน แต่เราไม่อยากตัดขาดจากลูกค้าและคอมมิวนิตี้ของเรา เราเลยตัดสินใจไลฟ์ในอินสตาแกรมซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครนิยมใช้เท่าไหร่”

ทั้งคู่นั่งตอบคำถามลูกค้า พาทัวร์สตูดิโอผ่านไลฟ์ และเล่าถึงเบื้องหลังการออกแบบและฟังก์ชั่นของสินค้า นอกจากจะได้คุยกับลูกค้าตรงๆ ยังได้ฟีดแบ็กที่นำมาปรับใช้กับแบรนด์ได้

“สำหรับเรา โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มการตลาด ฉันคิดว่ามันเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเรากับผู้บริโภคจริงๆ เรากำลังสื่อสารโดยตรงกับคอมมิวนิตี้อย่างแท้จริง”

เมื่อทั้งสองตัดสินใจรีแบรนด์ Beyond The Vines ก็กลายเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร การเขียนอธิบายสินค้า และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์กลายเป็นเพื่อนที่จับต้องได้และอยากรู้จัก

7. ทีมที่ดีคือหัวใจสำคัญ

“เวลาลูกค้าคุยกับเราและพนักงานที่ร้าน ลูกค้าจะรู้สึกว่าทีมของเราดูอบอุ่นมาก แต่ทำไมแบรนด์ของเราดูเย็นชาและแพงแสนแพง เมื่อเรารีแบรนด์ เราจึงให้ทีมของเราออกหน้ากล้องมากขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ในฐานะบุคคล”

ไม่เปลกใจหากเราจะเห็นทีมงานของแบรนด์เป็นดาราหน้ากล้องอยู่บ่อยๆ และจากคำกล่าวของรีเบกก้า ความสนุกสนานในคลิปไม่ใช่การแสดงแต่อย่างใด แต่เป็นวัฒนธรรมการทำงานของที่นี่จริงๆ

@beyondthevines

SG -> JP 🇯🇵 Daikanyama T-SITE 23.03.23 – 26.03.23 #beyondthevines

♬ original sound – EX7STENCE™

“ฉันพูดจากความเป็นมนุษย์ ฉันรู้สึกว่าเรามีวัฒนธรรมการทำงานที่ยอดเยี่ยม เราชอบที่จะมาทำงานและเราสนุกกับสิ่งที่เราทำมาก เมื่อไหร่ที่ลูกค้ามีฟีดแบ็กกลับมา เราก็จะรวมตัวกันเพื่อปรับปรุงมันไปพร้อมกัน บอกตามตรงว่าเราค่อนข้างเหมือนกันทั้งนอกและในจอ”

ที่จริงแล้วที่ทีมงานสนุกสนานกับการทำงานได้แบบนี้ ก็อาจเพราะผู้นำอย่างรีเบกก้าและแดเนียลนั้นดูแลพวกเขาเหมือนเพื่อนและคนในครอบครัว คอยให้คำแนะนำทั้งในเชิงการทำงานและการใช้ชีวิต นอกจากนั้นพวกเขายังอยู่เคียงข้างทีมงานเสมอแม้ในยามยาก

“ในทุกๆ สถานการณ์ผู้นำควรเป็นคนแรกที่เข้ามาและเป็นคนสุดท้ายเสมอ”​ รีเบกก้าบอก

8. การแบ่งเวลาให้เป็นคือสิ่งสำคัญของการทำงานกับครอบครัว

อย่างที่บอกว่า Beyond The Vines เป็นแบรนด์ของคู่สามีภรรยา ดังนั้นการทำแบรนด์ขึ้นมาด้วยกันโดยไม่แตกคอจึงต้องมีกฎเหล็กกันบ้างเพื่อให้แบรนด์ก็งอกเงย ความรักก็ยังคงงดงาม

“เมื่อเรากลับถึงบ้าน เราจะไม่คุยเรื่องงานกัน เราจะรับลูกชายที่โรงเรียนเพื่อไปสนามเด็กเล่น กินไอศครีม และทำเรื่องสนุกๆ กับพวกเขา 

“พอกลางคืน ฉันจะพาเด็กๆ เข้านอน จากนั้นก็อยู่คนเดียวในห้องของฉันประมาณครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง และหลังจากนั้นฉันก็จะไปดูโทรทัศน์กับแดเนียล” รีเบกก้าบอกเคล็ดลับการสร้างแบรนด์ไปพร้อมๆ กับการสร้างครอบครัว

อ้างอิง

ภาพจาก : Beyond The Vines

Writer

กองบรรณาธิการไลฟ์สไตล์ที่มีแมวเป็นแรงผลักดันในการทำงาน

Illustrator

บรรณาธิการศิลปกรรม Email: [email protected]

You Might Also Like